C C
Text Size

  • hdsafkjhadsgfkhaf

    คำศัพท์สิ่งแวดล้อม R-Z

    Continue reading “คำศัพท์สิ่งแวดล้อม R-Z” »


    คำศัพท์สิ่งแวดล้อม I-Q

    Continue reading “คำศัพท์สิ่งแวดล้อม I-Q” »


    คำศัพท์สิ่งแวดล้อม D-H

    Continue reading “คำศัพท์สิ่งแวดล้อม D-H” »


    คำศัพท์สิ่งแวดล้อม A-C

    Continue reading “คำศัพท์สิ่งแวดล้อม A-C” »


    ประกาศผลรางวัลการประกวดคลิปวีดีโอ

    banner-7

    หลังจากคณะกรรมการร่วมกันพิจรณาคัดเลือกคลิปวีดีโอ หลังการคัดเลือกได้ผลรางวัลดังต่อไปนี้

    ระดับมัธยมศึกษา

    รางวัลที่ 1 Love Earth

    จาก โรงเรียนสาธิตพิบูลบำเพ็ญ แห่งมหาวิทยาลัยบูรพา

    ผู้จัดทำ

    ภควรรณ ปลื้มสุข, ภาพตะวัน ไชสุวรรณ

    เจสิตา พงษ์วิรัตน์, ณภัทร สัจจาธรรม

    ณภัทร ไกรฤกษ์, ธนภัทร ผาสุข

    นันท์นภัส พัวไพบูลย์วงศ์, ถิรเดช พิมพ์สกุล

    จารุวิชญ์ พงษ์วิรัตน์ , จรนิณทร์ สายสืบสวัสดิ์

     

    รางวัลที่ 2 รักษ์โลกด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น
    จาก โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา จ.ชลบุรี

     

    รางวัลที่ 3 Mission (ภารกิจ)

    จาก โรงเรียนทุ่งช้าง อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน

    ผู้จัดทำ

    เสฏฐวุฒิ หน่อทอง, อภิสิทธิ์ ปัญญาภู

    จารุนันท์ อินทะรังษี, จีรพร คงทน

    จารีวรรณ์ สรเพ็ชร, วิภวาณี คำรังษี

    จักรพงษ์ อินทะรังษี

    ที่ปรึกษา อาจารย์พิเชษฐ์ บุญทวี

     

    ระดับอุดมศึกษาและประชาชนทั่วไป

    รางวัลที่ 1  จิตใต้สำนึก
    จาก มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่

    ผู้จัดทำ

    1.นาวสาว เจนจิรา ต่อตัน

    2.นายศุภลักษณ์ ไชโย

    3.นายสุภกิณห์ สิธิยศ

    4.นาย คมกริช กล้าหาญ

    5.นายศักรพล วงษ์รัตน์

     

    รางวัลที่ 2 คนรุ่นใหม่ก็ช่วยโลกได้
    จาก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

    ผู้จัดทำ

    1.นางสาวกมลชนก  มะสะพันธ์

    2.นางสาวเกศรา  ลือชัย

    รางวัลที่ 3 ใบไม้สีขาวที่มองไม่เห็น
    จากมหาวิทยาลัย ศรีนครินทร์วิโรฒ ประสานมิตร

    ผู้จัดทำ

    1.นายอดิศร รัศมีรณชัย

     

    รางวัล Popular Vote

    Love Earth

    จาก โรงเรียนสาธิตพิบูลบำเพ็ญ แห่งมหาวิทยาลัยบูรพา

    ผู้จัดทำ

    ภควรรณ ปลื้มสุข, ภาพตะวัน ไชสุวรรณ

    เจสิตา พงษ์วิรัตน์, ณภัทร สัจจาธรรม

    ณภัทร ไกรฤกษ์, ธนภัทร ผาสุข

    นันท์นภัส พัวไพบูลย์วงศ์, ถิรเดช พิมพ์สกุล

    จารุวิชญ์ พงษ์วิรัตน์ , จรนิณทร์ สายสืบสวัสดิ์

     

    รับชมคลิปทั้งหมดได้ที่ : http://www.youtube.com/ecogenerationmovie

    ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.facebook.com/ecogenerationmovie

     

    รางวัลการประกวดแบ่งเป็น 2 ระดับ

    ระดับมัธยมศึกษา

    รางวัลที่ 1   เงินรางวัล 10,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตร

    รางวัลที่ 2   เงินรางวัล   7,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตร

    รางวัลที่ 3  เงินรางวัล    3,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตร

     

     ระดับอุดมศึกษาและประชาชนทั่วไป

    รางวัลที่ 1   เงินรางวัล 10,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตร

    รางวัลที่ 2   เงินรางวัล   7,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตร

    รางวัลที่ 3  เงินรางวัล    3,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตร

    กติกาการประกวด

    • คลิปวีดีโอต้องสื่อถึงเรื่องการอนุรักษ์และใส่ใจสิ่งแวดล้อม เรื่องง่ายๆที่เราทุกคนช่วยกันได้ โดยอ้างอิงข้อมูลวิชาการจากเว็บไซต์ www.environnet.in.th มีความยาว 5-7 นาที
    •  ส่งเป็นไฟล์ วีดีโอ ที่ถ่ายทำจากกล้องในโทรศัพท์มือถือ กล้องถ่ายรูป หรือกล้องถ่ายวีดีโอ บันทึกมาในแผ่นดีวีดี เป็นไฟล์ MPEG1 ,MPEG2 , WMV, AVI พร้อมตั้งชื่อและบรรยายสั้นๆเกี่ยวกับเนื้อหาที่นำเสนอ
    • ส่งผลงานมาที่อีเมล์ :  environet.in.th@gmail.com  หรือ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ศูนย์สารสนเทศสิ่งแวดล้อม (ชั้น 6)ที่อยู่ เลขที่ 49  พระราม 6 ซอย 30 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400  พร้อมระบุชื่อ-นามสกุล เบอร์ติดต่อ อีเมล์และสถานศึกษาของผู้ส่งให้ชัดเจน
    • คลิปวีดีโอที่ส่งเข้าประกวดต้องไม่เคยได้รับรางวัลมาก่อนหรือคัดลอกมาจาก Internet หรือเป็นลิขสิทธิ์ของผู้อื่น
    •  ผู้เข้าประกวดอนุญาตให้ทางองค์กรฯ เผยแพร่คลิปวีดีโอต่อสาธารณชนและไม่ต้องส่งคลิปวีดีโอคืนแก่เจ้าของผลงาน
    • การเผยแพร่สู่สาธารณชน คลิปวีดิโอรักษ์โลกที่ได้รับรางวัลจะถูกนำไปเผยแพร่ในเว็บไซด์ www.environnet.in.th

     

     

     

    ……………………………………………………………………..


    อุทยานฯตั้ง “กองอำนวยการควบคุมไฟป่า”

    อุทยานฯตั้ง "กองอำนวยการควบคุมไฟป่า"

    นายมโนพัศ หัวเมืองแก้ว อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้รับรายงานจากนายศักดิ์ชัย จงกิจวิวัฒน์ ผอ.ส่วนควบคุมไฟป่า สำนักป้องกัน ปราบปรามและควบคุมไฟป่า เมื่อวันที่ 2 มกราคมว่า ตามที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ มียุทธศาสตร์ มาตรการแก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควัน ปี 2556 พื้นที่ที่มีความสำคัญพิเศษ จึงได้มีการจัดตั้งกองอำนวยการควบคุมไฟป่า Continue reading “อุทยานฯตั้ง “กองอำนวยการควบคุมไฟป่า”” »


    วิจัยชี้อุณหภูมิที่สูงขึ้นส่งผลให้สัตว์น้ำมีขนาดเล็กลง

    วิจัยชี้อุณหภูมิที่สูงขึ้นส่งผลให้สัตว์น้ำมีขนาดเล็กลง
    4 วิจัยชี้อุณหภูมิที่สูงขึ้นส่งผลให้สัตว์น้ำมีขนาดเล็กลง 02be4873 วิจัยชี้อุณหภูมิที่สูงขึ้นส่งผลให้สัตว์น้ำมีขนาดเล็กลง 6 วิจัยชี้อุณหภูมิที่สูงขึ้นส่งผลให้สัตว์น้ำมีขนาดเล็กลง
    7 วิจัยชี้อุณหภูมิที่สูงขึ้นส่งผลให้สัตว์น้ำมีขนาดเล็กลง 8 วิจัยชี้อุณหภูมิที่สูงขึ้นส่งผลให้สัตว์น้ำมีขนาดเล็กลง 9 วิจัยชี้อุณหภูมิที่สูงขึ้นส่งผลให้สัตว์น้ำมีขนาดเล็กลง
    ผล การวิจัยโดยทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล และวิทยาลัยควีนแมรี ซึ่งเป็นหนึ่งในวิทยาลัยในเครือมหาวิทยาลัยลอนดอน พบว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นนับเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้สัตว์น้ำที่โตเต็มวัยมีขนาด เล็กลง
    ผล การวิจัยดังกล่าวที่ตีพิมพ์ในวารสารรายงานการประชุมวิชาการแห่งสถาบันวิทยา ศาสตร์แห่งชาติของสหรัฐ (Proceedings of the National Academy of Sciences) ระบุว่า ขนาดของสัตว์น้ำเค็มและสัตว์น้ำน้ำจืดขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของน้ำ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงนัยสำคัญ คือ สายใยอาหาร (Food web)
    แอ นดริว เฮิร์สต์ ผู้ร่วมวิจัยจากวิทยาลัยควีนแมรี กล่าวว่า สัตว์ที่อาศัยอยู่ในน้ำมีขนาดลำตัวที่เล็กลง 5 เปอร์เซ็นต์ หากอุณหภูมิของน้ำเพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียส ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วสัตว์น้ำเหล่านี้จะมีขนาดที่เล็กกว่าสัตว์ที่อาศัยอยู่บน บกประมาณ 10 เท่า ซึ่งเป็นผลมาจากปริมาณออกซิเจนในน้ำและอากาศที่ต่างกันที่มา : http://www.energysavingmedia.com


    จับปูดำทำ “ปูนิ่ม” ในคอนโด

    "ปูนิ่ม" ในคอนโด
     จับปูดำทำ ปูนิ่ม ในคอนโด
    ระบบคอนโดเลี้ยงปูนิ่มที่นำกล่องเลี้ยงปูเรียงเป็น 3 ชั้น แล้วปล่อยให้น้ำไหลผ่าน
    blank จับปูดำทำ ปูนิ่ม ในคอนโด

    เหตุเพราะการทำปูนิ่มในระบบ เปิดแบบเดิมๆ ต้องใช้ต้นทุนทางธรรมชาติสูง ใช้สารเคมีเยอะ ทำให้สิ่งแวดล้อมและทะเลได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อนสารเคมี อดีตที่ปรึกษาโครงการ สกว.จึงหันมามาทดลองเลี้ยงปูนิ่มระบบปิดในรูปคอนโด เพื่อประหยัดพื้นที่และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    ดร.บรรจง เทียนส่งรัศมี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยซีแครบ จำกัด ให้ข้อมูลว่ามีการผลิตปูดำนิ่มเชิงพาณิชย์ในไทยมาตั้งแต่ปี 2540 แต่การผลิตยังเหมือนคือผลิตในคลองหรือบ่อกุ้งร้าง ซึ่งทำให้เสี่ยงการปนเปื้อนสารเคมีมาก เพราะก่อนการเลี้ยงกุ้งจะมีการใช้สารเคมีปริมาณมาก

    “การเลี้ยงด้วยระบบเปิดแบบเดิมๆ นั้นใช้นต้นทุนสิ่งแวดล้อมสูงมาก เพราะเลี้ยงในบ่อกุ้งร้าง ซึ่งผ่านการใช้สารเคมีปริมาณมาก เสี่ยงปนเปื้อนสารพิษและมลภาวะไหลลงทะเล”

    ในฐานะที่เคยเป็นที่ปรึกษาโครงการของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) อดีตอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงนำระบบเลี้ยงปูนิ่มแบบปิดมาใช้ใน ฟาร์มที่ จ.สตูล โดยได้เริ่มทำปูมัานิ่มในระบบอินทรีย์แบบปิด โดยเลี้ยงในแนวราบ แต่ข้อเสียคือใช้พลังงานไฟฟ้ามาก เพราะต้องใช้เครื่องสูบ และใบพัดกังหันเพื่อหมุนเวียนน้ำ จึงเกิดแนวคิดเลี้ยงปูนิ่มแบบแนวดิ่ง โดยได้ความคิดจากรูปแบบของคอนโดมิเนียมในเมือง

    โดยธรรมชาติปูจะลอกคราบเอากระดองเก่าออก แล้วกลายเป็นปูที่มีเปลือกนิ่มๆ หุ้มตัว ซึ่งในระยะนี้ปูตามธรรมชาติจะหลบซ่อนตัวเพื่อป้องกันสัตว์อื่น รวมทั้งปูด้วยกันเองมากิน โดยปัจจัยที่ทำให้ปูลอกคราบคือระบบน้ำทะเล ความเค็ม ปรากฎการณ์น้ำขึ้นน้ำลง และปรากฎการณ์ข้างขึ้นข้างแรม

    ทั้งนี้ ปูตัวเมียที่ผสมพันธุ์แล้วจะไม่ลอกคราบ ซึ่งสามารถสังเกตได้ว่าปูตัวใดที่ผสมพันธุ์แล้วจากลักษณะกระดอง ดังนั้น ดร.จะคัดเลือกปูที่จะนำมาทำปูนิ่มจากชาวประมงด้วยตัวเอง โดยจะคัดเลือกเฉพาะตัวผู้และเป็นตัวที่ไม่โตมาก

    เมื่อจับปูมาทำปูนิ่ม ดร.บรรจงจับปูใส่กล่องเช่นเดียวกับการเลี้ยงปูนิ่มทั่วไป แต่ออกแบบกล่องให้ล็อคได้ในตัว ซึ่งการเลี้ยงในกล่องยังป้องกันปูกินกันเองเพราะปูแต่ละตัวมีระยะเวลาลอก คราบต่างกัน แต่จะลอกคราบในช่วงเดือนหงายและเดือนมืด และปูยังมีสัญชาตญาณรู้ว่าช่วงใดน้ำขึ้นน้ำลง แม้ว่าจะถูกเลี้ยงไว้ในกล่อง

    สำหรับปูม้าที่ลอกคราบจะใช้เวลา 2 ชั่วโมงก่อนที่ปูจะตัวแข็งเหมือนเดิม ส่วนปูดำจะใช้เวลา 6 ชั่วโมง ในฟาร์มเลี้ยงปูนิ่มจึงต้องอาศัยคนงานตรวจตรา่ามีปูตัวใดลอกคราบแล้ว จากนั้นจะนำปูเข้าเครื่องทำความเย็นที่ -4 องศาเซลเซียส เพื่อให้ปูสลบก่อนบรรจุเพื่อจำหน่ายต่อไป

    การเลี้ยงปูนิ่มนั้นต้องเลี้ยงในระบบที่น้ำใส มีค่า DO สูงระหว่าง 3.5-8 ความเป็นกรดด่างระหว่าง 7-8 และมีไนเตรต ไนไตรต์ต่ำ ดร.จึงนำเทคโนโลยีผลิต “ไมโครบับเบิล” หรือการผลิตฟองอากาศขนาดเล็กที่มีประจุลบ มาช่วยกำจัดไนโตรเจนที่เป็นของเสีย โดยของเสียที่เป็นโปรตีนเหล่านั้นจะจับกับฟองอากาศและถูกปั๊มออกไป

    ระบบเลี้ยงปูนิ่มแบบคอนโดนั้นจะเรียงกล่องใส่ปูทั้งหมด 3 ชั้น จากนั้นสูบน้ำขึ้นสู่กล่องเลี้ยงปูชั้นบนสุด แล้วปล่อยให้น้ำไหลผ่านแต่ละชั้นไปตามราง ซึ่งจะชะล้างเศษอาหารและของเสียลงสู่ด้านล่าง แล้วถูกบำบัดต่อด้วยไมโครบับเบิล

    ทั้งนี้ ดร.บรรจงใช้เวลา 2 ปีคิดระบบเลี้ยงปูนิ่มเช่นนี้ขึ้นมา จากนั้นได้ขอทุนสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) ในโครงการแปลงเทคโนโลยีเป็นทุน ด้วยจำนวนเงิน 405,000 บาท

    การเลี้ยงปูม้าเพื่อทำปูนิ่มนั้นยุ่งยากและมีเงื่อนไขมากกว่าปูดำ และยังแพงกว่า ดร.บรรจงจึงทดลองเลี้ยงปูดำในระบบคอนโดก่อน เพื่อให้แน่ใจว่าระบบได้ผลที่น่าพอใจ ก่อนใช้เลี้ยงปูม้า และยังมีแนวคิดที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้ไปยังเกษตรกรที่เลี้ยงปูนิ่มโดยไม่ คิดค่าใช้จ่าย จึงทดลองในระบบที่เลี้ยงปูนิ่มเพียง 350 ตัว เพื่อให้มีต้นทุนในระดับที่เกษตรกรรายย่อยรับได้

     จับปูดำทำ ปูนิ่ม ในคอนโด
    ปูดำที่ลอกคราบเป็นปูนิ่มแล้ว
    blank จับปูดำทำ ปูนิ่ม ในคอนโด
     จับปูดำทำ ปูนิ่ม ในคอนโด
    ปูนิ่มที่บรรจุกล่องสำหรับส่งออก
    blank จับปูดำทำ ปูนิ่ม ในคอนโด
     จับปูดำทำ ปูนิ่ม ในคอนโด
    ระบบเลี้ยงปูนิ่มจากปูม้าในแนวราบ
    blank จับปูดำทำ ปูนิ่ม ในคอนโด
     จับปูดำทำ ปูนิ่ม ในคอนโด
    ปูม้าในกล่องเลี้ยงปูนิ่ม
    blank จับปูดำทำ ปูนิ่ม ในคอนโด

    ที่มา : http://www.manager.co.th/


    ปั้น “นิคมฯ สีเขียว” ทางออกโรงงานอุตสาหกรรม

    pagenew2
    ขณะ นี้กรมโรงงานอุตสาหกรรม กับ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) นำร่องนิคมอุตสาหกรรมสีเขียว หรือ นิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศในหลายพื้นที่ อาทิ นิคมฯ มาบตาพุด บางปู อิสเทิร์นซีบอร์ด และอมตะ เป็นต้น เพื่อส่งเสริมให้เป็นนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ รวมถึงโรงงานที่อยู่ภายนอกนิคมฯ
    ที่ผ่านมายังมีความเห็นที่แตกต่างกันในส่วนของอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ โดยที่ภาครัฐอย่างกระทรวงอุตสาหกรรม วิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม บอกว่า อุตสาหกรรมเชิงนิเวศนั้น หมายถึงการพัฒนาอย่างสมดุลโดยคำนึงถึงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม หากพูดถึงนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco-Town) ก็คือโรงงานและชุมชนต้องอยู่ร่วมกันได้ ส่วน Eco Industrial Estate นั้น เอกชนที่เป็นเจ้าของพื้นที่สามารถดำเนินการไปได้เลย ขณะที่ Eco-Town เป็นเรื่องที่รัฐต้องมีบทบาท
     ปั้น “นิคมฯ สีเขียว” ทางออกโรงงานอุตสาหกรรม
    วิฑูรย์ สิมะโชคดี
    blank ปั้น “นิคมฯ สีเขียว” ทางออกโรงงานอุตสาหกรรม
    blank ปั้น “นิคมฯ สีเขียว” ทางออกโรงงานอุตสาหกรรม

    “หากไปกำหนด ว่า อุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ต้องหมายถึงการใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ หรือกระบวนการผลิตที่ไม่ปล่อยของเสียเลยหรือ Zero Waste นั้นก็จะทำให้นิคมฯ หรือโรงงานเก่าไม่สามารถพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมเชิงนิเวศได้เลย แต่หากนิคมฯหรือโรงงานใดทำได้ถึงขั้นนั้น ยิ่งเป็นเรื่องที่ดี”

    blank ปั้น “นิคมฯ สีเขียว” ทางออกโรงงานอุตสาหกรรม
     ปั้น “นิคมฯ สีเขียว” ทางออกโรงงานอุตสาหกรรม
    สุกฤตย์ สุรบถโสภณ
    blank ปั้น “นิคมฯ สีเขียว” ทางออกโรงงานอุตสาหกรรม

    สอดคล้องกับฝั่งฟากผู้ประกอบการอุตสาหกรรม สุกฤตย์ สุรบถโสภณ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ไม่ว่านักลงทุนจะไปลงทุนที่ใดก็ตามจะต้องยึดแนวทางอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ เพื่อให้อุตสาหกรรมก่อผลกระทบต่อชุมชนน้อยที่สุด
    แนวทางของอุตสาหกรรมเชิงนิเวศต้องทำให้ปฏิบัติได้จริง หมายถึงเป็นที่ตั้งของโรงงานที่มีกระบวนการผลิตที่มิตรกับสิ่งแวดล้อม และลดใช้พลังงานสูงสุด ทั้งปล่อยมลพิษออกมาให้น้อยที่สุด ที่สำคัญ คือใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด ส่วนจะให้ถึงขั้นเป็น Zero Waste นั้น อาจจะเป็นเรื่องยาก
    ทำนองเดียวกัน เจริญชัย ประเทืองสุขศรี กรรมการผู้ จัดการ บริษัท อาร์ไอแอล 1996 จำกัด ในเอสซีจี เคมิคอลส์ ซึ่งเป็นนิคมฯในเขตมาบตาพุด กล่าวว่า การทำให้เป็นอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ หมายถึงเป็นอุตสาหกรรมที่ดูแลพื้นที่สีเขียว และใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และนำกลับมาใช้ใหม่
    อย่างในส่วนของโรงงานอุตสาหกรรมในมาบตาพุดที่ตั้งไปแล้วนั้นทางผู้ ประกอบการก็พยายามปรับปรุงและดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างใกล้ชิด ทั้งการลดมลพิษ และการปลูกต้นไม้

     ปั้น “นิคมฯ สีเขียว” ทางออกโรงงานอุตสาหกรรม
    สะท้อนความไม่ลงตัวระหว่างโรงงานกับชุมชน
    blank ปั้น “นิคมฯ สีเขียว” ทางออกโรงงานอุตสาหกรรม
    blank ปั้น “นิคมฯ สีเขียว” ทางออกโรงงานอุตสาหกรรม

    แต่กลุ่มชาวบ้านยังค้างคาใจ อาทิ ยุภา ประทุมชาติ แกนนำ ชาวบ้าน อ.บ้านค่าย จ.ระยอง กังวลกับแนวทางนิคมฯอุตสาหกรรมเชิงนิเวศเนื่องจากกำลังมีนิคมฯ ในรูปแบบนี้เกิดนำร่องที่ อ.บ้านค่าย
    เธอบอกว่า พื้นที่เกือบทั้งหมดใน อ.บ้านค่ายเป็นพื้นที่เกษตรกรรมและชาวบ้านที่นี้ก็เป็นเกษตรกรรม เพราะสภาพภูมิประเทศเอื้ออำนวยแต่ระยะหลัง อ.บ้านค่ายก็หนีไม่พ้นการรุกคืบของอุตสาหกรรม โดยบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด(มหาชน) กำลังจะก่อสร้างนิคมฯเชิงนิเวศ และมาบอกกับชาวบ้านว่า จะเกิดนิคมฯสีเขียว ของบริษัท ซึ่งที่ตั้งของนิคมฯอยู่กลางพื้นที่สีเขียวตามธรรมชาติ
    “ที่เรากังวล คือ อ.บ้านค่าย มีลำคลองใหญ่ไหลผ่านกลางพื้นที่เป็นเส้นเลือดสำคัญหล่อเลี้ยงชาวระยองที่ อยู่โดยรอบ โดยคนบ้านค่ายทั้งอำเภอก็บริโภคน้ำจากคลองนี้ และคลองนี้ก็ไหลลงทะเลที่อำเภอเมืองระยอง ซึ่งที่ผ่านมาก็มีโรงงานปล่อยน้ำเสียลงคลองแห่งนี้มาตลอด นี่คือผลเสียที่ชาวบ้านได้รับ” ยุภา กล่าว

    blank ปั้น “นิคมฯ สีเขียว” ทางออกโรงงานอุตสาหกรรม
     ปั้น “นิคมฯ สีเขียว” ทางออกโรงงานอุตสาหกรรม
    blank ปั้น “นิคมฯ สีเขียว” ทางออกโรงงานอุตสาหกรรม

    พร้อมบอกว่า “รัฐและผู้ลงทุนควรจะมาถามชาวบ้าน ว่าอยากได้ความเจริญหรือไม่ ไม่ใช่มายัดเยียดให้เหมือนที่ผ่านมา และ คำถามของชาวบ้านก็คือ สีเขียวที่เกิดจากอุตสาหกรรมมันจะดีกว่าสีเขียวที่มีอยู่ตามธรรมชาติได้ อย่างไร และอยากถามว่าใครได้รับประโยชน์จากสีที่อ้างว่าเป็นสีเขียวแบบใหม่”

    ข้อสงสัยของคนในพื้นที่ คือ จังหวัดระยองเป็นพื้นที่เกษตรกรรม แต่ทำไมระยองยังคงเป็นพื้นที่ลงทุนอุตสาหกรรมหลัก จนปัจจุบันพื้นที่เกินครึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรม และ นิคมฯ กำลังรุกคืบเข้าไปในทุกๆ เขตของจังหวัดนี้ รวมทั้งในพื้นที่ เรือก สวน ไร่ นา ตอนนี้พื้นที่สีเขียวของระยองที่แท้จริง ถูกนิคมและแรงงานเข้าไปรุกล้ำโดยไม่เคยมีใครฟังเสียงร้องของของชาวบ้านที่มา อยู่ดั้งเดิมซึ่งต้องการชีวิตความเป็นอยู่ท่ามกลางสีเขียวตามธรรมชาติ เพราะเราไม่ต้องการเป็นแบบมาบตาพุด
    นับเป็นอีกกรณีศึกษาเพื่อที่ทุกฝ่ายเกี่ยวข้องต้องหาข้อยุติเพื่อให้ นิคมฯสีเขียว ไม่ก่อผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและชุมชนที่เป็นอยู่เดิมมากเกินไป

     ปั้น “นิคมฯ สีเขียว” ทางออกโรงงานอุตสาหกรรม
    วีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ กนอ. ตอนที่ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือโครงการพัฒนาต้นแบบอุตสาหกรรมเชิงนิเวศใน พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเอเซีย กับ ไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) นับเป็นนิคมฯ แห่งที่ 12 ที่ กนอ.ดำเนินการยกระดับเข้าสู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ
    blank ปั้น “นิคมฯ สีเขียว” ทางออกโรงงานอุตสาหกรรม
    blank ปั้น “นิคมฯ สีเขียว” ทางออกโรงงานอุตสาหกรรม

    กนอ. เดินหน้าพัฒนา “ต้นแบบอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ”
    แผนการยกระดับอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ให้เป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศทั้งหมด ของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ในระยะแรกปี 2553-2557 จะเร่งดำเนินการให้ได้ 15 นิคม จากนั้นจะพัฒนาทุกนิคมให้เข้าสู่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศภายในปี 2562
    ล่าสุด กนอ. ได้ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือโครงการพัฒนาต้นแบบอุตสาหกรรมเชิงนิเวศใน พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเอเซีย กับ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นนิคมแห่งที่ 12 ในพื้นที่มาบตาพุด จ.ระยอง ที่ กนอ.ดำเนินการยกระดับเข้าสู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ โดยยึดตามกรอบข้อกำหนดคุณลักษณะมาตรฐานและเกณฑ์ชี้วัด 5 มิติ ได้แก่ มิติกายภาพ เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม และบริหารจัดการ

     ปั้น “นิคมฯ สีเขียว” ทางออกโรงงานอุตสาหกรรม
    blank ปั้น “นิคมฯ สีเขียว” ทางออกโรงงานอุตสาหกรรม

    อุตสาหกรรมเชิงเศรษฐนิเวศ (Eco-Industry) หมาย ถึง สถานประกอบการอุตสาหกรรมในระดับต่างๆ ที่มีระบบอำนวยให้หน่วยกิจกรรมต่างๆ ในองค์กรสามารถบรรลุถึงความสำเร็จอย่างยั่งยืน (sustainability) ร่วมกัน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ (economy) และระบบนิเวศ (ecology) โดยอาศัยการสร้างระบบความสัมพันธ์แบบพึ่งพาในเชิงวัสดุและพลังงาน และจะต้องอาศัยการผูกโยงความสัมพันธ์ระหว่างกิจการที่มีความสอดคล้องกันใน เชิงผลพลอยได้ของผลิตภัณฑ์

    เป้าหมายร่วมของการดำเนินงานพัฒนานวัตกรรมในกลุ่มอุตสาหกรรมเชิง เศรษฐนิเวศ ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) คือ การให้ความสำคัญกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของโลก เช่นสภาวะโลกร้อนหรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีสาเหตุจากปรากฏการณ์ เรือนกระจก (green house effect) และการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อความยั่งยืน ที่เป็นกระแสหลักของประชาคมโลกปัจจุบัน
    ดังนั้น เพื่อตอบสนองเป้าหมายดังกล่าวข้างต้น จึงได้พัฒนานวัตกรรมในกลุ่มอุตสาหกรรมเชิงเศรษฐนิเวศใน 2 ด้าน ได้แก่ ด้านอุตสาหกรรมสะอาด (Clean Industry Platform) และด้านผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-Products Platform) นอกเหนือจากอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ และธุรกิจนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ ที่ได้ดำเนินการผลักดันจนเป็นโครงการนวัตกรรม

    ข่าวสารโดย : http://www.manager.co.th


    ร้อนขนาดนี้ระอุกว่าหมื่นปีก่อน 80%

    ร้อนขนาดนี้ระอุกว่าหมื่นปีก่อน 80%

     

     ร้อนขนาดนี้ระอุกว่าหมื่นปีก่อน 80%
    นักวิทยาศาสตร์ศึกษาแกนน้ำแข็งเก็บข้อมูลอุณหภูมิโลกในอดีต (โอเรกอนสเตท)
    blank ร้อนขนาดนี้ระอุกว่าหมื่นปีก่อน 80%

    นักวิทยาศาสตร์เก็บข้อมูลแกนน้ำแข็งและตะกอนดิน จาก 73 แห่งทั่วโลก แล้วย้อนหาอุณหภูมิโลกไปจนถึงปลายยุคน้ำแข็ง ซึ่งผลการวิเคราะห์เผยว่า โลกเราทุกวันนี้ร้อนขึ้นจากเมื่อ 11,300 ปีก่อนถึง 70-80%

    ข้อมูลดังกล่าวเป็นผลการศึกษาของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโอเรกอนสเตท (Oregon State University) และมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) สหรัฐฯ ซึ่งได้ตีพิมพ์ผลงานลงวารสารไซน์ (Science) โดย EarthSky ได้รายงานเรื่องนี้และอ้างข้อมูลจากมูลนิธิวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ (NSF)

    ฌอน มาร์คอตต์ (Shaun Marcott) จากโอเรกอนสเตท กล่าวว่า งานวิจัยเกี่ยวกับอุณหภูมิโลกที่ผ่านๆ มานั้น ส่วนใหญ่พิจารณาแค่ช่วง 2,000 ปีที่ผ่านมา ซึ่งการย้อนหาอุณหภูมิโลกไปไกลถึงลายยุคน้ำแข็งนี้ เป็นการขยายให้เห็นสถานการณ์ที่กว้างขึ้น ซึ่งเราทราบว่าโลกทุกวันนี้ร้อนกว่าเมื่อ 2,000 ปีก่อน แต่ตอนนี้เราทราบด้วยว่าโลกยังร้อนกว่าเมื่อหมื่นปีก่อนมาก

    ด้าน แคนแดซ เมเจอร์ (Candace Major) ผู้อำนวยการโครงการจากแผนกมหาสมุทรศาสตร์ ของมูลนิธิวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ กล่าวว่าในช่วงร้อยปีที่ผ่านมานี้นับเป็นความวิปริตของอุณหภูมิโลกนับแต่ ปลายยุคน้ำแข็ง

    “งานวิจัยนี้เผยให้เห็นการเปลี่ยนของอุณหภูมิที่เกิดขึ้นในช่วงไล่ เลี่ยกับการเริ่มต้นปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเร็วมากเมื่อเทียบกับช่วงประวัติศาสตร์ โลกกว่า 11,000 ปีที่ผ่านมา” เมเจอร์กล่าว

    สำหรับงานวิจัยนี้ได้ทุนสนับสนุนจากโครงการภูมิอากาศดึกดำบรรพ์ ของแผนกบรรยากาศและภูมิศาสตร์ ในมูลนิธิวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ

    ปีเตอร์ คลาร์ก (Peter Clark) นักบรรพชีวินวิทยาของโอเรกอนสเตทและเป็นผู้ร่วมเขียนรายงานวิจัยในวารสาร ไซน์ กล่าวว่างานวิจัยอุณหภูมิโลกที่ผ่านมานั้นส่วนใหญ่เป็นการศึกษาในระดับ ภูมิภาค และไม่ได้ลงไปในระดับโลก

    คลาร์กกล่าวว่า การศึกษาเพียงบางส่วนของโลกนั้น มักจะได้รับกระทบจากภูมิอากาศระดับภูมิภาคด้วย อย่างปัจจัยเรื่องเอลนีโญและมรสุมต่างๆ เป็นต้น แต่ห่างรวบรวมข้อมูลจากจุดต่างๆ ทั่วโลก ก็จะเฉลี่ยเอาความแปรปรวนในระดับภูมิภาคออกไป และได้ภาพรวมของประวัติศาสตร์อุณหภูมิเฉลี่ยระดับโลก

    นักวิจัยระบุว่า ที่ประวัติศาสตร์อุณหภูมิโลกเผยออกมาคือ เมื่อช่วง 5,000 ปีก่อนโลกเย็นกว่านี้ 1.3 องศาฟาห์เรนไฮต์ หรือ 0.7 องศาเซลเซียส และเมื่อ 100 ปีก่อน อุณหภูมิก็เพิ่มขึ้นมาประมาณ 1.3 องศาฟาห์เรนไฮต์ โดยพื้นที่ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงมากทึ่สุดอยยู่ในซีกโลกเหนือ ที่มีแผ่นดินและประชากรมนุษย์อาศัยอยู่มากกว่าพื้นที่ในซีกโลกใต้

    แบบจำลองภูมิอากาศคาดการณ์ว่า ก่อนสิ้นศตวรรษนี้อุณหภูมิโลกจะเพิ่มขึ้น 2-11.5 องศาฟาห์เรนไฮต์ หรือ 1.1-6.3 องศาเซลเซียส ซึ่งอุณหภูมิเฉลี่ยจะเพิ่มมากแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณมากน้อยในการปลด ปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศ

    สิ่งที่แย่ที่สุดของคาดการณ์จากแบบจำลองคือ ความร้อนที่เพิ่มมากขึ้นนี้จะเพิ่มสูงกว่าครั้งใดๆ ในประวัติศาสตร์ 11,300 ปีที่ผ่านมา มาร์คอตต์ ยังบอกอีกว่าปัจจัยเดียวที่ส่งผลกระทบต่ออุณหภูมิโลกในช่วงหมื่นปีที่ผ่านมา คือ การเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ ที่โลกได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์โดยสัมพันธ์กับตำแหน่งของโลกและดวง อาทิตย์ด้วย

    ในเบื้องต้น ทีมวิจัยซึ่งยังประกอบด้วย เจเรมี ชากุน (Jeremy Shakun) จากฮาวาร์ด และ อลัน มิกซ์ (Alan Mix) จากโอเรกอนสเตท ได้ใช้ฟอสซิลจากแกนตะกอนในมหาสมุทร และบนบกเพื่อหาอุณหภูมิโลกตั้งแต่อดีต

    คุณสมบัติทางเคมีและกายภาพของฟอสซิล ทั้งชนิดพันธุ์สิ่งมีชีวิตและองค์ประกอบเคมี และอัตราส่วนไอโซโทป เป็นบันทึกข้อมูลอุณหภูมิในอดีตที่ยอมรับได้ เมื่อเทียบกับสิ่งที่บันทึกข้อมูลในยุคปัจจุบัน

    เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลจาก 73 แห่ง ได้เผยให้เห็นภาพใหญ่ของประวัติศาสตร์โลก และให้บริบทใหม่เกี่ยวกับการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

    มาร์คอตต์กล่าวว่า ภูมิอากาศโลกนั้นซับซ้อนและตอบสนองต่อแรงขับที่หลากหลาย ซึ่งรวมถึงคาร์บอนไดออกไซด์และการรับความร้อนจากดวงอาทิตย์ ทั้งสองปัจจัยเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ ในช่วง 11,000 ปีที่ผ่านมา แต่ในช่วง 100 ปีที่ผ่านมาปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นจากการปลดปล่อยผ่านกิจกรรมของ มนุษย์อย่างมากมายมหาศาล

    “มันคือตัวแปรเดียวที่อธิบายได้ดีที่สุดถึงการเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน ของอุณหภูมิโลก” มาร์คอตต์ชี้ต้นเหตุของอุณหภูมิโลกที่ร้อนขึ้นอย่างผิดปกติในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา

     ร้อนขนาดนี้ระอุกว่าหมื่นปีก่อน 80%
    ภูเขาแข็งในไอส์แลนด์
    blank ร้อนขนาดนี้ระอุกว่าหมื่นปีก่อน 80%
     ร้อนขนาดนี้ระอุกว่าหมื่นปีก่อน 80%
    แกนน้ำแข็งจากแอนตาร์กติกาตะวันตก (โอเรกอนสเตท)

    การเดินทาง [2/2]

    4. กลยุทธ์การใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยในการลดต้นทุนโลจิสติกส์และการเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่ง

    คือ ระบบบริหารจัดการการขนส่งสินค้า (Transportation management system; TMS) ซึ่งเป็นเครื่องมือในการวางแผนการขนส่ง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของธุรกิจการขนส่ง ซึ่งก็คือ ความรวดเร็วและต้นทุนที่ประหยัดที่สุด องค์ประกอบของระบบ TMS คือ การบริหารการจัดการด้านขนส่ง (Transportation manager) ซึ่งมีหน้าที่ในการวางแผนการดำเนินงานขนส่งและอีกองค์ประกอบหนึ่ง คือ การเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่ง (Transportation optimizer) มีหน้าที่ช่วยการตัดสินใจในเรื่องการบรรทุกสินค้าและการจัดวางเส้นทางให้มีประสิทธิภาพสูงสุดภายใต้ข้อจำกัดต่างๆ

    การทำงานของระบบ TMS จะครอบคลุมตั้งแต่การจัดการใบส่งสินค้า การเลือกเส้นทางที่ประหยัดที่สุด (Routing) การใช้รถอย่างมีประสิทธิภาพ (Utilization) การจัดตารางเดินรถ (Scheduling) การจัดสินค้าขึ้นรถแต่ละคัน (Loading) ล้วนแล้วแต่เป็นงานที่ต้องใช้เวลาในการวางแผนค่อนข้างมาก หากต้องการให้ต้นทุนค่าขนส่งต่ำสุด ดังนั้นระบบวางแผนการจัดส่งสินค้าจึงเข้ามาช่วยทำให้ผู้วางแผนสามารถวางแผนการจัดส่งสินค้าได้อย่างรวดเร็วโดยอาศัยข้อมูลจากระบบติดตามยานพาหนะอัตโนมัติด้วยระบบดาวเทียมบอกตำแหน่ง (Automatic vehicle location system; AVLS)  และข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    TMS จะประกอบด้วยฐานข้อมูลที่สำคัญ เช่น

    1)  เส้นทางการวิ่งรถบรรทุก เช่น แผนที่ GPS จุดจอดพักกรถ ทางอันตราย การจราจร เป็นต้น

    2)  กองรถบรรทุก เช่น ขนาด ประเภท อัตราการใช้เชื้อเพลิง ระยะทางวิ่งที่เหมาะสม สำหรับรถแต่ละคัน แต่ละประเภท เป็นต้น

    3)  พนักงานขับรถ เช่น ประเภทใบขับขี่ เส้นทางที่ชำนาญ ช่วงเวลาที่ทำงานได้ อัตราค่าจ้าง เป็นต้น

    4)   ข้อจำกัดด้านกฎหมาย เช่น ระเบียบราชการสำหรับสินค้า/รถบางประเภท เส้นทางบางเส้นทาง การขับรถให้ตรงประเภทใบขับขี่ เป็นต้น

    5)   จุดหลักและสถานที่แวะรับและส่งสินค้า เช่น โรงงานลูกค้า ศูนย์กระจายสินค้าของลูกค้า ท่าเรือ ท่าอากาศยาน   ด่านศุลกากรตามชายแดน เป็นต้น

    6)   ระบบการรับคำสั่งจากลูกค้า เช่น ประเภทสินค้า จำนวน ต้นทาง-ปลายทาง เวลานัดหมาย เป็นต้น

    การเลือกใช้ระบบ TMS ต้องคำนึงถึงความสามารถในการลดค่าใช้จ่าย เวลาในการเดินทาง และความปลอดภัยเป็นหลัก ทั้งนี้ต้องพิจารณารวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลไปยังระบบงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วยเพื่อความถูกต้องของผลลัพธ์ที่ได้และความสามารถในการใช้งานได้จริง ดังนั้นการเลือกใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับ งานโลจิสติกส์ (E-logistics) ปัจจัยที่บริษัทควรใช้ในการพิจารณาในการตัดสินใจลงทุนซอฟแวร์นั้นควรพิจารณาตามหัวข้อต่อไปนี้

    1. สามารถป้องกันหรือลดข้อผิดพลาดที่เกิดจากมนุษย์ (Human error)
    2. ทำในสิ่งที่มนุษย์ทำไม่ได้หรือทำได้แต่ใช้เวลานานมาก เช่น การประมวลผลข้อมูลต่างๆ
    3. ทำให้งานเร็วขึ้น สะดวกขึ้น และง่ายขึ้น
    4. การเพิ่มมูลค่าและความได้เปรียบทางธุรกิจ จากการใช้ระบบ เพราะจะเพิ่มความถูกต้องของข้อมูล และเพิ่มความรวดเร็วในการติดตามงาน
    5. ความสามารถการแก้ไขซอฟแวร์ด้วยตนเอง
    6. ความสามารถในการบำรุงรักษาซอฟแวร์
    7. ต้นทุนในการเป็นเจ้าของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
    8. ความเข้ากันได้ของซอฟแวร์กับระบบการทำงานขององค์กร

    หากผู้ประกอบการสามารถนำระบบการบริหารการจัดการขนส่งที่มีประสิทธิภาพมาใช้ในกิจกรรมการขนส่งขององค์กร จะทำให้องค์กรสามารถบรรลุองค์ประกอบของการส่งมอบแบบ 5Rs Delivery ดังนี้

    1. Right Place          : ส่งมอบตรงสถานที่
    2. Right Time             : ตรงเวลาที่ลูกค้าต้องการ
    3. Right Quantity       : ตรงตามปริมาณที่ลูกค้าต้องการ
    4. Right Quality         : สินค้าตรงตามคุณภาพที่ตกลง
    5. Right Cost             : การส่งสินค้าตามราคาที่แข่งขัน

     

    แหล่งข้อมูลอ้างอิง

    1. Logistics Corner, http://www.similantechnology.com/news&article/tms-5tactics.html

    2. ธนิต โสรัตน์ ประธานอนุกรรมการคมนาคมขนส่งทางบก สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย “ฝ่าวิกฤตน้ำมันแพงอย่างไรสำหรับธุรกิจขนส่ง” http://www.v-servegroup.com

     

    วีดีทัศน์ที่น่าสนใจ

     

    1. การพัฒนาโลจิสติกส์อุตสาหกรรม

    ตอนที่ 1 http://www.youtube.com/watch?v=Iv1qw8uxecQ

    ตอนที่ 2 http://www.youtube.com/watch?v=_OkJy7TEMo4

    2. การลดต้นทุนสำหรับภาคการผลิต

    ตอนที่ 1 http://www.youtube.com/watch?v=brEpv2YWMTs

    ตอนที่ 2 http://www.youtube.com/watch?v=6SAyWqlYZEY

    ตอนที่ 3 http://www.youtube.com/watch?v=F3p-T5PSzEs

    ตอนที่ 4 http://www.youtube.com/watch?v=xTMPxjiBm3Q

     

    ……………………………………………………….


    การเดินทาง [1/2]

    1. กลยุทธ์การปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งแบบใหม่

     หรือการใช้วิธีการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal transportation) ซึ่งเป็นวิธีการขนส่งที่ผสมผสานระหว่างการขนส่งตั้งแต่ 2 รูปแบบขึ้นไป ภายใต้สัญญาหรือผู้รับผิดชอบการขนส่งรายเดียว ซึ่งโครงสร้างของระบบขนส่ง สามารถแบ่งตามลักษณะทางกายภาพได้ 5 แบบ คือ

    1. การขนส่งทางถนน เป็นรูปแบบการขนส่งที่นิยมใช้มากที่สุด สำหรับการขนส่งภายในประเทศ
    2. การขนส่งทางราง มีข้อจำกัดในด้านสถานที่ตั้งและสถานีบริการ ต้นทุนการขนส่งต่ำ และสามารถบรรทุกสินค้าได้ครั้งละมากๆ
    3. การขนส่งทางน้ำ สามารถขนส่งได้ครั้งละมากๆ มีต้นทุนในการขนส่งต่ำที่สุดและเป็นการขนส่งหลักของการขนส่งระหว่างประเทศ
    4. การขนส่งทางอากาศ ใช้สำหรับการขนส่งระยะทางไกลๆ และต้องการความเร็วสูง มีต้นทุนการขนส่งสูงที่สุด และใช้กับสินค้าที่มีราคาแพง มีน้ำหนักและปริมาตรน้อย
    5. การขนส่งทางท่อ ต้องมีการกำหนดตำแหน่งที่ตั้งของสถานที่รับและส่งสินค้าที่แน่นอน
    image0016 การเดินทาง [1/2]

    รูปภาพคมนาคม

    ปัจจุบันประเทศไทยใช้วิธีการขนส่งทางถนนมากกว่าร้อยละ 80 ของปริมาณการขนส่งสินค้าโดยรวมของประเทศ เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานระบบการขนส่งในประเทศ ได้เอื้ออำนวยให้สามารถขนส่งถึงที่หมายปลายทางได้ (Door-to-door) ในขณะที่การขนส่งทางรางยังคงมีข้อจำกัดอยู่ ดังนั้นจึงต้องมีการผสมผสานรูปแบบการขนส่งเพื่อให้สามารถทันกับการตอบ สนองความต้องการของลูกค้า โดยคำนึงถึงต้นทุนการขนส่งให้ประหยัดที่สุด นอกจากนี้การขนส่งทางรางยังสามารถใช้ขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ได้จึงเหมาะกับการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ ซึ่งการขนส่งสินค้าระยะไกล จะใช้การขนส่งโดยรถไฟและใช้การขนส่งโดยรถยนต์เพื่อส่งสินค้าระหว่างจุดต้นทางสินค้ากับสถานีต้นทางและระหว่างสถานีปลายทางกับจุดปลายทางสินค้า ส่วนระยะใกล้จะใช้การขนส่งทางถนน

    นอกจากการปรับมาใช้การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบเพื่อประหยัดต้นทุนการขนส่ง เช่น ทางน้ำซึ่งประหยัดกว่าการขนส่งทางถนน 8-9 เท่า หรือทางรางซึ่งประหยัดกว่าการขนส่งทางถนนโดยประมาณ 3 เท่า การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบยังช่วยในการแก้ปัญหาเรื่องการจราจรติดขัดได้อีกด้วย

    2. กลยุทธ์ศูนย์กระจายสินค้า

    การหาที่ตั้งศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้าตามจุดยุทธศาสตร์ต่างๆ ที่สามารถกระจายและส่งต่อไปยังจังหวัดใกล้เคียงหรือประเทศเพื่อนบ้าน มีการจัดระบบการขนถ่ายสินค้า การจัดพื้นที่การเก็บสินค้า ระบบการจัดส่งสินค้า (บาร์โค้ด/สายพานลำเลียง) ระบบบริหารคลังสินค้า มีการจัดประเภทสินค้าที่จัดเก็บการบรรจุด้วยหน่วยมาตรฐาน (Stock Keeping Units: SKU) มีอุปกรณ์จัดวางสินค้า

    การมีศูนย์กระจายสินค้าจะช่วยทำให้สามารถลดต้นทุนการขนส่งได้เนื่องจากการขนส่งตรงถึงลูกค้าในต่างจังหวัดโดยไม่มีศูนย์รวบรวมพักสินค้าตามต่างจังหวัด ที่เป็นศูนย์กลาง การขนส่ง ทำให้ส่วนใหญ่ต้องขนส่งรถเที่ยวเปล่ากลับหรือส่งสินค้าไม่เต็มคันรถ ซึ่งการแก้ปัญหาดังกล่าวทำได้โดยการมีศูนย์กระจายสินค้าที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งมีโครงข่ายกระจายสินค้าทำหน้าที่รวบรวมสินค้าให้เต็มคันรถหรือจัดพาหนะให้เหมาะสมกับจำนวน และสอดคล้องกับสถานที่ส่งมอบสินค้า อีกทั้งยังมีเครือข่ายในการรวบรวมสินค้าหรือเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งไปสู่รูปแบบที่ประหยัดพลังงานอีกด้วย

    3. กลยุทธ์การขนส่งสินค้าทั้งเที่ยวไปและกลับ

    การเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งด้วยการลดการวิ่งเที่ยวเปล่าหรือ Backhauling management เป็นการจัดการการขนส่งที่มีเป้าหมายให้เกิดการใช้ประโยชน์จากยวดยาน (Load utilization) เพราะการขนส่งโดยทั่วไปเมื่อส่งสินค้าเสร็จ จะตีรถวิ่งที่ยวเปล่ากลับมา ซึ่งทำให้เกิดต้นทุนของการประกอบการเพิ่มสูงขึ้นโดยเปล่าประโยชน์ ซึ่งต้นทุนที่เกิดขึ้นมานี้นับเป็นต้นทุนที่ไม่ก่อให้เกิดมูลค่า (Non-value added cost) และผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระต้นทุนเหล่านี้ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการทำให้ต้นทุนการประกอบการสูงขึ้น

    image0036 การเดินทาง [1/2]

    ภาพแสดงการบริหารแบบ TMS เพื่อลดปัญหาการวิ่งรถเที่ยวเปล่า

    แต่อย่างไรก็ตาม การบริหารการขนส่งเที่ยวกลับ ในปัจจุบันยังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากนักเนื่องจากไม่ทราบปริมาณความต้องการในการขนส่งสินค้า รวมถึงจุดหมายปลายทางของสินค้า ที่สำคัญปริมาณความต้องการการขนส่งสินค้าระหว่างต้นทางและปลายทางมักจะมีปริมาณไม่เท่ากัน

     การบริหารการจัดส่งเที่ยวกลับจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการบริหารด้านข้อมูลข่าวสาร (Information flow) ซึ่งกลุ่มผู้ประกอบการจะต้องมีการให้ความร่วมมือ การวางแผน การพยากรณ์ความต้องการ รวมถึงการเติมเต็มสินค้า (Collaborative planning forecasting and replenishment: CPFR)

     

    next การเดินทาง [1/2]

    ……………………………………………………….


    การใช้สารเคมี

    1. ความเป็นมาระเบียบว่าด้วยสารเคมีของสหภาพยุโรป (REACH)

    จากข่าวผลิตภัณฑ์นมที่ไม่ได้มาตรฐานของจีน จนทำให้มีผู้เสียชีวิตในประเทศจีนหลายคน และส่งผลต่อการนำเข้าสินค้าผลิตภัณฑ์นมของประเทศต่างๆ จากประเทศจีน รวมทั้ง ทำให้หลายประเทศในโลกต่างวิตกกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ก่อให้เกิดการเพิ่มความเข้มงวดของการควบคุมคุณภาพสินค้าและบริการที่จะต้องได้มาตรฐาน และยิ่งนโยบายทางเศรษฐกิจของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนใหม่ (นายบารัค โอบาม่า) ซึ่งเน้นความมีมาตรฐานของสินค้าและบริการที่นำเข้าจากต่างประเทศด้วยแล้ว  ส่งผลให้การแข่งขันได้ในเวทีโลกต่างต้องตระหนักถึงเรื่องของคุณภาพ มาตรฐานในสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น สำหรับมาตรฐานการค้าระหว่างประเทศมีอยู่มากมายที่มีการกำหนดขึ้นทั้งที่อยู่ในรูปความตกลงร่วมกันระหว่างประเทศ (โลก ภูมิภาค อนุภูมิภาค และทวิภาคี) หรืออยู่ในรูปของข้อกำหนด กฎ ระเบียบของประเทศใดประเทศหนึ่ง ในบทความนี้จะขอยกกรณีของมาตรฐานระหว่างประเทศที่ผู้ประกอบการจะต้องมีการเตรียมความพร้อมทั้งในเรื่องของความรู้ ความเข้าใจ และหาตัวแทน (Agent) หรือเครือข่าย (Network) ที่จะเข้ามาร่วมดำเนินการ มาตรฐานระหว่างประเทศที่ว่าคือ “REACH” หรือที่เรียกชื่อเต็มว่า ระเบียบว่าด้วยสารเคมีของสหภาพยุโรป (Registration, Evaluation, and Authorization of Chemicals)

    2. REACH คืออะไร

    REACH (Registration, Evaluation, Authorization and Restrictions of Chemicals) เป็นนโยบายของสหภาพยุโรปที่ทำขึ้นเพื่อให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียวของกฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีที่ใช้ทั้งภายในประเทศและที่ผ่านเข้าประเทศ ที่ผ่านมา สหภาพยุโรปได้มีการประกาศใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีหลายฉบับ ทั้งที่เป็นของระดับภูมิภาค และระดับประเทศ ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการจัดการสารเคมี อันมีสาเหตุเนื่องมาจากการมีกฎหมายเกี่ยวกับสารเคมีหลายฉบับดังกล่าว คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป (EU Commission) จึงเสนอให้ปรับปรุงการจัดการสารเคมี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาสุขภาพอนามัยของมนุษย์และอนุรักษ์คุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อรักษาและส่งเสริมการแข่งขันของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับสารเคมีในประชาคมยุโรป เพื่อป้องกันการแตกแยกของตลาดภายในประชาคมฯ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการเข้าถึงข้อมูลของสารเคมี เพื่อทำให้เกิดบูรณาการความร่วมมือระดับสากล เพื่อลดการใช้สัตว์ทดลองในการทดสอบ และเพื่อให้ภาระผูกพันระดับสากลของ EU สอดคล้องกับการดำเนินงานภายใต้ WTO โดยเสนอร่างระเบียบของสหภาพยุโรปว่าด้วยสารเคมีเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2544 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2550

    3. แนวทางการใช้ระบบ REACH 

    แนวทางการใช้ระบบ REACH จะมีทั้งการจดทะเบียน การตรวจสอบและประเมินความเสี่ยง รวมไปถึงการขออนุญาตและผลิตหรือนำเข้าสารเคมีไปจำหน่ายในสหภาพยุโรประบบ REACH เป็นการควบคุมกระบวนการที่เน้นในเรื่องของการนำเข้าที่เกี่ยวข้องกับสารเคมี ประกอบด้วย ตัวสารเคมีเอง (Substance) หรือสารเคมีที่อยู่ในเคมีภัณฑ์ (Substance in Preparation) หรือสารเคมีที่อยู่ในผลิตภัณฑ์ (Substance in Article) ซึ่งเริ่มตั้งแต่

    (1)     การจดทะเบียน (Registration) ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีในสหภาพยุโรปตั้งแต่ 1 ตันต่อปี ต้องจดทะเบียนเป็นผู้ผลิตและผู้นำเข้าที่ถูกต้องตามกฎ ระเบียบนี้ สำหรับผู้ผลิตนอกสหภาพยุโรปที่ต้องการส่งออกไปยังประเทศในสหภาพยุโรป ไม่สามารถดำเนินการจดทะเบียนเองได้ ต้องมีบุคคลหรือนิติบุคคลที่มีภูมิลำเนาอยู่ในสหภาพยุโรปทำการแทนเรียกว่า “Only Representative”

    (2)     การตรวจสอบและประเมินความเสี่ยง (Evaluation) เป็นการประเมินความเป็นอันตรายและความเสี่ยงของสารเคมีที่ผู้ขอจดทะเบียนยื่นเสนอในรายงานตามข้อกำหนดของ REACH โดยมีคณะกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้พิจารณาข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมี ประมวลผลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่สร้างขึ้นเฉพาะสำหรับใช้ประเมินว่าสารเคมีนั้นเป็นอันตรายแก่สิ่งมีชีวิตและมีผลต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไรและมากน้อยเพียงใด ซึ่งการประเมินจะมีทั้งประเมินจากเอกสาร และประเมินจากตัวสารเคมี

    (3)     การขออนุญาตผลิตหรือนำเข้า (Authorization) เป็นการอนุญาตให้ผลิตหรือใช้สารเคมีที่ต้องระมัดระวังอันตรายในการใช้และการสัมผัสเป็นอย่างมาก ได้แก่ สารก่อมะเร็ง สารก่อการกลายพันธุ์ และสารที่มีพิษต่อระบบสืบพันธุ์ รวมถึงสารที่มีพิษตกค้างยาวนาน ผู้ขออนุญาตต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถใช้สารเคมีนั้นๆ เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะได้อย่างปลอดภัย การอนุญาตจะเป็นการอนุญาตให้ใช้สารเคมีนั้นๆ ตามวิธีและเงื่อนไขที่กำหนดเท่านั้น โดยมีคณะกรรมการฯ ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรณีๆ ไปเป็นผู้อนุญาต คาดว่าจะมีสารเคมีที่ต้องพิจารณาประมาณ 1,400 รายการ

    4 ประเภทสารเคมีที่ต้องอยู่ภายใต้กฎ ระเบียบ REACH

    ระบบ REACH มีข้อกำหนดที่บังคับใช้กับตัวสารเคมีทุกรายการ ที่มีการผลิตหรือการนำเข้าตั้งแต่ 1 ตันต่อปีต่อผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า รวมไปถึงสารเคมีที่เกิดขึ้นในกระบวนการที่มีการแยกออกมาจากระบบ (Isolated Intermediates on Site) โพลิเมอร์เฉพาะที่จัดเป็นสารอันตรายตามเกณฑ์ที่ระบุในข้อกำหนดของ Directive 67/548/EEC เคมีภัณฑ์ ซึ่งเกิดจากการผสมสารเคมี เช่น สี ตัวผลิตภัณฑ์ไม่ต้องจดทะเบียน แต่สารเคมีที่ใช้เป็นองค์ประกอบต้องจดทะเบียน รวมถึงสินค้า เช่น รองเท้า เสื้อผ้า ซึ่งอาจมีสารอันตรายออกมาขณะที่ใช้หรือกำจัด ผู้ผลิต/ผู้นำเข้าต้องจดทะเบียนสารในสินค้าหากยังไม่ได้มีการจดทะเบียนไว้ก่อน

    มีสารเคมีบางประเภทที่ได้รับการยกเว้นตามกฎ ระเบียบ REACH ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการยกเว้นเนื่องจาก อยู่ในขอบข่ายการควบคุมของ Directive อื่น เช่น ยา เป็นต้น อาหารหรืออาหารสัตว์ ซึ่งหมายถึง สารปรุงแต่งในอาหาร สารแต่งกลิ่นรสในอาหาร สารปรุงแต่งในอาหารสัตว์ และอาหารเสริมสำหรับสัตว์ ผลิตภัณฑ์ตาม Annex II และ III หรือ Re-import รวมถึงสารเคมีที่ใช้ในการวิจัยและพัฒนายกเว้นคราวละ 5 ปีสูงสุดไม่เกิน 10 ปี

    และมีสารเคมีบางประเภทที่อยู่นอกขอบข่ายไม่ต้องจดทะเบียนตามกฎ ระเบียบ REACH ได้แก่ สารกัมมันตรังสี ผลิตภัณฑ์ภายใต้การควบคุมดูแลของศุลกากร Non-isolated Intermediate การขนส่งสารอันตราย หรือเคมีภัณฑ์อันตรายโดยทางรถไฟ ถนน ทางน้ำ ทางทะเล หรือทางอากาศ ของเสียต่างๆ สารที่ใช้เพื่อประโยชน์ในการป้องกันประเทศ

    5 ผู้ที่เกี่ยวข้องภายใต้กฎ ระเบียบ REACH 

    ผู้ที่เกี่ยวข้องมีตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และสามารถร่วมกันทำในรูปเครือข่าย (Consortia) ผู้ที่เกี่ยวข้องได้แก่ ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้ผลิตผู้ใช้ต่อเนื่อง (Downstream Users) มีหน้าที่ต้องปฎิบัติตามกฎ ระเบียบ REACH และต้องจัดทำรายงานการประเมินความปลอดภัยของสารเคมี (Safety Data Sheet : SDS) ตลอดจน ผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานทุกช่วงจะต้องถ่ายทอดข้อมูลเกี่ยวกับการทำประเมินความปลอดภัยของสารเคมีของสารนั้นไปให้ผู้ที่อยู่ในลำดับถัดไป

    ที่สำคัญคือ ผู้จดทะเบียนสามารถใช้ข้อมูลของผลการศึกษาเกี่ยวกับสารเคมีที่มีอยู่เดิมได้ ถ้ากรณีที่มีการจดทะเบียนไว้อยู่เดิม ให้ยื่นเรื่องล่วงหน้า 1 ปีครึ่งก่อนหมดกำหนดการจดทะเบียนสารนั้น แต่ถ้าเป็นการจดทะเบียนสารใหม่ ก็สามารถที่จะทำความตกลงขอใช้ข้อมูลที่ต้องเสนอให้เจ้าหน้าที่ตามข้อกำหนดจากผู้จดรายแรกได้ โดยจ่ายเงินค่าสิทธิการใช้ข้อมูลนั้นด้วย นอกจากนั้น สามารถร่วมกันกับผู้จดทะเบียนที่ผลิตหรือนำเข้าสารเดียวกันทำการทดลองค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมีร่วมกันในรูปเครือข่าย เพื่อประหยัดเงินและลดการใช้สัตว์ทดลอง เพราะสามารถร่วมกันรับภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ และลดความซ้ำซ้อนในการทดสอบลง

    6 ผลกระทบที่มีต่อธุรกิจของไทย

    ผลกระทบของกฎ ระเบียบ REACH ต่อธุรกิจของไทยมีทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ กรณีของประเทศไทย ธุรกิจส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจะเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ (Article Producers) ซึ่งหมายถึง บุคคลหรือนิติบุคคลที่เป็นผู้ใช้สารเคมีเพื่อผลิตสินค้าเข้าไปจำหน่ายในสหภาพยุโรป มีเพียงส่วนน้อยที่เป็นผู้ผลิตสารเคมีและส่งไปขายในสหภาพยุโรป จากการศึกษาของ ศูนย์วิจัยแห่งชาติด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและของเสียอันตราย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุถึงผลกระทบต่อธุรกิจไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ไว้ว่าจะมีทั้งผลกระทบในเชิงลบ และผลกระทบในเชิงบวก

    ผลกระทบในเชิงลบ คือ ภาระต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นทั้งจากการแต่งตั้งตัวแทนสำหรับการจดทะเบียนในสหภาพยุโรป การเตรียมข้อมูลสำหรับจดทะเบียนสารเคมี (SDS) การถ่ายทอดข้อมูลให้กับคู่ค้าทุกช่วงในห่วงโซ่อุปทาน และการแบกรับภาระราคาสารเคมีที่สูงขึ้น

    ในขณะเดียวกัน ตามระเบียบ REACH ได้เปิดโอกาสให้ผู้ซื้อสารเคมีมีทางเลือกโดยการแจ้งข้อมูลระบุวัตถุประสงค์การใช้สารของตนให้ผู้ผลิตสารเคมีทราบ เพื่อให้ทำรายงานการประเมินความเสี่ยงครอบคลุมการใช้สารนั้นด้วยโดยที่ผู้ซื้อสารเคมีหรือผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ไม่ต้องทำรายงานการประเมินความเสี่ยง แต่วิธีการให้ข้อมูลดังกล่าวอาจทำให้ความลับทางการค้ารั่วไหลได้ ทางหลีกเลี่ยงคือ ผู้ประกอบการคงต้องลงทุนทำรายงานการประเมินความเสี่ยงเองที่ต้องอาศัยองค์ความรู้เกี่ยวกับวิธีการทำรายงานมากมาย แต่ความพร้อมของห้องปฎิบัติการทางวิทยาศาสตร์ที่ได้การรับรองจากระบบ REACH ในประเทศไทยยังมีอยู่น้อย คงต้องหันไปพึ่งพาห้องปฎิบัติการของต่างประเทศ และที่สำคัญคือ บางครั้งผู้ประกอบการอาจต้องพึ่งพาแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมีของต่างประเทศ เนื่องจากระบบนี้อนุญาตให้ใช้ข้อมูลเกี่ยวกับการประเมินความเป็นอันตรายของสารที่มีผู้ทำการศึกษาไว้ก่อนหน้านี้ได้ ซึ่งจะส่งผลต่อผู้ประกอบการที่จะต้องรู้แหล่งข้อมูล ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อซื้อสิทธิการใช้ข้อมูลของผู้จดทะเบียนรายแรก และอาจถูกผู้จดทะเบียนรายแรกกีดกันมิให้ใช้ข้อมูลด้วยการหน่วงเหนี่ยว การยื่นฟ้องศาลเพื่อล้มล้างการกีดกันดังกล่าวจะใช้เวลานานในการพิจารณาตัดสิน ทำให้ผู้ประกอบการเสียโอกาสทางการค้าได้

    ผลกระทบอีกอย่างหนึ่งสำหรับผู้ประกอบการไทยคือ อาจต้องเสียค่าใช้จ่ายและเวลาในการปรับปรุงคุณภาพของสินค้าใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายในการประเมินความเสี่ยงที่สูงจากการใช้สูตรหรือองค์ประกอบผลิตภัณฑ์ หรือกระบวนการผลิตเดิมจากการใช้สารเคมีที่เข้าข่ายอยู่ในกระบวนการของ REACH

    ผลกระทบในทางบวก อาทิเช่น การรวบรวมและจัดระบบข้อมูลสารเคมีที่ใช้ในการผลิตนับเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดการสารเคมีของผู้ประกอบการไทยอย่างเป็นระบบ ช่วยกระตุ้นให้ผู้ประกอบการไทยหันมาให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนามากขึ้น มีการใช้ข้อมูลและความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในการผลิตมากขึ้น หรือเป็นการเพิ่มโอกาสในการเข้ามาลงทุนจากต่างประเทศสำหรับผู้ผลิตสารเคมีและผู้ใช้สารเคมีผลิตสินค้าในสหภาพยุโรปบางรายที่ได้รับผลกระทบและมีแนวโน้มต้องการย้ายฐานการผลิตให้อยู่นอกสหภาพยุโรป แต่กรณีนี้ คงต้องพึงระวังและพิสูจน์ให้ได้ว่าไม่มีสารหลงเหลือในผลิตภัณฑ์จริง

    7 การเตรียมความพร้อมสำหรับประเทศไทย

    หลังจากระเบียบนี้มีผลบังคับใช้ไปแล้วเมื่อเดือนมิถุนายน 2550 ได้มีการกำหนดระยะเวลาการจดทะเบียนให้แล้วเสร็จ (เส้นตาย) โดยกำหนดเวลาการจดทะเบียนไว้ดังนี้

    -     ให้เวลาเตรียมการตั้งแต่ 3 ปี (สิ้นสุดการขอจดทะเบียนวันที่ 30 พย.2553) สำหรับสารเคมีที่มีปริมาณการผลิตหรือนำเข้าต่อปีต่อรายมากกว่า 1,000 ตัน หรือสารกลุ่มที่เป็นปัญหา (CMR มากกว่า 1 ตัน และสารเคมีที่เป็นอันตรายมากกับสิ่งแวดล้อมมีชีวิตอาศัยในน้ำ (R50/53) มากกว่า 100 ตัน)

    -     ระยะเวลา 6 ปี (สิ้นสุดการขอจดทะเบียน 31 พค.2556) สำหรับสารเคมีที่มีปริมาณ 100-1,000ตัน

    -     และระยะเวลา 11 ปี (สิ้นสุดการขอจดทะเบียน  31 พค.2561) สำหรับสารเคมีที่มีปริมาณตั้งแต่ 1-100 ตัน

    นอกจากนั้น ยังมีเงื่อนไขกำหนดไว้เพิ่มเติมว่า จะเปิดให้มีการลงทะเบียนล่วงหน้า (Pre-registration) ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน – 1 ธันวาคม 2551 โดยเป็นการให้ข้อมูลเบื้องต้นแก่หน่วยงาน European Chemical Agency (ECHA) ของคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งผู้ประกอบการรายใดจดทะเบียนล่วงหน้าจะสามารถขยายเวลาที่กำหนดไว้ออกไปได้อีกระยะหนึ่ง แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสารและปริมาณที่ผลิตหรือนำเข้า

    เพื่อให้เกิดความพร้อมต่อการเริ่มใช้มาตรการ REACH อย่างจริงจัง ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมสำหรับทั้งภาครัฐและเอกชน โดยในส่วนของภาครัฐ ต้องสร้างให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องกับกฎ ระเบียบ และข้อปฎิบัติให้กับผู้ประกอบการของไทยกลุ่มที่ต้องเกี่ยวข้อง สำหรับภาคเอกชนเอง คงต้องมีการรวบรวมรายการสารเคมีที่ใช้ทั้งหมด ตรวจสอบปริมาณที่ใช้ และดูว่าอยู่ในขอบข่ายของรายงานประเมินความปลอดภัย (SDS) หรือไม่ ถ้าไม่มีก็ต้องรีบแจ้งให้ผู้ขายหรือผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานก่อนหน้าทราบ จัดให้มีการวิจัยและพัฒนาสารทดแทนที่ถูกระบุไว้ในข้อกำหนดของ REACH รวมทั้งแสวงหาความร่วมมือในกลุ่มผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานทั้งในและต่างประเทศเพื่อเพิ่มอำนาจในการต่อรอง

     

    แหล่งข้อมูลอ้างอิง

    สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, http://www.sme.go.th/

     

    วีดีทัศน์ที่น่าสนใจ

    1. REACH – Regulation ensures a high level of safety Part 1, http://www.youtube.com/watch?v=uD4phIH0iEI

    2. REACH – Regulation ensures a high level of safety Part 2, http://www.youtube.com/watch?v=RZoSNFZYCyc

     

    ………………………………………………………………


    การจัดการขยะ [2/2]

    image0112 การจัดการขยะ [2/2]

    รูปแสดง กระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ของใช้ ของตกแต่งจากพลาสติกรีไซเคิล

    image0132 การจัดการขยะ [2/2]

    วัสดุรีไซเคิลพลาสติกที่ผ่านการขบและบดแล้ว

    2. ตัวอย่างธุรกิจด้านขยะรีไซเคิลที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทย

    บริษัทวงษ์พาณิชย์ : “ขยะ” ใครว่าไร้ค่า

    “ทุกสิ่งในธรรมชาติย่อมมีสิ่งที่ไร้ค่าและสิ่งที่มีคุณค่า เราจะเลือกสรรสิ่งที่มีคุณค่าและดัดแปลงสิ่งที่ไร้ค่าให้มีคุณค่า”นั่นคือ แนวคิดของ ครอบครัวคุณสมไทย วงษ์เจริญ ที่ได้ริเริ่มบริษัทวงษ์พาณิชย์ ซึ่งเป็นธุรกิจที่สามารถเปลี่ยนขยะให้เป็นทองได้อย่างแท้จริงในตอนแรกนั้นบริษัทวงษ์พาณิชย์ เริ่มมากจากการค้าขยะเพื่อรีไซเคิล โดยใช้ชื่อว่า บริษัทคัดแยกขยะเพื่อรีไซเคิลวงษ์พาณิชย์ จำกัด แต่ด้วยความสนใจในปัญหาสิ่งแวดล้อมและความต้องการที่จะสร้างงานให้กับผู้ด้อยโอกาสทางสังคม คุณสมไทย ซึ่งป็นผู้บริหารได้เล็งเห็นว่า “ขยะ” นั้นเป็นหนึ่งในปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญที่สุดปัญหาหนึ่งในสังคมไทย และขยะซึ่งคนส่วนใหญ่ทิ้งกันอย่างไม่เห็นคุณค่านั้นก็มีคุณค่าในตัวของมันเอง

     

    image0172 การจัดการขยะ [2/2]

    รูปภาพร้านรับซื้อขยะ

    ด้วยแนวคิดดังกล่าว ในปี พ.ศ. 2517 คุณสมไทย จึงได้เริ่มธุรกิจรับรีไซเคิลขยะ (บริษัทวงษ์พาณิชย์ จำกัด) โดยได้ทำการประชาสัมพันธ์ไปยังชุมชนและหน่วยงานต่างๆ ทั้งองค์กรเอกชนและหน่วยงานรัฐ ในเขตจังหวัดพิษณุโลกรวมถึงพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อแก้ปัญหาขยะล้นเมือง และการรับซื้อขยะนั้นก็ยังเป็นการสร้างรายได้ให้กับผู้คนในชุมชน จึงเรียกได้ว่าธุรกิจนั้นให้ผลทางบวกต่อชุมชนทั้งในด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง นอกจากนี้ธุรกิจของบริษัทวงษ์พาณิชย์ยังเป็นศูนย์เรียนรู้ทางด้านการจัดการขยะแบบครบวงจร และอบรมการรีไซเคิลเชิงธุรกิจอีกด้วย

    ในช่วงเริ่มต้นนั้น คุณสมไทยได้เริ่มธุรกิจด้วยเงินเพียง 1,000 บาท โดยใช้รถปิกอัพ 1 คัน ออกวิ่งรับซื้อขยะ ตามหมู่บ้านต่างๆ ทั้ง 9 อำเภอ ในจังหวัดพิษณุโลก ต่อมาธุรกิจของคุณสมไทยก็ได้เจริญเติบโตมากขึ้น จนกระทั้งในปี พ.ศ. 2532 บริษัทวงพาณิชย์ได้สร้างโรงงานคัดแยกขยะแบบครบวงจรของตนเองเป็นแห่งแรกบนเนื้อที่ 12 ไร่ และโรงงานของบริษัทวงษ์พาณิชย์ก็นับเป็นโรงงานคัดแยกขยะรีไซเคิลที่ทันสมัยที่สุดในประเทศไทย ณ ขณะนั้นอีกด้วย! ซึ่งตัวโรงงานนั้นสามารถรองรับขยะได้ถึง 200 ตันต่อวัน และมีพนักงานกว่า 200 คน

    โรงงานคัดแยกขยะเพื่อรีไซเคิล วงษ์พาณิชย์ เป็นกิจการรีไซเคิลขยะที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 และรางวัลอุตสาหกรรมดีเด่นประเภทการบริหารอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมในปี ค.ศ.2001 (พ.ศ.2544) จากผู้สร้างกระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยการคัดแยกขยะรีไซเคิลให้เกิดขึ้นในระดับจังหวัดที่เมืองพิษณุโลก จนขยายเครือข่ายอย่างกว้างขวางในระดับประเทศ เป็นต้นแบบธุรกิจรีไซเคิลแก่ประเทศเพื่อนบ้านของไทย    ปัจจุบัน ดร.สมไทย วงษ์เจริญ คือเจ้าของโรงงานรีไซเคิลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยซึ่งตั้ง อยู่ที่จังหวัดพิษณุโลก เป็นเจ้าของธุรกิจ “เครือข่ายธุรกิจคัดแยกขยะเพื่อรีไซเคิลวงษ์พาณิชย์” ซึ่งมีสาขาทั่วประเทศไทยกว่า 500 แห่ง

     

    แหล่งข้อมูลอ้างอิง

    1) ผลิตภัณฑ์จากพลาสติกรีไซเคิล  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

    mis.rmutt.ac.th/sme/Details/InvestmentExamples/I052.doc

    2) การรีไซเคิลพลาสติก คณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,

    physics.science.cmu.ac.th/cement/recycle-plastic2.ppt

    3) ศูนย์ธุรกิจอุตสากรรม(BOC)

    http://boc.dip.go.th/index.php?option=com_content&view=article&id=407&Itemid=48

    4) บริษัท วงษ์พาณิชย์ จำกัด

    http://www.wongpanit.com/wpnnew/

     

    วีดีทัศน์ที่น่าสนใจ

    1. ขยะเป็นทอง ของวงษ์วาณิชย์, http://www.youtube.com/watch?v=WI2IXTgmkos

    2. อายุน้อยร้อยล้าน ตอน ปราบขยะ, http://www.youtube.com/watch?v=WqQNBDClS6o

     

    ………………………………………………………………………….


    การจัดการขยะ [1/2]

    1. ธุรกิจ  SMEs : รีไซเคิลขยะวัสดุพลาสติก

    1.1 ลักษณะธุรกิจ 

    รีไซเคิล (Recycle) เป็นการจัดการวัสดุเหลือใช้ที่กำลังจะเป็นขยะ โดยนำไปผ่านกระบวนการแปรสภาพ โดยเฉพาะการหลอม เพื่อให้เป็นวัสดุใหม่แล้วนำกลับมาใช้ได้อีก ซึ่งวัสดุที่ผ่านการแปรสภาพนั้นอาจจะเป็นผลิตภัณฑ์เดิมหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ก็ได้ รีไซเคิลมีความหมายต่างจาก รียูส (Reuse) ซึ่งหมายถึง การนำกลับมาใช้ใหม่โดยไม่ผ่านกระบวนการแปรสภาพใดๆ ทั้งสิ้น

    ธุรกิจรีไซเคิลเริ่มมีความสำคัญ เพราะประเทศไทยมีขนาดใหญ่มีพลเมืองกว่า 63 ล้านคน ในแต่ละวันจะมีของทิ้งจากโรงงานและครัวเรือนจำนวนมาก ถ้าเรานำของเหล่านั้นมารีไซเคิล หรือซื้อมาแล้วส่งให้โรงงานรีไซเคิล ทั้งในและต่างประเทศ ก็จะทำเงินได้อย่างมาก และควรเริ่มจากพลาสติกก่อนเพราะหาง่าย    ตลาดรับซื้อเศษพลาสติกมีขนาดใหญ่มาก เนื่องจาก พลาสติกใหม่ราคากิโลกรัมละ 80-100 บาท แต่ของเก่ากิโลกรัมละ 15-20 บาทเท่านั้น ซึ่งคุณภาพเหมือนกัน ขายสินค้าได้ราคาเท่ากัน

    1.2 ข้อดีและข้อจำกัดของ ธุรกิจ SMEs

    ข้อดี

    (1)   ผู้ประกอบการสามารถทำในสิ่งที่ตนเองชอบ ถนัด และมีวิถีชีวิตตามที่ตนเองต้องการหากมีความรู้ความสามารถในการจัดการที่ดี

    (2)   การทำ ธุรกิจ SMEs ทำได้ง่าย เพราะใช้ปัจจัยในการดำเนินกิจการต่าง ๆ ไม่มาก

    (3)   ผู้ประกอบการมีความเป็นอิสระ คล่องตัวในการบริหารกิจการได้อย่างทั่วถึง

    (4)   การดำเนินกิจการประสบปัญหาหรือเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจโอกาสที่จะฟื้นตัวเกิดได้ง่ายกว่ากิจการขนาดใหญ่

    (5)   การดำเนิน ธุรกิจ SMEs ทุกประเภท มีความยืดหยุ่นสูงสอดคล้องกับยุคการผลิต

    ข้อจำกัด

     

    (1)   ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมส่วนใหญ่มักจะขาดความรู้ด้านการตลาดเมื่อผลิตสินค้าออกมาแล้วไม่สามารถจำหน่ายได้

    (2)   ผู้ประกอบการมักขาดความรู้ในการจัดการหรือการบริหารงานที่เป็นระบบ เพราะส่วนใหญ่จะใช้ประสบการณ์จากการเรียนรู้

    (3)   ธุรกิจนาดกลางและขนาดย่อมมักใช้เทคนิคการผลิตไม่ซับซ้อน เนื่องจากมีต้นทุนต่ำ

    (4)   ไม่สามารถรักษาแรงงานที่มีฝีมือและมีความชำนาญงานไว้ได้ เพราะแรงงานเมื่อมีประสบการณ์มากขึ้นมักจะย้ายออกไปทำงานในสถานประกอบการที่มีขนาดใหญ่

    (5)   ผู้ประกอบการมักขาดแคลนเงินทุนหรือขยายกิจการไม่ได้ เนื่องจากขาดความเชื่อถือจากสถาบันการเงิน

    1.3 วัตถุดิบ
    บรรดาขยะวัสดุพลาสติก (Plastic Wastes or Plastic Scraps) ที่ถูกทิ้งจากการใช้และเหลือใช้หลักๆ มีอยู่ 2 ประเภท คือ Polypropylene – PP และ Polyethylene – PE แต่ในสัดส่วนจำนวนมากมาจาก Polyethylene จะเน้นใช้วัตถุดิบประเภทนี้เป็นหลัก แต่ต้องแยกแยะให้ชัดเจนระหว่างกลุ่ม LDPE กับกลุ่ม HDPE ซึ่งเป็นพลาสติกชนิดหนึ่งที่มีจุดเด่นด้านการขึ้นรูปได้ในรูปร่างต่างๆ หรืออัตราตามที่คุณต้องการได้อย่างง่าย รวมทั้งมีความทนทานและกันน้ำ ส่งผลให้มักใช้เป็นผลิตภัณฑ์หรือบรรจุภัณฑ์พลาสติก สำหรับบรรจุสิงของที่มีน้ำหนักค่อนข้างมาก โดยเฉพาะถุงพลาสติก ขวดหรือว่ากระป๋องชนิดต่างๆ แม้ว่าในข้อสรุปวัสดุพลาสติกใช้แล้วไม่น่าที่จะเอามา recycle ได้ก็ตาม แต่ก็สามารถจะใช้ซ้ำได้หลายหนเท่าที่ต้องการ มากกว่านี้ วัสดุพลาสติก PE ยังสามารถนำกลับมาหลอมละลาย และขึ้นรูปใหม่ได้มากกว่านี้ วัสดุพลาสติกช่วยรักษาภาวะแวดล้อมได้พอสมควร โดยใช้พลังงานในรูปแบบการผลิตที่น้อยกว่าการทำกระดาษ พร้อมทั้งส่งผลกระทบในสถานะโลกร้อน หรือว่าการทิ้งก๊าซเรือนกระจก เข้าสู่สิ่งแวดล้อมน้อยกว่าการผลิตวัสดุ

    image0035 การจัดการขยะ [1/2]

    รูปภาพขยะพลาสติกหลังจากการแปรรูปเป็นเม็ดพลาสติก

     

    ตารางคุณสมบัติของวัตถุดิบก่อนผ่านการแปรรูปเป็นของใช้

    image0056 การจัดการขยะ [1/2]

    ตารางคุณสมบัติของวัตถุดิบก่อนผ่านการแปรรูปเป็นของใช้

    หมายเหตุ : ซึ่งวัสดุพลาสติกหลังผ่านการแปรรูปและนำกลับมาใช้ใหม่คุณสมบัติจะเปลี่ยนบ้าง ดังนั้นผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัตถุดิบพลาสติกรีไซเคิลจึงต้องเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ถูกนำไปใช้กับสินค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่มแลหรือผลิตภัณฑ์ที่เน้นความปลอดภัย และสุขอนามัยในระดับสูง เช่น สินค้าเกี่ยวกับเด็กมักใช้ทำผลิตภัณฑ์ของใช้ของตกแต่ง และงานเกี่ยวกับการเกษตร เป็นต้น

    image0075 การจัดการขยะ [1/2]

    เทคนิคการลงทุน (ตัวอย่าง)

    1.4 กรรมวิธีการผลิต
    กรณีที่ 1 ในระยะที่ 1 ลักษณะการประกอบการจะตั้งเป็นร้านค้ารับซื้อ-ขายส่งขยะวัสดุพลาสติก ก็มักจะเกี่ยวข้องกับการทำแผนที่แหล่งจัดหา และการวางระบบรับซื้อขยะวัสดุพลาสติก ราคาซื้อ-ขาย การคัดแยกแยะชนิด การกำหนดพื้นที่จัดเก็บ การทำความสะอาดเบื้องต้น การหีบห่อและการขนส่งถึงโรงงานรีไซเคิลวัสดุพลาสติก ซึ่งในรูปแบบนี้จำเป็นต้องใช้พื้นที่กว้างขวางมากและต้องระมัดระวังปัญหากับชุมชนข้างเคียงเกี่ยวกับ เสียงดัง กลิ่นเหม็น ฝุ่น และความสกปรก เครื่องมือทีใช้ก็มีรถยนต์กระบะ ค้อน คีม มีด ตะขอ เครื่องบีบอัดและหีบห่อ และอุปกรณ์อื่นๆ ดูรูปข้างล่างประกอบ

    image0093 การจัดการขยะ [1/2]

    รูปภาพกรรมวิธีการผลิตพลาสติก

    กรณีที่ 2 เข้าสู่ระยะที่ 2 โดยมีข้อสมมติฐานว่าผู้ประกอบการมีวินัยทางการเงินดี รู้จักเก็บหอมรอมริบ บริหารกำไรเป็น และรู้จักเอาเงินไปลงทุนซื้อที่ดินเพื่อเตรียมการขยายธุรกิจในระยะที่ 2 ผู้ประกอบการได้ลงทุนจัดสร้างอาคารโรงงานและจัดหา จัดซื้อเครื่องจักรตามความต้องการในกระบวนการแปรรูปขยะวัสดุพลาสติก โดยใช้เครื่องจักรมือสองและเครื่องจักรที่ผลิตขึ้นเองในประเทศ ยกเว้นเครื่องฉีดหรือเป๋าพลาสติกรีไซเคิล ต้องเลือกให้สอดรับกับงานออกแบบผลิตผลิตภัณฑ์ตรงตามที่ตลาดต้องการ เช่น เป็นงานพลาสติกสำหรับของใช้และของตกแต่ง หรือสำหรับงานการเกษตร ต้องมีการจ้างคนงานเพิ่มขึ้น มีการเพิ่มขนาดวงเงินหมุนเวียนสำหรับการจัดหา จัดซื้อวัตถุดิบขยะพลาสติก PE วางรูปแบบระบบบัญชีและการเงินใหม่ ต้องมีการทำแผนธุรกิจ แผนตลาดและแผนการผลิต แผนการใช้พลังงาน แผนและโครงสร้างต้นทุนการผลิต การขาย ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงระบบ Logistics ด้วย และเรื่องอื่นๆ อาจะต้องมีการใช้ที่ปรึกษา SMEs จากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม

    การออกแบบขั้นตอนการผลิตมีความสำคัญมาก ต้องทราบ Customer Need Satisfied ก่อนโดยการทำ Basic Market Research ซึ่งเมื่อได้ข้อมูลความต้องการของกลุ่มลูกค้า (ตลาด) ชัดเจนแล้ว มาออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ อนึ่งการจัดซื้อเครื่องจักรผลิตต้องเหมาะสมกับนัยผลิตภัณฑ์ที่จะทำการผลิตด้วย กระบวนการผลิตอาจจะเป็น ดังตอนต่อไป

     

     

    next การจัดการขยะ [1/2]

    ……………………………………………………….


    การเดินทาง [2/2]

    3. การวิเคราะห์ SWOT Analysis ของระบบโลจิสติกส์การขนส่งของไทย 

    จุดแข็ง

    1) ความได้เปรียบจากสภาพที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ (Locational advantage) ซึ่งสามารถเป็นศูนย์กลาง การขนส่งทางบกของภูมิภาคได้ และมีประตูเชื่อมต่อทั้งทะเลฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามันที่เอื้อต่อการพัฒนาท่าเรือน้าลึก เพื่อส่งเสริมการขนส่งสินค้าทางน้าระหว่างประเทศ

    2) มีระบบโครงข่ายถนนที่ครอบคลุมทั่วถึงและใช้งานได้ดีทั้งเครือข่ายภายในและมีจุดเชื่อมโยงทางถนนไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน (เมียนมาร์ สปป.ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย) โดยมีคุณภาพและการบารุงรักษาถนนอยู่ในเกณฑ์ที่ดี

    3) เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้ดี โดยในช่วง 10 ปีข้างหน้า คาดว่าจะมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยประมาณร้อยละ 4-5 ต่อปี การส่งออกและการนาเข้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทาให้มีอุปสงค์ต่อการขนส่งระหว่างประเทศ และส่งผลให้ภาครัฐมีความพร้อมในการลงทุน หรือระดมทุนมากกว่าประเทศอื่น

    4) ประเทศไทยเป็นแหล่งอุปสงค์หลักของการขนส่งในภูมิภาค เนื่องจากเป็นทั้งแหล่งผลิต แหล่งบริโภคและเป็นช่องทางของการขนส่งผ่านแดนไปยังประเทศที่สาม

    จุดอ่อน

    1) นโยบายการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานขาดความชัดเจน เปลี่ยนแปลงบ่อย และขาดความต่อเนื่องและการบูรณาการอย่างเป็นระบบ เช่น ขาดการกาหนดจุดเชื่อมโยงหลักและระบบการขนส่งเชื่อมโยงเพื่อรองรับการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบในแต่ละภูมิภาคที่ชัดเจน ขาดการบูรณาการระหว่างรูปแบบการขนส่ง เนื่องจาก ไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรง และการจัดลาดับความสาคัญของโครงการ เป็นต้น

    2) มีต้นทุนโลจิสติกส์ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นคู่แข่งทางเศรษฐกิจ ได้แก่ มาเลเซีย และสิงคโปร์

    3) ต้องนาเข้าน้ามันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งมีความอ่อนไหวตามราคาน้ามันโลก

    4) ขาดความพร้อมด้านสิ่งอานวยความสะดวกที่จะช่วยลดต้นทุนการขนส่งและสินค้าคงคลัง เช่น ศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้า ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็น

    5) ภาครัฐยังไม่มีการกาหนดทิศทางของการพัฒนาระบบขนส่งในระยะยาวที่ชัดเจนว่าจะพัฒนาการขนส่งรูปแบบใดเป็นการขนส่งหลักและการขนส่งรอง โดยแต่ละหน่วยงานในแต่ละรูปแบบการขนส่ง จะมุ่งพัฒนาระบบขนส่งของรูปแบบตนเอง โดยไม่ได้พิจารณาถึงแนวเส้นทางที่ซ้อนทับกัน หรือมีการแข่งขัน ทาให้การจัดสรรงบประมาณลงทุนของประเทศต้องใช้จานวนมากเกินความจาเป็น

    6) การพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมเชิงพื้นที่ไม่สอดคล้องกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง เช่น ขาดการควบคุมการใช้ที่ดินอย่างจริงจัง การพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมที่ไม่สอดคล้องกับทิศทาง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง

    7) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งขนาดใหญ่มีความล่าช้า เนื่องจากต้องผ่านขั้นตอนการศึกษาหลายระดับ เช่น การศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) และผลกระทบต่อสุขภาพ (HIA) และผ่านการเห็นชอบจากหลายหน่วยงาน ซึ่งทาให้ใช้เวลานาน ขาดความต่อเนื่อง

    โอกาส

    1) การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี พ.ศ. 2558 จะทาให้มีอาเซียนมีการพัฒนาเครือข่าย การคมนาคมขนส่งระหว่างกันเพื่อประโยชน์ด้านการค้าและการลงทุน

    2) มีเส้นทาง (ถนน และรถไฟ) ที่เชื่อมโยงตามแนวระเบียงเศรษฐกิจ North-South Economic Corridor และ East-West Economic Corridor ทาให้ประเทศไทยมีโอกาสที่ดีในการเป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อ การขนส่งและเศรษฐกิจในภูมิภาคและประเทศเพื่อนบ้านตามด่านชายแดน

    3) ความร่วมมือในระดับอนุภูมิภาค เช่น GMS เป็นปัจจัยที่สาคัญในการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมเชื่อมโยงระหว่างประเทศ สร้างโอกาสผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางคมนาคมของภูมิภาค

    อุปสรรค

    1) ความไม่แน่นอนทางการเมือง ทาให้การดาเนินนโยบายและการลงทุนด้านขนส่งและจราจร ไม่ต่อเนื่องสอดคล้อง

    2) ประเทศเพื่อนบ้านที่พัฒนาในระดับเดียวกัน (สิงคโปร์/มาเลเซีย) พยายามช่วงชิงตลาดการขนส่ง โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งที่เพียงพอและเข้ามาประกอบการเป็นผู้ขนส่งในประเทศไทย

    3) ภาระหนี้สาธารณะที่จะสูงขึ้นในอนาคตจากการกระตุ้นเศรษฐกิจ จะเป็นข้อจากัดสาหรับการลงทุนของรัฐในโครงการพื้นฐานด้านต่างๆ รวมถึงด้านการขนส่ง

    4) กฎระเบียบ ข้อบังคับ พิธีการ การกาหนดค่าภาษีและค่าธรรมเนียม (ค่าทะเบียนและค่าระวาง) ที่ไม่เหมาะสมและไม่มีมาตรฐานที่เท่าเทียมกันทาให้ประเทศไทยเสียเปรียบประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าทางบกในกรณีผ่านแดนประเทศลาวและมาเลเซีย และกลายเป็นข้อจากัดของไทยในการแข่งขันในตลาดขนส่งระหว่างประเทศ

    5) ราคาน้ามันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นเป็นปัจจัยภายนอกที่กระทบต่อต้นทุนการขนส่ง

    4. แผนหลักการพัฒนาระบบขนส่งและจราจร กระทรวงคมนาคม พ.ศ. 2554-2563

    วิสัยทัศน์แผนหลักการพัฒนาระบบขนส่งและจราจร กระทรวงคมนาคม ในระยะเวลา 10 ปี (พ.ศ. 2554–2563) “มุ่งสู่การขนส่งที่ยั่งยืน (Towards Sustainable Transport)” โดยเน้นความสาคัญหลัก 3 มิติ ประกอบด้วย มิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ภายใต้จุดมุ่งหมายรวม 6 เป้าประสงค์ (Goals) ดังนี้

    เป้าประสงค์ที่ 1 พัฒนาศูนย์กลางการเชื่อมต่อการเดินทางและขนส่ง (Hubs for Connectivity)

    เป้าประสงค์ที่ 2 พัฒนาการขนส่งที่มีประสิทธิภาพเพื่อเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจและชุมชน (Accessibility)

    เป้าประสงค์ที่ 3 เพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางและขนส่ง (Safety)

    เป้าประสงค์ที่ 4 การใช้พลังงานที่ประหยัดและสะอาด (Energy and Environment)

    เป้าประสงค์ที่ 5 สามารถเข้าถึงการขนส่งสาธารณะทั่วถึงและเท่าเทียม (Public Transport)

    เป้าประสงค์ที่ 6 เพิ่มความสะดวกและคล่องตัวในการเดินทาง (Mobility)

    5. ยุทธศาสตร์กระทรวงคมนาคม พ.ศ. 2554–2558 

    วิสัยทัศน์ยุทธศาสตร์กระทรวงคมนาคม พ.ศ. 2554 – 2558 “มุ่งสู่การขนส่งที่ยั่งยืน” โดยมีพันธกิจ “พัฒนาระบบ กลไก และบุคลากร รวมทั้ง วางแนวนโยบายการพัฒนา กากับดูแล และบูรณาการการขนส่งและการจราจร ให้มีอย่างเพียงพอ มีประสิทธิภาพ ทั่วถึง คุ้มค่า และเป็นธรรม” ภายใต้ 6 ยุทธศาสตร์ ดังนี้

    ยุทธศาสตร์ที่ 1 ยุทธศาสตร์การเชื่อมโยงโครงข่ายระบบขนส่งภายในประเทศและพัฒนาจุดเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน

    พัฒนาโครงข่ายการขนส่งทางถนน ทางราง ทางน้า และทางอากาศ ระหว่างพื้นที่เศรษฐกิจเชื่อมโยงแต่ละภูมิภาคของประเทศ รวมทั้งเขตพื้นที่เศรษฐกิจชายแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านให้เหมาะสมกับศักยภาพและขีดความสามารถเชิงพื้นที่ สอดคล้องกับความหนาแน่นของปริมาณจราจรตามลาดับความสาคัญ และจาเป็นเร่งด่วน

    ยุทธศาสตร์ที่ 2 ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์การขนส่ง

    พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการตลอดจนปัจจัยที่ชักนาก่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนมาใช้รูปแบบการขนส่งทางรางและทางน้าในเส้นทางที่เหมาะสมและเป็นไปได้ หรือผลักดันให้การขนส่งทางถนนและ ทางอากาศเป็นส่วนสนับสนุนให้การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบเกิดประสิทธิภาพ และมีบูรณาการมากยิ่งขึ้น และส่งเสริมพัฒนาระบบการจัดการขนส่งสินค้า (Logistics) ให้เป็นเครื่องมือสาคัญสาหรับเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ นาไปสู่การเคลื่อนย้ายและส่งมอบสินค้าตามกรอบระยะเวลาที่กาหนด ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการระบบขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีต้นทุนที่เหมาะสมและแข่งขันได้

    ยุทธศาสตร์ที่ 3 ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบขนส่งให้ได้มาตรฐานความปลอดภัย

    ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน มาตรฐานยานพาหนะ และสภาพแวดล้อมให้มีคุณภาพและความปลอดภัยในการเดินทางและการขนส่ง

    ยุทธศาสตร์ที่ 4 ยุทธศาสตร์การพัฒนาการให้บริการระบบขนส่งเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต

    พัฒนาโครงข่ายระบบขนส่งสาธารณะที่เชื่อถือได้ เข้าถึงสะดวก และมีค่าโดยสาร ที่เหมาะสม การปรับปรุงระบบการขนส่งเชื่อมโยงกับการขนส่งสาธารณะ และการส่งเสริมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม มาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อทดแทนการใช้ยานพาหนะส่วนบุคคลในการเดินทาง สนับสนุนผลักดันให้จานวนผู้ใช้ระบบขนส่งสาธารณะเพิ่มขึ้น รวมทั้ง ปรับปรุงและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อลดปัญหาคอขวด เชื่อมต่อโครงข่ายการเดินทางในเขตเมืองกับพื้นที่ชนบทให้ได้รับความสะดวก

    ยุทธศาสตร์ที่ 5 ยุทธศาสตร์บริหารจัดการระบบขนส่งและการจราจรอย่างมีประสิทธิภาพ

    บริหารจัดการ กากับดูแลระบบขนส่งและจราจรให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งเสริมให้ภาคการขนส่งใช้พลังงานอย่างประหยัดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการเดินทางที่ไม่จาเป็น พัฒนาสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเพื่ออานวยความสะดวกในภาคการขนส่ง และองค์ประกอบต่อเนื่องอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง ยกระดับกระบวนการพัฒนานโยบาย แผน และบุคลากร ตลอดจนฐานข้อมูลความรู้พื้นฐานที่จาเป็นเพียงพอสาหรับ การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ให้บรรลุเป้าหมาย

     

     

    แหล่งข้อมูลอ้างอิง

    1. สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจรแผนยุทธศาสตร์กระทรวงคมนาคมเพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศ พ.ศ. 2555-2559 www.otp.go.th

     

    วีดีทัศน์ที่น่าสนใจ

    1. การพัฒนาโลจิสติกส์อุตสาหกรรม(1/2), http://www.youtube.com/watch?v=Iv1qw8uxecQ

    2. การพัฒนาโลจิสติกส์อุตสาหกรรม(2/2),http://www.youtube.com/watch?v=_OkJy7TEMo4&playnext=1&list=PL98E19ED7B25C29FA&feature=results_video

     

    ……………………………………………………………………….

     

     

     


    การเดินทาง [1/2]

    1. การพัฒนาโลจิสติกส์ของประเทศไทยที่ผ่านมา

    คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2550 เห็นชอบแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย พ.ศ. 2550 – 2554 ตามที่สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอภายใต้แนวคิดที่จะให้มีระบบโลจิสติกส์ที่มีมาตรฐานสากล (Global Logistics Management) เพื่อยกระดับ ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ พร้อมกับกำหนดตาแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง โลจิสติกส์ เพื่อสนับสนุนกิจกรรมการค้าของภูมิภาคอินโดจีน กาหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศ 5 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย

    1. การปรับปรุงประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ในภาคการผลิต (Business Logistics Improvement)

    2. การเพิ่มประสิทธิภาพระบบขนส่งและโลจิสติกส์ (Transport and Logistics Network Optimization)

    3. การพัฒนาธุรกิจโลจิสติกส์ (Logistics Service Internationalization)

    4. การปรับปรุงสิ่งอานวยความสะดวกทางการค้า (Trade Facilitation Enhancement)

    5. การพัฒนากาลังคนและกลไกการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ (Capacity Building)

    image0023 การเดินทาง [1/2]

    รูปภาพ แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบลอจิสติกส์ของประเทศไทย พ.ศ. 2550-2554

    2. การแปลงยุทธศาสตร์ระดับชาติเป็นระดับกระทรวง

    กระทรวงคมนาคมเป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบยุทธศาสตร์ที่ 2 การเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและโลจิสติกส์ กระทรวงคมนาคมได้แปลงยุทธศาสตร์ชาติเป็นยุทธศาสตร์ระดับกระทรวง คือ ยุทธศาสตร์กระทรวงคมนาคม เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศ พ.ศ. 2551-2554 ดังนี้

    กลยุทธ์ที่ 1 พัฒนาเครือข่ายโลจิสติกส์ในประเทศให้เชื่อมโยงอย่างบูรณาการทั้งเครือข่ายภายในและการเชื่อมต่อไปสู่ต่างประเทศ

    แนวทางที่ 1  เพิ่มประสิทธิภาพประตูการค้าหลักในปัจจุบัน (ท่าเรือแหลมสบังและท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ)
    แนวทางที่ 2 พัฒนาเส้นทางขนส่งบนเส้นทางการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน
    แนวทางที่ 3 พัฒนาระบบการรวบรวมและกระจายสินค้า
    แนวทางที่ 4 เพิ่มขีดความสามารถการให้ผู้บริการผู้ขนส่งไทยและร่วมดำเนินการกับผู้ประกอบการขนส่งในประเทศเพื่อนบ้าน

    กลยุทธ์ที่ 2 สนับสนุนการใช้รูปแบบและวิธีกาารบริหารจัดการขนส่งเพื่อการประหยัดพลังงานที่จะนไปสู่การลดต้นทุนการขนส่งทั้งในระดับธุรกิจและระดับประเทศ

    แนวทางที่ 1 พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งทางน้ำ
    แนวทางที่2 พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งรถไฟ
    แนวทางที่3 ปฏิรูปการบริหารจัดการการขนส่ง

    กลยุทธ์ที่ 3 พัฒนาเส้นทางการค้าใหม้ (New Trade Lanes) สู่ตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรป ผ่านทางทะเลอันดามัน เพื่อรองรับการพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมใหม่และการขยายตัวของปริมาณการค้าระหว่างประเทศในระดับโลกและระกับภูมิภาค

    แนวทางที่ 1 พัฒนาท่าเรือปากบาราและระบบขนส่งเชื่อมโยง
    แนวทางที่ 2 พัฒนาท่าเรือระนองและระบบขนส่งเชื่อมโยง
    แนวทางที่ 3 พัฒนา Landbridge เชื่อมโยงอ่าวไทยและท่าเรือฝั่งอันดามัน
    แนวทางที่ 4 พัฒนาระบบการขนส่งเพื่อรองรับการค้ากับประเทศจีนตอนใต้

    สรุปแผนงาน/โครงการยุทธศาสตร์โลจิสติกส์คมนาคม พ.ศ. 2551-2554 รวม 110 โครงการ งบประมาณรวม 257,879.52 ล้านบาท มีผลการดาเนินการที่ผ่านมาโดยสรุป ดังนี้

    1) ดำเนินการแล้วเสร็จ รวม 20 โครงการ คิดเป็นร้อยละ 18.18 งบประมาณรวม 3,829.65 ล้านบาท

    2) อยู่ระหว่างดาเนินการ รวม 50 โครงการ คิดเป็นร้อยละ 45.46 งบประมาณรวม 98,683.39 ล้านบาท

    3) บรรจุในแผนการดำเนินการ รวม 40 โครงการ คิดเป็นร้อยละ 36.36 งบประมาณรวม 155,365.17 ล้านบาท

     

     

    next การเดินทาง [1/2]

    ……………………………………………………….


    การใช้น้ำ [2/2]

    2. การผลิตน้ำประปาจากน้ำเสีย : กรณีประเทศสิงคโปร์ 

    เนื่องจากประเทศสิงคโปร์เป็นเกาะ ซึ่งทรัพยากรน้ำจืดจึงมีค่อนข้างจำกัด ดังนั้นการรีไซเคิลน้ำจึงเป็นทางเลือกที่จำเป็นสำหรับสิงคโปร์  ในปัจจุบันประเทศไทยนั้นเริ่มมีการรณรงค์ในเรื่อง Zero Discharge กันมากขึ้น ดังนั้นการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่หรือการรีไซเคิลก็เริ่มมีมากขึ้น

    NEWater เป็นโรงงานนำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ ที่ได้เริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1998 ภายใต้ความร่วมมือระหว่าสาธารณูปโภคแห่งสิงคโปร์ และกระทรวงสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรน้ำ เพื่อให้ NEWater เป็นแหล่งผลิตน้ำสำหรับการอุปโภคในประเทศสิงคโปร์ โดยผ่านกระบวนการผลิตที่ทันสมัย จนได้น้ำที่มีคุณภาพสูง NEWater เป็น 1 ใน 4 แหล่งน้ำหลักของประเทศสิงคโปร์ ซึ่งได้แก่ น้ำจากแหล่งกักเก็บน้ำผิวดิน (Local catchments), น้ำที่ซื้อจากมาเลเซีย (Imported water), น้ำจากการกำจัดเกลือออกจากน้ำทะเล (Desalinated water) และน้ำจากระบบผลิต NEWater เป้าหมายในการใช้แหล่งน้ำจาก NEWater นั้น ได้เพิ่มจาก 30 % ของปริมาณน้ำใช้ทั้งหมดในปี ค.ศ.2010 เป็น 50 % ในปี ค.ศ. 2060 นั่นหมายถึงในอนาคตไม่ไกลนี้ NEWater จะถูกกำหนดให้เป็นแหล่งน้ำหลักของประเทศ ดังนั้นกำลังการผลิตของ NEWater จะต้องเพิ่มขึ้นอย่างสอดคล้องกัน เมื่อถึงปี ค.ศ. 2060 จะมีโรงงานผลิตน้ำ NEWater ทั้งสิ้น 5 แห่ง

    image0048 การใช้น้ำ [2/2]

    รูปภาพแผนผังโรงงานผลิตน้ำ NEWater ทั้ง 5 แห่ง

    น้ำที่เข้าระบบผลิต NEWater นั้น เป็นน้ำทิ้งจากบ้านเรือน (Domestic wastewater) ที่ผ่านการบำบัดในเบื้องต้น ด้วยการตกตะกอน การบำบัดทางชีวภาพ จนอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานน้ำทิ้งของสิงคโปร์ สามารถปล่อยสู่ลำรางสาธารณะได้จากนั้นน้ำทิ้งที่ผ่านการบำบัดแล้วจะเข้าสู่กระบวนการปรับปรุงคุณภาพจนได้น้ำ NEWater ที่มีคุณภาพสูง สะอาด และปราศจากสิ่งปนเปื้อนใด

    image0055 การใช้น้ำ [2/2]

    รูปภาพกระบวนการผลิตในโรงงาน NEWater

    กระบวนการผลิตในโรงงาน NEWater เป็นเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทันสมัย ซึ่งประกอบด้วยการใช้เทคโนโลยีเมมเบรน 2 ชนิด ทั้ง Microfiltration และ Reverse osmosis ร่วมกับการใช้รังสี Ultraviolet (UV)โดยเมมเบรนระดับ Microfiltration ที่มีรูพรุนประมาณ 0.1-1.0 ไมครอน จะทำหน้าที่กำจัดอนุภาคของแข็งแขวนลอยรวมถึงแบคทีเรียบางส่วน ในขณะที่เมมเบรนระดับ Reverse osmosis ที่มีรูพรุนขนาดเล็กต่ำกว่า 0.001 ไมครอน จะทำหน้าที่กำจัดแบคทีเรีย ไวรัส ตลอดจนสารเคมีปนเปื้ อนต่าง ๆ จนหมดไป การใช้รังสีUV ในขั้นตอนสุดท้ายเป็นเพียงการสร้างความมั่นใจย้ำในคุณภาพน้ำที่ปราศจากเชื้อโรคใด ๆ จากนั้นจึงมีการเติมสารเคมีเพื่อปรับ pH ของน้ำให้เหมาะสมต่อการส่งจ่ายผ่านระบบเส้นท่อเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมต่อไป

    โดยเมื่อเปรียบเทียบคุณภาพน้ำที่ผลิตจาก NEWater กับเกณฑ์มาตรฐานองค์การอนามัยโลก และคุณภาพน้ำจากแหล่งน้ำอื่น ๆ ทั้ง น้ำฝน น้ำในอ่างเก็บน้ำ และน้ำประปา ในด้าน สี ความขุ่น ปริมาณสารอินทรีย์ตลอดจนปริมาณแบคทีเรีย พบว่าน้ำ NEWater มีคุณภาพดีที่สุด

    น้ำคุณภาพสูงจากระบบผลิต NEWater จะจ่ายเข้าระบบเส้นท่อที่แยกเฉพาะเจาะจงไม่ปนกับน้ำประปาจากโรงงานผลิตน้ำอื่น ๆ เพื่อส่งให้ใช้งานในภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการน้ำคุณภาพดีพิเศษ เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ, ฟอกย้อม ,อิเลคทรอนิคส์ , semi conductor, electroplating หรือนำไปใช้ในระบบ Boiler และ Cooling system ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ตลอดจนตึกสูงและอาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ โดยรัฐบาลมีมาตรการส่งเสริมการใช้น้ำ NEWater ด้วยมาตรการทางภาษีที่ยกเว้นการคิดราคา WCT (Water Conservation Tax) ที่สูงถึง 30% รวมไปกับค่าน้ำ เนื่องจากการใช้น้ำ NEWater ถือเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำแล้วเช่นกัน

    image0074 การใช้น้ำ [2/2]

    รูปภาพน้ำบรรจุขวด

    นอกจากนี้น้ำจากโรงงาน NEWater ยังถูกผลิตในรูปแบบของน้ำบรรจุขวด เพื่อใช้ในกิจกรรมเพื่อสังคมตลอดจนงานกีฬาและงานพิธีระดับชาติ เพื่อสร้างการยอมรับจากสาธารณชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเยาวชนให้ภาคภูมิใจในผลลัพธ์ของการใช้เทคโนโลยีเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำของชาติอย่างยั่งยืน

    น้ำจากระบบผลิต NEWater ที่เหลือภายหลังจากการจ่ายให้กับภาคอุตสาหกรรมและการทำน้ำบรรจุขวดแล้วจะถูกส่งกลับลงแหล่งน้ำดิบ เพื่อใช้เป็นแหล่งน้ำสำหรับการผลิตน้ำประปาตามวิธีการผลิตในขั้นตอนปกติต่อไป

    การผลิตน้ำ NEWater จึงเป็นการนำเทคโนโลยีเมมเบรนมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เนื่องจากภาวะความจำเป็นในการจัดการแก้ไขปัญหาปริมาณน้ำในภาวะที่ไม่มีทางให้เลือก โดยมุ่งเน้นในการใช้งานเพื่อการอุปโภค และส่งเสริมการขยายตัวในภาคอุตสาหกรรม แม้น้ำที่ได้จะมีคุณภาพดีเยี่ยม ทั้งสะอาดและปราศจากสิ่งเจือปน แต่น้ำ NEWater ไม่ได้ถูกผลิตเพื่อนำมาใช้ในการบริโภคโดยตรง

     

    แหล่งข้อมูลอ้างอิง

    1. ดร. สมพงษ์ หิรัญมาศสุวรรณ สาขาวิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม ม.รังสิต (เอกสารตีพิมพ์ในวารสารเทคนิค ฉบับที่ 283 เดือนมกราคม 2551)

    2. การประปานครหลวง www.mwa.co.th/download/prd01/article/rds/NEWater.pdf

    3.  Singapore’s national Water agency, http://www.pub.gov.sg

     

    วีดีโอ

    1. NEWater Singapore, http://www.youtube.com/watch?v=LhT7RtXtna0

    2. Water and You: The Water Treatment Process, http://www.youtube.com/watch?v=tuYB8nMFxQA

    ………………………………………………………

     


    การใช้น้ำ [1/2]

    จากแนวโน้มในอนาคตที่ปริมาณน้ำมีทั้งแนวโน้มน้ำแล้งและน้ำท่วมในบางฤดูกาลภาคอุตสาหกรรมต้องมีการบริหารจัดการน้ำให้มากขึ้น  อาทิเช่น การนำน้ำที่ผ่านการบำบัดน้ำเสียกลับมาใช้ในกระบวนการผลิต หรือนำกลับมาใช้ทดแทนน้ำประปา

    1. เทคโนโลยีบำบัดน้ำเสียแบบตกตะกอนด้วยไฟฟ้า (Direct Electric Coagulation)

    1.1 หลักการทำงาน

    การใช้เคมีไฟฟ้าในการบำบัดน้ำและน้ำเสียเป็นที่รู้จักกันมานาน และมีการนำไปใช้จริงในการผลิตน้ำประปาในประเทศสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1946 เทคโนโลยีนี้ไม่เป็นที่นิยมในอดีตเนื่องจากปัญหาการลงทุนที่มีราคาสูง แต่เนื่องจากข้อกำหนดทางด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากขึ้น ทำให้การใช้เคมีไฟฟ้าในการบำบัดน้ำและน้ำเสียเริ่มมาได้รับความนิยมมากขึ้นในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา มีบริษัทเอกชนในหลายประเทศรวมทั้งในประเทศไทยผลิตเครื่องจักรที่ใช้กระบวนการเคมีไฟฟ้าสำหรับการนำโลหะกลับมาใช้ใหม่จากสารละลาย การผลิตน้ำประปา การบำบัดน้ำเสียจากโรงงานประเภทต่าง ๆ การกำจัดน้ำมันและน้ำมันอีมัลชั่น เป็นต้น ในปัจจุบันเทคโนโลยีการบำบัดน้ำเสียด้วยกระบวนการเคมีไฟฟ้ามีค่าใช้จ่ายทั้งการลงทุนและการเดินระบบที่ต่ำกว่า รวมทั้งมีประสิทธิภาพการบำบัดที่ดีกว่าและระบบมีขนาดที่เล็กกว่าระบบที่ใช้สารเคมีในการตกตะกอน

    image0015 การใช้น้ำ [1/2]

    รูปภาพกระบวนการโคแอกกูเลชั่น

    กระบวนการโคแอกกูเลชั่นเป็นกระบวนการทำลายเสถียรภาพของคอลลอยด์และของแข็งแขวนลอยด้วยการเติมสารเคมี (โคแอกกูแลนท์) ที่ให้อิออนที่มีประจุตรงข้าม เช่น สารส้มหรือเฟอริกคลอไรด์ ซึ่งทำให้ประจุของคอลลอยด์เป็นกลางและเกิดการรวมตัวกัน จากนั้นเติมโพลิเมอร์เพื่อให้ได้ตะกอนที่มีขนาดใหญ่ขึ้น และกำจัดออกด้วยการใช้ถังตกตะกอน การใช้สารเคมีช่วยในการตกตะกอนนี้เป็นกระบวนการที่รู้จักกันและใช้อยู่โดยทั่วไปในการบำบัดน้ำและน้ำเสีย สำหรับกระบวนการโคแอกกูเลชั่นด้วยไฟฟ้า (Electrocoagulation, EC) นั้นใช้หลักการเดียวกันในการทำลายเสถียรภาพของคอลลอยด์ แต่ใช้สารโคแอกกูแลนท์ในรูปของอิออนโลหะที่เกิดจากการละลายโลหะออกจากอิเล็กโทรดด้วยปฏิกิริยาเคมีไฟฟ้าที่ขั้วบวก (anode) และคอลลอยด์ยังถูกกำจัดได้ด้วยเกลือไฮดรอกไซด์ของโลหะที่ไม่ละลายน้ำที่เกิดจากการทำปฏิกิริยาต่อเนื่องของอิออนโลหะในน้ำ นอกจากนี้ก๊าซไฮโดรเจนที่เกิดขึ้นที่ขั้วลบ (cathode) จะช่วยทำให้คอลลอยด์ที่รวมตัวเป็นตะกอนลอยตัวขึ้น และสามารถกำจัดออกด้วยการกวาดทิ้งจากผิวน้ำ ซึ่งกระบวนการนี้นิยมเรียกว่าการทำให้ตะกอนลอยด้วยไฟฟ้า (Electroflotation)

    image003 การใช้น้ำ [1/2]

    รูปภาพชุดทดลอง EC ในห้องปฏิบัติการ (ก)อิเล็กโทรดขั้วเดียวต่อแบบขนาน (ข)อิเล็กโทรดขั้วเดียวต่อแบบอนุกรม (ค)อิเล็กโทรด 2 ขั้วต่อแบบขนาน

    1.2 ข้อดีและข้อจำกัดของระบบ EC

    ข้อดี

    1) EC เป็นระบบที่ใช้เครื่องมือธรรมดาที่สามารถเดินระบบได้ง่าย

    2) น้ำเสียที่ผ่านการบำบัดด้วยระบบ EC มีลักษณะใส ไม่มีสี และไม่มีกลิ่น

    3) สลัดจ์ที่ได้จาก EC ตกตะกอนได้เร็วและรีดน้ำออกได้ง่าย และเกิดสลัดจ์ในปริมาณที่น้อยกว่าการใช้สารเคมีในการตกตะกอน

    4) ตะกอนหรือฟล็อกที่เกิดขึ้นจาก EC มีลักษณะเดียวกับสลัดจ์ที่ได้จากการเติมสารเคมีแต่มีขนาดใหญ่กว่า และคงตัวกว่า ทำให้สามารถกำจัดออกด้วยการกรองได้เร็วกว่า

    5) น้ำทิ้งจากระบบ EC มีค่าของแข็งละลายน้ำน้อยกว่าการใช้สารเคมีตกตะกอน ซึ่งทำให้ค่าบำบัดน้ำสำหรับการนำน้ำกลับไปใช้ใหม่มีค่าต่ำกว่า

    6) กระบวนการ EC สามารถกำจัดคอลลอยด์ที่มีขนาดเล็กได้ดีกว่า

    7) ระบบ EC ไม่ต้องใช้สารเคมี จึงไม่มีปัญหาการใช้สารเคมีในการปรับค่า pH เมื่อเกิดปัญหาการเติมสารเคมีที่มากเกินไป

    icon cool การใช้น้ำ [1/2] ฟองก๊าซขนาดเล็กที่เกิดขึ้นจะเกาะติดกับของแข็งแขวนลอยและลอยขึ้นสู่ผิวน้ำทำให้สามารถกำจัดออกได้ง่าย

    9) ระบบ EC ใช้เครื่องมือแบบธรรมดาที่ไม่มีระบบขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า จึงทำให้การบำรุงรักษาทำได้ง่าย

    10) สามารถนำไปใช้ได้ทั่วไป แม้ในที่ ๆ ไม่มีไฟฟ้าใช้ โดยสามารถใช้แผงผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ต่อเข้ากับแบตเตอรีและจ่ายไฟฟ้าให้กับระบบ ซึ่งอาจเพียงพอสำหรับการดินระบบขนาดเล็กได้

     ข้อจำกัด

     

    1) โลหะจากอิเล็กโทรดละลายลงสู่น้ำเสีย ทำให้ต้องทำการเปลี่ยนอิเล็กโทรดตามระยะเวลาการใช้งาน

    2) การใช้ไฟฟ้าอาจมีราคาแพงในบางพื้นที่

    3) อาจเกิดฟิมล์ออกไซด์ของเกลือโลหะบนผิวของอิเล็กโทรด ทำให้ประสิทธิภาพของระบบ EC ลดลง ทำให้ต้องทำการล้างอิเล็กโทรดเป็นครั้งคราว

    4) น้ำเสียที่บำบัดด้วยระบบ EC ต้องมีค่าการนำไฟฟ้าสูงเพียงพอ

    5) เกลือไฮดรอกไซด์ที่ได้มีลักษณะเป็นเจลอาจละลายน้ำได้ในบางกรณี

    1.3 น้ำประเภทต่าง ๆ ที่บำบัดด้วยระบบ EC

    EC เป็นระบบที่มีเหมาะสำหรับใช้ในระบบผลิตน้ำประปา สามารถทำลายเสถียรภาพของคอลลอยด์ที่พบในแหล่งน้ำธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งสามารถใช้กำจัดสาหร่ายและจุลินทรีย์ในน้ำได้ด้วย นอกจากนี้ยังสามารถใช้กำจัดโลหะหนัก เช่น อาเซนิก ออกจากน้ำบาดาล (Jose R. Parga, et al., 2005) ระบบ EC ยังเป็นระบบที่ใช้สำหรับบำบัดน้ำเสีย ประเภทของน้ำเสียที่ใช้ระบบ EC ในการบำบัดได้แก่ น้ำเสียจากโรงงานผลิตพรม โรงงานผลิตเส้ยใย น้ำเสียจากโรงอาหาร น้ำเสียชุมชน อิมัลชันของน้ำ-น้ำมัน สีย้อม และฟอกหนัง เป็นต้น (M. Yousuf, et al.,2001) นอกจากนี้ยังสามารถใช้ระบบ EC กำจัดโลหะหนักออกจากน้ำเสีย เช่น แคดเมี่ยม โดยอิออนของเหล็กไฮดรอกไซด์จะรวมตัวกับโลหะหนักเป็นสารประกอบเชิงซ้อนทำให้สามารถแยกออกจากน้ำเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ (E. Bazrafshan, et al., 2006) และสามารถใช้กำจัดโครเมี่ยมในน้ำเสียจากการฟอกหนัง (R.R. Babu, et al., 2007)

     

    next การใช้น้ำ [1/2]

    ……………………………………………………….


    การใช้ไฟฟ้า [3/3]

    2.4 การประเมินศักยภาพทางเทคนิค

    องค์กรต้องจัดทำและปฏิบัติตามเอกสารขั้นตอนการดำเนินงานที่ช่วยในการบ่งชี้ลักษณะการใช้พลังงานขององค์กร ระดับพลังงานที่ใช้ และการประมาณระดับการใช้พลังงานทุกกิจกรรม  ในการประเมิน องค์กรจะต้องพิจารณา

    (1) ข้อมูลการใช้พลังงานทั้งในอดีต และปัจจุบัน

    (2) รายการอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานในสัดส่วนที่สูง

    (3) แผนงานด้านอนุรักษ์พลังงาน

    (4) ศักยภาพในการอนุรักษ์พลังงาน

    องค์กรต้องทบทวนการชี้บ่งและประเมินนี้ ในกรณีที่มีการดำเนินกิจกรรมใหม่ หรือมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกิจกรรมที่ประเมินว่ามีการใช้พลังงาน

     2.5 การกำหนดมาตรการ เป้าหมายและการคำนวณผลตอบแทนทางการเงิน

    การกำหนดมาตรการ

    แนวทางการกำหนดมาตรการที่ช่วยแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับประสิทธิภาพของอุปกรณ์ที่พบจากการทำ Benchmarking มีด้วยกันหลายวิธี ขึ้นกับความคุ้นเคยของแต่ละองค์กร ในคู่มือนี้ใช้หลักการของ Cause-and-Effect Diagram หรือที่ในบางครั้งเรียกว่า“Fishbone Diagram” หรือ “Ishikawa Diagram” เป็นแนวทางในการระดมความคิดเห็น โดยเริ่มจากผลที่ได้รับ (Effect) คืออุปกรณ์ประสิทธิภาพต่ำเป็นหัวปลาอยู่ทางขวามือ

    image0047 การใช้ไฟฟ้า [3/3]

    รูปภาพ Cause-and-Effect Diagram (หรือ Fishbone Diagram)

    และพิจารณาทีละประเด็นเริ่มจาก เครื่องจักร/อุปกรณ์ วิธีการทำงาน วัสดุที่ใช้ และพนักงาน ทุกประเด็นสามารถเป็นสาเหตุที่ทำให้มีการใช้พลังงานสูงได้ จึงไม่ควรละเลย ที่สำคัญ คำตอบที่ว่า “เราเคยทำแบบนี้มาตั้งแต่ก่อตั้งโรงงาน” ไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว การอนุรักษ์พลังงานอย่างยั่งยืน ต้องอาศัยการเรียนรู้วิธีการทำงานใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา ไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อทราบสาเหตุที่ก่อให้เกิดการใช้พลังงานสูงกว่าเกณฑ์แล้ว ลำดับถัดไปคือการกำหนดมาตรการที่เหมาะสม การแก้ไขสาเหตุที่ค้นพบข้างต้น จะเป็นเครื่องชี้แนะแนวมาตรการที่จะนำมาประยุกต์ใช้

    การปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานโดยพิจารณาจาก Best Practices (สาเหตุที่พบจากการทำ Cause-and-Effect Analysis คือวิธีการทำงาน) การปรับปรุงงานซ่อมบำรุง โดยพิจารณาให้ประยุกต์องค์ประกอบของหลักการ Total Preventive Maintenance (TPM) ซึ่งประกอบด้วย Preventive Maintenance, Corrective Maintenance, Maintenance Prevention และ Breakdown Maintenance องค์กรไม่จำเป็นต้องประยุกต์ใช้ทั้ง 14องค์ประกอบ หากแต่ควรนำองค์ประกอบที่เหมาะสมกับสภาพ/ความพร้อมมาใช้ (สาเหตุที่พบจากการทำ Cause-and-Effect Analysis คือเครื่องจักร/อุปกรณ์) การปรับปรุง ประสิทธิภาพกระบวนการผลิต (สาเหตุที่พบจากการทำ Cause-and-Effect Analysis คือวัสดุที่ใช้)

    การคำนวณผลตอบแทนทางการเงิน

    ภายหลังจากที่กำหนดเป้าหมายโดยใช้แนวทางใดแนวทางหนึ่งตามที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว องค์กรต้องประมาณค่าใช้จ่ายที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนด ในที่สุด องค์กรจะมีตารางแสดงมาตรการอนุรักษ์พลังงาน เป้าหมาย เงินลงทุน และค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่ประหยัดได้ อย่างไรก็ตาม องค์กรส่วนใหญ่ไม่มีทรัพยากรเพียงพอ โดยเฉพาะด้านการเงินที่จะลงทุน จึงจำเป็นต้องตัดสินใจลงทุนในมาตรการที่เหมาะสมที่สุด ให้ผลตอบแทนดีผ่านเกณฑ์ขององค์กร การนำเสนอผลตอบแทนต่อผู้บริหารที่ดีที่สุดจึงเป็นการคำนวณบนฐานการเงิน ซึ่งแนวทางที่เป็นที่ยอมรับ ได้แก่ Pay Back Period และ Internal Rate of Return

    Pay Back Period

    เป็นการคำนวณผลตอบแทนทางการเงินแบบง่ายๆโดยใช้สมการ

    image0054 การใช้ไฟฟ้า [3/3]

    รูปภาพสมมการ

    ตัวอย่างเช่น มาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพต้องใช้เงินลงทุน 1 ล้านบาท โดยจะประหยัดพลังงานลงคิดเป็นเงิน 250,000 บาทต่อปี ดังนั้น Pay Back Period เท่ากับ 4 ปี เป็นต้น ข้อเสียของการใช้ Pay Back Period คือมิได้มีการคิดค่าของเงินที่ลดลงทุกปี ดังนั้น จึงไม่เหมาะสมกับมาตรการที่มีอายุการคำนวณนานๆ เช่น มากกว่า 5 ปี

     

    2.6 การจัดทำแผนปฏิบัติการ

    แผนปฏิบัติการที่องค์กรต้องจัดทำ จะต้องประกอบด้วย

    (1)   แผนเพื่อรองรับมาตรการอนุรักษ์พลังงานทีคัดเลือก โดยใช้ข้อมูลที่ได้จากขั้นที่ 5

    (2)   แผนประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างจิตสำนึกของพนักงานในองค์กร โดยใช้ข้อมูลที่ได้จากขั้นที่ 3

    (3)   แผนการฝึกอบรมเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง

    2.7 การดำเนินการตามแผนปฏิบัติการ

    หลังจากที่มาตรการต่างๆผ่านการอนุมัติจากผู้บริหารระดับสูงขององค์กร ผู้ที่ได้รับมอบหมายก็จะมีหน้าที่นำไปปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลตามกำหนดเวลาที่ระบุ ในระหว่างที่กำลังดำเนินการยังไม่แล้วเสร็จ จำเป็นจะต้องปฏิบัติตามความก้าวหน้าและเปรียบเทียบกับแผนงาน (%Completion)

     

     2.8 การทบทวนผลการดำเนินการ

    การตรวจประเมินภายใน (Internal Audit)

    ข้อกำหนด : การตรวจประเมิน

    องค์กรต้องจัดทำและปฏิบัติตามเอกสารขั้นตอนการดำเนินงานในการตรวจประเมินระบบการจัดการพลังงานตามช่วงเวลาที่กำหนดอย่างสม่ำเสมอ และมีการตรวจประเมินตลอดทั้งองค์กร โดยต้องครอบคลุม ขอบข่าย ความถี่ วิธีการตรวจประเมิน รวมทั้งความรับผิดชอบในการตรวจประเมิน และผู้ตรวจประเมินต้องเป็นบุคคล ที่มีความรู้ความสามารถในการตรวจประเมินระบบการจัดการพลังงานและมีความเป็นอิสระจาก กิจกรรมที่ทำการตรวจประเมิน ซึ่งอาจมาจากบุคคลภายในองค์กรก็ได้ เพื่อตัดสินว่า

    (1) ระบบการจัดการพลังงานขององค์กรเป็นไปตามมาตรฐานนี้

    (2) องค์กรได้ดำเนินการและบรรลุผลตามนโยบายและการเตรียมการจัดการพลังงาน

    (3) แผนการตรวจประเมินขึ้นกับระดับการใช้พลังงานและผลการตรวจประเมินที่ผ่านมา นอกจากนี้ต้องมีการรายงานผลการตรวจประเมิน และส่งให้บุคคลที่ถูกตรวจประเมิน ผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานที่ถูกตรวจประเมินรวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อทำการแก้ไข

    เพื่อเป็นการติดตามตรวจสอบการดำเนินงานตามแผน องค์กรควรจัดให้มีคณะผู้ตรวจปรเมินภายในเพื่อตรวจสอบการปฏิบัติตามแผน การปฏิบัติตามขั้นตอนการทำงานที่กำหนดขึ้น เช่น SOP การบันทึกข้อมูล เป็นต้น

    การตรวจประเมินภายในเป็น Impact Findings กล่าวคือ ผู้ตรวจประเมินจะมองหา Evidence ที่แสดงว่าการทำงานเป็นไปตามที่กำหนดหรือไม่ ระบบการจัดการพลังงานมีประสิทธิภาพหรือไม่ จะเห็นว่าเป็นข้อมูลประเภท Lag (เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว จึบพบหลักฐาน)

    ก่อนการตรวจประเมินแต่ละครั้งควรมีการประชุมเพื่อกำหนดแผนงาน ขอบเขตของการตรวจประเมินไม่จำเป็นต้องครบทั้งองค์กรเสมอไป แต่ต้องมั่นใจว่า เมื่อครบรอบที่กำหนด แต่ละพื้นที่ต้องได้รับการตรวจประเมินตามความถี่ที่กำหนดความถี่ของการตรวจประเมินภายในขึ้นกับการกำหนดโดยองค์กร ทั้งนี้ ควรจะทำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

     

    แหล่งข้อมูลอ้างอิง

    กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน, http://www.dede.go.th/

     

    วีดีทัศน์ที่น่าสนใจ

    1) ระบบการจัดการพลังงาน, http://www.youtube.com/watch?v=hrgEPDm5HNI

     

    …………………………………………………………………


    การใช้ไฟฟ้า [2/3]

     

    2.2 การประเมินสถานะเบื้องต้น

    ข้อกำหนด : การทบทวนสถานะเบื้องต้น

    1) องค์กรต้องทบทวนการดำเนินงานด้านพลังงานที่มีอยู่กับ

    2) เกณฑ์การอนุรักษ์พลังงานที่ดี ซี่งประกาศใช้หรือเป็นที่ยอมรับหรือกำหนดเป็นข้อแนะนำ (Guideline) ในการตรวจประเมิน

    3) ข้อกำหนดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน

    4) ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของทรัพยากรที่มีอยู่ ซึ่งนำไปใช้ในการจัดการพลังงาน

    5) แนวทางการดำเนินงานด้านพลังงานที่มีอยู่ในองค์กรในอดีต

    6) ข้อปฏิบัติและการดำเนินงานที่ดีกว่าซึ่งองค์กรหรือน่วยงานอื่นได้จัดทำเอาไว้ (Best Practice)

     

    เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินมีอยู่ด้วยกันหลายรูปแบบ องค์กรสามารถนำรูปแบบที่คุ้นเคยมาประยุกต์ใช้ได้โดยพิจารณาให้มีประเด็นครบถ้วนตามที่มาตรฐานกำหนด ซึ่งกองฝึกอบรม กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ได้นำ Matrix ดังกล่าวมาแปลและเผยแพร่ในเอกสารเผยแพร่แนวทางการปฎิบัติงานที่ดี เล่มที่ 7 เรื่อง “คู่มือฝึกอบรมด้านการจัดการพลังงาน”

    ในการใช้ Matrix ผู้ประเมินจะพิจารณาประเด็นต่างๆ 6 ประเด็นที่มีความสำคัญต่อการจัดการพลังงานภายในองค์กร ได้แก่ นโยบาย การจัดองค์กร การกระตุ้นและสร้างแรงจูงใจ ระบบข้อมูลข่าวสาร ประชาสัมพันธ์ และการลงทุน โดยให้คะแนนแต่ละประเด็นระหว่าง 0 ถึง 4 โดยเปรียบเทียบลักษณะจริงที่เกิดในองค์กรกับข้อแนะนำที่ให้ไว้ในตาราง ลักษณะที่ปรากฏเป็นคะแนนระดับ 4 ถือได้ว่าเป็น Best Practices สำหรับประเด็นที่พิจารณานั้นๆ

    เมื่อให้คะแนนทุกประเด็นแล้ว ให้ลากเส้นตรงเชื่อมจุดเข้าด้วยกัน และพิจารณารูปแบบของเส้นที่ได้ รวมถึงการวิเคราะห์ตามรายละเอียด Energy Management Matrix

    ระดับคะแนน

    นโยบายการจัดการพลังงาน

    การจัดองค์กร

    การกระตุ้นและสร้างแรงจูงใจ

    ระบบข้อมูลข่าวสาร

    ประชาสัมพันธ์

    การลงทุน

    4

    มีนโยบายจากฝ่ายบริหาร และถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่ปรึกษา มีการจัดองค์กรเป็นโครงสร้างส่วนหนึ่งของฝ่ายบริหาร และ กำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบ มีการประสานงานระหว่างผู้รับผิดชอบด้านพลังงาน และทีมงานทุกระดับอย่างสม่ำเสมอ กำหนดเป้าหมายที่รอบคลุม ติดตามผลหาข้อผิดพลาดและประเมินผล ประชาสัมพันธ์ การประหยัดพลังงานและผลดำเนินการด้านพลังงานของโรงงาน จัดสรรงบประมาณโดยละเอียดโดยพิจารณาถึงความ สำคัญของโครงการ

    3

    มีนโยบายและการสนับสนุนเป็นครั้งคราวจากฝ่ายบริหาร ผู้รับผิดชอบด้านพลังงาน รายงานตรงต่อคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยหัวหน้าฝ่ายต่างๆ คณะกรรมการการอนุรักษ์พลังงานเป็นช่องทางหลักในการดำเนินงาน แจ้งผลการใช้พลังงานให้แต่ละฝ่ายทราบแต่ไม่มีการแจ้งถึงผลการประหยัด ให้พนักงานรับทราบโครงการอนุรักษ์พลังงานและให้มีการประชาสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ ใช้ระยะเวลาคุ้มทุนเป็นหลักในการพิจารณาการลงทุน

    2

    ไม่มีการกำหนดนโยบายที่ชัดเจน มีผู้รับผิดชอบด้านพลังงานรายงานต่อคณะกรรมการเฉพาะกิจแต่สายงานบังคับบัญชาไม่ชัดเจน คณะกรรมการเฉพาะกิจเป็นผู้ดำเนินการ ทำรายงานติดตามประเมินผลให้คณะกรรมการเฉพาะกิจจัดตั้งงบประมาณ จัดฝึกอบรมให้พนักงานรับทราบเป็นครั้งเป็นคราว ลงทุนโดยดูมาตรการที่มีระยะเวลาคุ้มทุนเร็ว

    1

    ไม่มีแนวทางปฏิบัติที่ทำไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ผู้รับผิดชอบด้านพลังงานมีขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบจำกัด มีการติดต่ออย่างไม่เป็นทางการระหว่าง วิศวกรกับผู้ใช้พลังงาน(พนักงาน) มีการสรุปรายงานค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเพื่อใช้ในฝ่ายวิศวกรรม แจ้งให้พนักงานทราบอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ พิจารณาเฉพาะมาตรการที่ลงทุนต่ำ

    0

    ไม่มีนโยบายที่ชัดเจน ไม่มีผู้รับผิดชอบด้านพลังงาน ไม่มีการติดต่อกับผู้ใช้พลังงาน ไม่มีระบบรวบรวมข้อมูลด้านพลังงาน ไม่มีการสนับสนุนการประหยัดพลังงาน ไม่มีการลงทุนใดๆ
    image0029 การใช้ไฟฟ้า [2/3]

    รูปภาพลักษณะเส้นแบบต่างๆเพื่อประเมินสถานะเบื้องต้นของระบบการจัดการพลังงาน

     คำอธิบายลักษณะเส้นแบบต่างๆ

    ลักษณะเส้น

    รายละเอียด

    การวิเคราะห์

    1 High Balance ทุกประเด็นมีคะแนนมากกว่า 3 ระบบการจัดการดีมาก เป้าหมายคือรักษาให้ยั่งยืน
    2 Low Balance ทุกประเด็นคะแนนน้อยกว่า 3 เป็นอาการของการพัฒนาที่สม่ำเสมอหรือภาวะนิ่งเฉย ไม่มีความก้าวหน้า
    3 U-Shaped 2 ประเด็นด้านนอกมีคะแนนสูงกว่าประเด็นอื่นๆ ความคาดหวังสูง อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนผู้รับผิดชอบด้านพลังงาน
    4 N-Shaped 2 ประเด็นด้านนอกมีคะแนนต่ำกว่าประเด็นอื่นๆ ความสำเร็จที่บรรลุในประเด็นที่มีคะแนนสูงเป็นการเสียเปล่า
    5 Trough 1 ประเด็นมีคะแนนต่ำกว่าประเด็นอื่น ประเด็นที่ล้าหลังอาจทำให้ระบบไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร
    6 Peak 1 ประเด็นมีคะแนนสูงกว่าประเด็นอื่น ความสำเร็จในประเด็นที่คะแนนสูงสุดจะเป็นการสูญเปล่า
    7 Unbalanced มี 2 ประเด็นหรือมากกว่าที่มีมีคะแนนสูงกว่าหรือต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ยิ่งมีความไม่สมดุลเท่าไร ยิ่งจัดการยาก

     

    กรณีที่ประเด็น “ข้อมูลข่าวสาร” หรือ “การลงทุน” มีคะแนนต่ำ แผนการพัฒนาระบบการจัดการพลังงานควรจะให้ความสนใจกับขั้นตอนที่ 4 การประเมินศักยภาพด้านเทคนิคและการเงิน ขั้นตอนที่ 5 การจัดลำดับ กำหนดมาตรการ และเป้าหมาย และขั้นตอนที่ 6 การกำหนดระยะเวลาดำเนินการ ผู้รับผิดชอบ และงบประมาณอย่างไรก็ตาม การกำหนดแผนการพัฒนาระบบการจัดการ เป็นการทำงานร่วมระหว่างผู้บริหารกับคณะทำงานที่จะช่วยกันหารแนวทางที่ดีที่สุดกับองค์กร

    2.3 การกำหนดนโยบาย และการประชาสัมพันธ์

    องค์กรส่วนใหญ่ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ มีการดูแลพลังงานดีเพียงใด มักไม่ตระหนักถึงความจำเป็นของการมีนโยบายด้านพลังงาน นโยบายควรมีคุณลักษณะดังต่อไปนี้

    (1) นโยบายต้องเหมาะสมกับขนาดและธุรกิจขององค์กร

    (2) นโยบายพลังงานจะต้องลงนามโดยผู้บริหารระดับสูงขององค์กร ในที่นี้ขึ้นกับขอบเขตการนำระบบมาประยุกต์ใช้ เช่น หากเป็นการพัฒนาระบบที่โรงงานแห่งหนึ่งในกลุ่มโรงงานขององค์กร มิได้ครอบคลุมทั้งบริษัท ผู้ลงนามอาจเป็นรองกรรมการผู้จัดการที่ดูแลโรงงาน ผู้อำนวยการผลิต หรือผู้จัดการโรงงาน

    (3) นโยบายจะต้องแสดง “ข้อผูกมัด (Commitment)” ขององค์กรที่จะรับผิดชอบการใช้พลังงานในการดำเนินงาน ซึ่งรวมถึงการจัดหาอุปกรณ์ที่เหมาะสมมาใช้ในการดำเนินงาน

    (4) นโยบายต้องแสดงเป้าหมายขององค์กรในระยะยาว ซึ่งแสดงข้อผูกมัดในรายละเอียดว่าจะปรับปรุงประสิทธิภาพด้านพลังงานในแง่มุมใด เช่น

     

    image0034 การใช้ไฟฟ้า [2/3]

    รูปภาพปัจจัยหลักที่มีผลต่อความสำเร็จของนโยบายพลังงาน

     

    นอกจากการออกนโยบายแล้ว   การประชาสัมพันธ์นโยบายต่อคนในองค์กรเป็นขั้นตอนหนึ่งที่มีความสำคัญ  เนื่องจากเป็นสร้างการยอมรับในนโยบายและแสดงถึงความมุ่งมั่นของผู้บริหาร  ซึ่งมีส่วนสำคัญยิ่งในการสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์พลังงานของคนในองค์กร  ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาระบบการจัดการพลังงาน มีความสำคัญมากกว่างบประมาณ มากกว่าเทคโนโลยี การสร้างจิตสำนึกเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมจึงควรเป็นภารกิจที่ต้องได้รับการเอาใจใส่จากผู้บริหาร

    next การใช้ไฟฟ้า [2/3]

    ……………………………………………………….


    การใช้ไฟฟ้า [1/3]

    1. ระบบการจัดการพลังงาน

    การอนุรักษ์พลังงานให้เกิดผลอย่างจริงจังและมีผลอย่างยั่งยืนนั้น จำเป็นต้องวางระบบในการดำเนินงานที่เหมาะสม และปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องด้วยความตั้งใจ เข้าใจ สนใจ และร่วมใจกันทุกฝ่าย ตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงลงไป พร้อมทั้งกำหนดแผนงาน เพื่อให้เกิดผลตามวัตถุประสงค์ตลอดไป ผลประโยชน์ของการจัดการด้านพลังงานแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ ๆ 2 ประเภทด้วยกันคือ ผลประโยชน์โดยตรงและผลประโยชน์ทางอ้อมหรือผลข้างเคียง โดยกลยุทธ์ในการบริหารพลังงานในหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งมีแนวทางดังนี้คือ ต้องมีนโยบายที่แน่นอน ต้องมีคนหรือผู้รับผิดชอบ จะต้องกำหนดหน้าที่รับผิดชอบ การติดตามผลการดำเนินงาน ต้องมีการเตรียมการ เก็บข้อมูล ประเมินผล การทำงานเก็บข้อมูลรายละเอียดของผลที่ได้รับจริง ๆ เปรียบเทียบกับเป้าหมายที่ตั้งไว้

    ปกติมนุษย์เรามักจะหาความสะดวกสบายใส่ตัว โดยไม่ได้คำนึงถึงปัญหาส่วนร่วม หรือวิกฤต ของส่วนรวม ของประเทศชาติ หรือของโลกมากนัก ถ้าไม่มีเหตุการณ์บังคับ หรือมีสัญญาณเตือนภัย ความเดือนร้อนจะมาถึงตัวแล้วจึงมีความคิดในการปรับปรุงแก้ไข เช่นเดียวกับพลังงานเมื่อก่อนนี้ใช้กันได้ตามสบายเหลือเฟือ เพราะทรัพยากรมีมากมาย และผู้คนหรือประชากรโลกก็ยังมีปริมาณไม่มากนัก แต่หารู้ไม่ว่าปริมาณประชากรหรือผู้ต้องการพลังงานกับแหล่งพลังงาน หรือปริมาณของพลังงานนั้น มันเดินส่วนทางกันอยู่ จะเห็นได้ว่าปริมาณพลังงานโลกลดลงหรือเหลือน้อยลงทุกวัน ตรงกันข้ามประชาการโลก หรือผู้ใช้พลังงานเพิ่มขึ้นทุกวัน เมื่อถึงจุดหนึ่ง จะต้องเกิดการขาดแคลนหรือวิกฤตพลังงานอย่างแน่นอน

    2. หลักการบริหารจัดการด้านพลังงาน Concept of Energy Management

    การพัฒนาระบบการบริหารการจัดการพลังงานนี้ควรมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความเข้าใจง่ายๆ สามารถนำหลักการที่ชี้แจงไว้นำไปประยุกต์ใช้ เพื่อให้ได้ระบบการจัดการพลังงานที่เป็นไปตามข้อกำหนดที่ระบุไว้ในมาตรฐานการจัดการพลังงาน

    การพัฒนาระบบการจัดการพลังงานเป็นภารกิจที่สามารถดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน โดยสามารถแบ่งออกเป็น 8 ขั้นตอน ซึ่งประกอบด้วย

    ขั้นตอนที่ 1 การกำหนดโครงสร้างการจัดการพลังงาน

    ขั้นตอนที่ 2 การประเมินสถานะเบื้องต้น

    ขั้นตอนที่ 3 การกำหนดนโยบายและการประชาสัมพันธ์

    ขั้นตอนที่ 4 การประเมินศักยภาพด้านเทคนิค

    ขั้นตอนที่ 5 การกำหนดมาตรการ เป้าหมาย และการคำนวณผลตอบแทนทางการเงิน

    ขั้นตอนที่ 6 การจัดแผนปฏิบัติการ

    ขั้นตอนที่ 7 การดำเนินการตามแผนปฏิบัติการ

    ขั้นตอนที่ 8 การทบทวนผลการดำเนินการ

    2.1 การกำหนดโครงสร้างการจัดการพลังงาน

    ข้อกำหนดโครงสร้างและความรับผิดชอบ

    (1) องค์กรต้องกำหนดโครงสร้าง อำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของพนักงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการในด้านพลังงาน รวมทั้งจัดทำเป็นเอกสารและเผยแพร่ให้บุคคลที่เกี่ยวข้องในองค์กรทราบ

    ลูกจ้างที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ซึ่งมีผลกระทบด้านพลังงานต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะสม

    (2) องค์กรต้องแต่งตั้งผู้จัดการพลังงาน (Energy Manager) เพื่อปฏิบัติงาน โดยมีอำนาจหน้าที่ ดังนี้

    ดูแลให้ระบบการจัดการพลังงานที่จัดทำขึ้น มีการนำไปใช้และดำเนินการเป็นไปตามข้อกำหนดในมาตรฐานนี้อย่างต่อเนื่อง

    รายงานผลการปฏิบัติตามระบบการจัดการพลังงานต่อผู้บริหารระดับสูง เพื่อนำไปใช้ในการทบทวนการจัดการ และเป็นแนวทางสำหรับการปรับปรุงระบบการจัดการพลังงาน

    (3) ผู้บริหารระดับสูงต้องเป็นผู้นำในการแสดงความรับผิดชอบด้านพลังงานและดูแลให้มีการปรับปรุงระบบการจัดการพลังงานอย่างสม่ำเสมอ

    image0014 การใช้ไฟฟ้า [1/3]

    รูปภาพขั้นตอนการพัฒนาระบบการจัดการพลังงาน

    เมื่อองค์กรตัดสินใจนำระบบการจัดการใหม่มาใช้ จำเป็นต้องมีผู้ที่รับผิดชอบในการประสานระบบใหม่ให้เข้ากับระบบที่มีอยู่เดิมให้เกิดปัญหาและ/หรืออุปสรรคน้อยที่สุด ความรับผิดชอบนี้มีขอบเขตที่กว้างมาก ได้แก่ การผลักดัน การประสานงาน การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และยังรวมถึงการพัฒนาบุคลากรภายในองค์กรให้มีความรู้ ความสามารถ ที่จำเป็น เป็นต้น นอกจากนั้น หลังจากที่องค์กรพัฒนาระบบการจัดการพลังงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จำเป็นต้องมีหน่วยงานที่รับผิดชอบให้ระบบฯสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

    ระบบการจัดการที่เป็นสากลมักกำหนดให้มี “ผู้แทนฝ่ายบริหาร” เช่น ISO 9001:2000 กำหนดให้มี Quality Management Representative (QMR), ISO 14001 ให้มี Environmental Management Representative (EMR) และ มอก.-18001 มีOccupational Health and Safety Management Representative (OH&SMR)

    ส่วน Six Sigma ระบบการจัดการคุณภาพที่กำลังเป็นที่แพร่หลาย กำหนดให้มีบุคลากรในหลายๆระดับ ได้แก่

    1) Executive Champion เป็นผู้ซึ่งผู้บริหารระดับสูงขององค์กรกำหนดให้เป็นผู้ดูแลและสนับสนุนภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการนำ Six Sigma มาประยุกต์ใช้ทั้งหมด การกำหนดบุคลากรในตำแหน่งนี้ เป็นการส่งสัญญาณบอกทุกๆคนว่าองค์กรมีความตั้งใจจริง โดยบุคคลที่ได้รับการคัดเลือกมักเป็นคนที่มีความโดดเด่นและเป็นที่ยอมรับของพนักงานในองค์กร

    2) Project Champion ได้รับการคัดเลือกโดย Executive Champion ให้มีหน้าที่กำกับดูและ Black Belt และโครงการต่างๆ มีหน้าที่ช่วย Black Belt คัดเลือก ประเมินผล และสนับสนุนการทำโครงการต่างๆ

    3) Development Champion ได้รับการคัดเลือกโดย Executive Champion ให้มีหน้าที่เป็นผู้ชี้นำและเตรียมงานเพื่อการเริ่มต้นโครงการ Six Sigma

    4) Black Belt เป็นพนักงานระดับกลาง โดยส่วนใหญ่มีความรับผิดชอบเกี่ยวกับ Six Sigma เพียงอย่างเดียวจนกว่างานที่ได้รับมอบหมายจะสำเร็จ เป็นคนที่ทำงานจริงๆ เป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดในการพัฒนา Six Sigma

    5) Green Belt คอยให้ความช่วยเหลือ Black Belt ในงานต่างๆเพื่อให้โครงการต่างๆประสบความสำเร็จ ได้รับการมอบหมายงานจาก Black Belt หากเปรียบเทียบก็เป็น “ผึ้งงาน” หากแต่สามารถทำงานได้ด้วยตนเอง

    จะเห็นว่าการกำหนดโครงสร้างเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ว่าจะนำระบบใดมาใช้ภายในองค์การ สำหรับระบบการจัดการพลังงาน เป้าหมายของโครงสร้างคือการพัฒนาอย่างยั่งยืน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีโครงสร้างสำหรับ 2 ระยะ ได้แก่ ระยะการพัฒนาระบบฯ และ ระยะบริหารระบบฯ

    next การใช้ไฟฟ้า [1/3]

    ……………………………………………………….


    การปรับตัวระดับภาคอุตสาหกรรม [3/3]

    3. รางวัล/นวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรม

    รางวัลที่มีการมอบให้เป็นเกียรติ หรือ การประกวด หรือการผ่านเกณฑ์มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรมมีมากมาย ในที่นี่ขอยกตัวอย่างพร้อมรายละเอียดเป็นบางส่วนเท่านั้น

    (1) EMS for SMEs Awards โรงงานอุตสาหกรรมที่เข้าร่วมโครงการจะต้องดำเนินระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมตามข้อกำหนดและหลักเกณฑ์การให้สัญลักษณ์ตามที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมกำหนด ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมสากล (ISO14001) ซึ่งสามารถศึกษาหลักเกณฑ์การให้สัญลักษณ์ การเตรียมความพร้อม

    (2) รางวัลอุตสาหกรรมดีเด่น (Industrial Prime Minister Awards) กระทรวงอุตสาหกรรม จัดการคัดเลือกเพื่อมอบรางวัลอุตสาหกรรมประเภทยอดเยี่ยม และประเภทดีเด่น 7 ประเภท เพื่อเป็นกำลังใจและเป็นแบบอย่างแก่ ผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรมให้มีความคิดริเริ่ม และความวิริยะอุตสาหะในการสรรสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อ การพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ โดยผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัลสามารถนำเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ ไปใช้ใน การประชาสัมพันธ์กิจการของตนเองได้ ทั้งนี้ได้รับเกียรติจากฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เป็นผู้มอบรางวัลในงาน ประกาศเกียรติคุณอุตสาหกรรมดีเด่นเป็นประจำทุกปี

    (3) เหมืองแร่สีเขียว (Green mining)กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ได้พิจารณาคัดเลือก สถานประกอบการชั้นดี (เกรด A) ประจำปี 2553-2554 จำนวนทั้ง สิ้น 87 ราย

    (4) อุตสาหกรรมสีเขียว กระทรวงอุตสาหกรรมได้ร่วมกับทุกหน่วยงานของกระทรวงอุตสาหกรรม รวมถึงสถาบันเครือข่าย สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด และนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ส่งเสริมให้สถานประกอบการทั่วประเทศใส่ใจในการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องสู่การเป็นอุตสาหกรรมสีเขียวใน 5 ระดับ

    (5) EIA Monitoring Awardsเป็นรางวัลเกียรติคุณที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมอบให้แก่ผู้ประกอบการที่ตระหนักถึงความสําคัญที่จะดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และร่วมมือกับภาครัฐในกา รส่งเสริมและ รักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้ดียิ่งขึ้น โดยมีการปฏิบัติตามมาตรการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามข้อกําหนดในรายงาน EIA และมีการจัดสภาพแวดล้อมที่ดีโดยจัดขึ้นเป็นประจําทุกปีนับตั้งแต่ ปี 2538 เป็นต้นมา

     

    นวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรม

    ในส่วนของนวัตกรรมจะมีหน่วยงานหลักในการพัฒนาและประเมิน คือ  สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สนช.) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้เกิด“นวัตกรรม” ในรูปแบบของการใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและทันสมัย ในรูปแบบของนวัตกรรมเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Innovation) ด้านอุตสาหกรรมเศรษฐนิเวศ (Eco – Industry) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรม การพัฒนาแหล่งเชื้อเพลิงและพลังงานจากวัตถุดิบชีวมวล (biomass) รวมทั้งจากขยะมูลฝอยซึ่งเกิดขึ้นทั่วประเทศปีละกว่า 14 ล้านตัน เรียนรู้เพิ่มเติมกับนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรมที่น่าสนใจพร้อมรายละเอียดเชิงลึกในครั้งต่อไป

    4. กฎหมายสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรม

    กฎหมายสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องมีเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ได้คัดมาในส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรงเพื่อเป็นตัวอย่างเท่านั้น โดยมีรายชื่อดังนี้

     1. พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดชนิดและขนาดของโรงงานกำหนดวิธีการควบคุมการปล่อยของเสีย มลพิษ หรือสิ่งใด ๆ ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม กำหนดคุณสมบัติของผู้ควบคุมดูแลผู้ปฏิบัติงานประจำและหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนผู้ควบคุมดูแล สำหรับระบบป้องกันสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ พ.ศ. 2545

    http://www2.diw.go.th/PIC/law_01.html

     2. พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่ง พ.ศ. 2535

     http://www.pcd.go.th/info_serv/reg_envi.html

     3. กฎหมายเกี่ยวกับการจัดการมลพิษทางน้ำ

    เว็บของกรมโรงงานอุตสาหกรรม
    http://www2.diw.go.th/PIC/law_02.html
    เว็บของกรมควบคุมมลพิษ

    http://www.pcd.go.th/Download/regulation.cfm?task=s3

     4. กฎหมายเกี่ยวกับการจัดการมลพิษทางอากาศ

     เว็บของกรมโรงงานอุตสาหกรรม

    http://www2.diw.go.th/PIC/law_03.html

     เว็บของกรมควบคุมมลพิษ

     http://www.pcd.go.th/Download/regulation.cfm?task=s2

     5. คู่มือในการจัดการและป้องกันความปลอดภัยในโรงงาน

    http://www2.diw.go.th/safety/

    แหล่งข้อมูลอ้างอิง

    1. กระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม, http://www.environnet.in.th

    2. กรมควบคุมมลพิษ,  http://ptech.pcd.go.th

    3. กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม,  http://www.deqp.go.th

    4. คุณพิชัย ถิ่นสันติสุข ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, Alternative Energy

     

    วีดีทัศน์ที่น่าสนใจ

    1. กฏหมายสิ่งแวดล้อม, http://www.youtube.com/watch?v=gsMlSYiga14

    2. สารคดีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ตอนที่ 1  http://www.youtube.com/watch?v=3kTb-lJScZY

    ………………………………………………………………….


    การปรับตัวระดับภาคอุตสาหกรรม [2/3]

    สำหรับธุรกิจที่เจ้าของหรือผู้บริหารมีจิตสำนึกที่ดีต่อสังคมและต้องการทำ ธุรกิจที่ไม่สร้างมลพิษหรือไม่ต้องการให้ธุรกิจมีส่วนในการเพิ่มสภาวะโลก ร้อนในรุนแรงมากขึ้น เรื่องของการติดตามรอยเท้าคาร์บอน หรือที่เรียกว่า คาร์บานฟุตพริ้นท์(Carbon Footprint)ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ตควรศึกษาทำความเข้าใจความจริงแล้ว “รอยเท้าคาร์บอน” ที่ว่านี้ จะหมายถึงการติดตามหรือตรวจวัดดูว่า ธุรกิจ,องค์กร,กิจกรรม,บุคคล หรือแม้กระทั่งสินค้า และ ผลิตภัณฑ์ใดบ้างที่ปล่อย “ก๊าซเรือนกระจก” ออกสู่บรรยากาศมากน้อยเพียงใดกลุ่มก๊าซหรือสารเคมี ที่ได้ชื่อว่าเป็น ก๊าซเรือนกระจก ที่สำคัญมีอยู่ 6 ตัว ประกอบด้วย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์(Carbondioxide,CO2)ก๊าซมีเทน(Mthen,CH4)ก๊าซไนตรัส ออกไซด์(N2O)สารไฮโดรฟลูโอคาร์บอน(Hydorfluorcarbons,HFCs)สารเปอร์ฟลูออร์ โรคาร์บอน(Perfluorcarbons,PFCs)และสารซัลเฟอร์ เฮกฟลูออร์ไรด์(Suphur hexafluoride,SF6) แต่เพื่อให้การติดตามการปลดปล่อยก๊าซและสารเคมีเหล่านี้เป็นไปได้โดยสะดวก ขึ้น จึงมีการใช้หน่วยวัดมาตรฐาน โดยให้คำณวนปารปล่อยก๊าซต่างๆเหล่านี้ ให้เทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ หรือ CO2 เพียงตัวเดียวจึงเป็นที่มาของคำว่า “รอยเท้าคาร์บอน” ซึ่งหมายถึงปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เทียบเท่ากับปริมาณก๊าซคาร์บอนได อ็อกไซด์ที่ถูกปล่อยออกสู่บรรยากาศ ไม่ว่าจะโดยความตั้งใจหรือไม่ก็ตามในกรณีนี้ คำว่า “คาร์บอน” ก็หมายถึง ก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์การติดตามวัดดูว่าธุรกิจใด มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือมี คาร์บอนฟุตพริ้นท์ มากน้อยเท่าใดนั้น มักจะนิยมวัดกัน 2 วิธี คือ วัดดูว่าดดยรวมทั้งหมดในการปประกอบการของธุรกิจนั้นมีปริมาณคาร์บอนฟุต พริ้นท์เท่าใด ส่วนอีกวิธีหนึ่ง คือ การวัดดูว่าสินค้าหรือผลิตภัณฑ์แต่ละตัวขิงธุรกิจ นับตั้งแต่การใช้วัตถุดิบกระบวนการผลิต การจัดเก็บ การขนส่ง และการกำจัดทิ้ง ทั้งวงจรมีการปล่อยปริมาณก๊าซเรือนกระจกไปมากน้อยเพียงใดการวัดค่าหรือที่มักจะเรียกกันว่า การประเมิณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ นี้ จะมีประโยชน์ทำให้กิจการได้ทราบว่าปัจจุบันธุรกิจมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไปเท่าใด และธุรกิจจะจัดเตรียมมาตรการใด เพื่อพยายามลดค่าคาร์บอนฟุตพรินท์ให้น้อยลงเปรียบเสมือนกับการมีบรรทัดฐานตั้งต้นไว้เพื่อการติดตามควบคุม และพัฒนาให้ดีขึ้นนั่นเอง เป็นการแสดงความมุ่งมั่นของธุรกิจจะดูแลรักษาโลกและสังคมโดยทั่วไป ประโยชน์จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ การลดการใช้พลังงานการพัฒนาเทคโนดลยีและกระบวนการให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และการได้ชื่อว่าเป็นองค์กรที่ห่วงใยสิ่งแวดล้อม ฯลฯ

    การประเมินค่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ระดับองค์กร จะทำกัน 3 ระดับ

    ระดับที่ 1 ได้แก่การประเมินค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมหลักของธุรกิจ โดยตรง เช่น ก๊าซที่ปล่อยออกมาจากการผลิต กระบวนการผลิต รวมถึงก๊าซที่ปล่อยออกจากยานพาหนะทุกชนิดที่ธุรกิจเป็นเจ้าของ

    ระดับที่ 2 ได้แก่การประเมินค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมทางอ้อมที่ธุรกิจต้อง จัดวื้อหรือจัดหามาประกอบการดำเนินธุรกิจ เช่น การปล่อยก๊าซจากการผลิตไฟฟ้า พลังงานอื่นๆ เช่น ความร้อน หรือ ไอน้ำ เป็นต้น

    ระดับที่ 3 ได้แก่การประเมินค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมอื่นๆ ที่ธุรกิจดำเนินการ เช่น การปล่อยก๊าซจากการเดินทางติดต่อธุรกิจ การเดินทางทำงานของพนักงาน หรือ จากขยะ ของเสีย หรือ ของเหลือทั้งที่ธุรกิจเป็นผู้สร้างขึ้น

    ส่วนการประเมินค่าคาร์บอนฟรุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์นั้นหลักการก็คือ การประเมินค่าก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ชนิดนั้นๆ เริ่มจากการได้มาซึ่งวัตถุดิบ การขนส่งวัตถุดิบ การผลิต หรือประกอบชิ้นส่วน การใช้งาน ตลอดไปจนถึงการกำจัดซากของผลิตภัณฑ์ที่หมดอายุการใช้งานแล้วรวมไปถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากซัพพลายเออร์หรือผู้จัดหาและ ส่งมอบวัตถุดิบ ผู้กระจายสินค้าหรือผู้จำหน่ายและลูกค้า ผู้ใช้งาน หรือ ผู้บริโภค ถึงแม้ว่า การประเมินค่าคาร์บอนฟรุตพริ้นท์ ในทางปฏิบัติจะมีความซับซ้อนและความเป็นเทคนิคค่อนข้างมาก ธุรกิจอาจต้องใช้บริการของที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญ หรือ การสนับสนุนของหน่วยงานภาครัฐ มาช่วยในการประเมินค่า แต่การที่ธุรกิจจะริเริ่มเพื่อให้มีการติดตาม รอยเท้าคาร์บอน ในการทำธุรกิจของตนเอง แล้วนอกจากจะทำให้ธุรกิจสามารถลดการใช้พลังงาน ซึ่งเป็นการลดต้นทุนการผลิตโดยตรงแล้ว ยังจะทำให้ธุรกิจมีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น สามารถนำไปใช้ในเชิงการตลาดที่แสดงให้เห็นความรับผิดชอบต่อสังคม ทำให้เกิดการแยกแยะในการตัดสินใจซื้อให้กับผู้บริโภคที่มีความห่วงใยต่อสภาพ แวดล้อมและยังเป็นการเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันทางธุรกิจในอนาคตอีกด้วย เนื่องจากในปัจจุบัน มีประเทสที่ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจหลายประเทศ ได้มีการนำระบบคาร์บอนฟรุตพริ้นท์ มาใช้แล้ว เช่นสหราชอาณาจักร สวิตเซอร์แลนด์ แคนาดา เยอรมนี สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี เป็นต้น ซึ่งส่งผลให้สินค้านำเข้าจากประเทศไทยบางรายการถูกร้องของให้มีการจัดทำ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ด้วยหากผู้ประกอบการไทยยังไม่มีความพร้อมในเรื่องนี้ ก็อาจทำให้สูญเสียโอกาสทางธุรกิจได้ง่ายๆ

    2. การตลาดสีเขียวในประเทศ และ บนเวทีโลก

    “ผลิตภัณฑ์สีเขียว” (Green Product) จำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการทางตลาดแบบที่เรียกว่า การตลาดสีเขียว (Green Marketing) ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องมีจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่กระบวนการผลิต ดูแลสภาพแวดล้อมของโรงงานให้สะอาด มีมาตรการกำจัดของเสียออกจากโรงงานไม่ให้ออกมาทำลาย สิ่งแวดล้อม รวมทั้งในแง่วิจัยและพัฒนาก็ต้องไม่ให้เป็นพิษภัยกับสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศวิทยา เช่น เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์โฟมซึ่งย่อยสลายได้ยากให้เป็นวัสดุอื่น เลิกใช้ถุงหรือขวดพลาสติก หันมาใช้วัสดุอื่นเพื่อการรีไซเคิลได้

    image0083 การปรับตัวระดับภาคอุตสาหกรรม [2/3]

    รูปภาพขวดน้ำอัดลม

    ในต่างประเทศการตลาดสีเขียวที่แข่งขันกันอย่างรุนแรงมากจะเป็นเรื่องของ “บรรจุภัณฑ์” (Packaging) โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์ของเครื่องดื่ม เพราะภาชนะเหล่านี้เมื่อใช้ไปแล้วทิ้งไป ธรรมชาติจะย่อยสลายได้ในเวลาต่างๆ กัน เช่น แก้วจะย่อยสลายในเวลากว่าพันปี ถุงพลาสติกใช้เวลาหลายพันปี ส่วนโลหะใช้เวลาเพียงร้อยปี และกระดาษเพียงสิบปีเท่านั้น ดังนั้น ผู้ผลิตที่ใช้วัสดุผลิตบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายเร็วกว่า ย่อมได้เปรียบคู่ต่อสู้ในแง่การตลาดสีเขียวมากกว่า ความต้องการบริโภคผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทำให้เกิดการตลาดสีเขียว (Green Marketing) ในระดับต่างๆ ได้แก่ ระดับ green ใช้เกณฑ์การวัดทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว โดยดูที่ยอดขายสินค้า ไม่เน้นการวัดการเปลี่ยนแปลงในสังคม ใช้การประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างภาพ เป็นธุรกิจที่มีผลิตภัณฑ์บริการ และกระบวนการผลิตสินค้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแตกต่างจากผลิตภัณฑ์ทั่วไป เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน รถยนต์ใช้พลังงานทดแทนน้ำมัน สวนผักปลอดสารพิษ ซูเปอร์มาร์เก็ตที่ใช้ถุงกระดาษแทนถุงพลาสติก เป็นต้น

    ระดับ greener มีจุดประสงค์มากกว่าการทำยอดขาย แต่หวังผลด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยส่งเสริมให้คนร่วมมือกันเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ผลิตภัณฑ์และทรัพยากร มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์มากขึ้น เช่น นอกจากขายรถยนต์ประหยัดพลังงานแล้ว บริษัทยังมีแคมเปญรณรงค์ให้คนใช้รถอย่างมีความรับผิดชอบมากขึ้น มีการจัดกิจกรรมวันเช็คสภาพรถ และให้ความรู้ หมั่นตรวจสภาพรถบ่อยๆ เป็นการประหยัดน้ำมัน และลดปริมาณไอเสียที่ปล่อยออกมาสู่อากาศด้วย

    ดังนั้นตัววัดระดับนี้จึงมีทั้งยอดขายและจำนวนคนที่มาร่วมกิจกรรม ระดับ greenest เป็นระดับที่ก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่และก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นในสังคม เช่น การบริการที่เปิดโอกาสให้คนที่เป็นเจ้าของรถยนต์ประหยัดน้ำมันแต่ไม่ค่อยได้ใช้รถ กรณีต้องไปทำงานต่างประเทศช่วงหนึ่งโดยนำรถมาให้คนอื่นเช่าขับช่วงนั้นหรืออาจเป็นบริการที่จัดคิวให้คนที่อยู่ทางเดียวกันได้ใช้รถร่วมกันก็ได้คราวต่อไป เราจะมาดูกันต่อว่า แล้วเราจะออกแบบผลิตภัณฑ์ของเราเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนได้อย่างไร

    image0092 การปรับตัวระดับภาคอุตสาหกรรม [2/3]

    รูปภาพแก้วกาแฟกระดาษ

    2.1 แนวคิดการตลาดสีเขียวในประเทศและต่างประเทศ

    แนวคิดตลาดสีเขียวแต่เดิมมาจากเรื่องการส่งเสริมการผลิตเกษตรอินทรีย์ที่พยายามลดสารเคมีใดๆ เข้ามารบกวน มีกระบวนการปลูกและเก็บเกี่ยว รวมถึงการเจริญเติบโตตามธรรมชาติ ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติอย่างแท้จริง ได้รสชาติที่อร่อยถูกปาก และไม่ก่อให้เกิดอันตรายกับการบริโภค ในขณะเดียวกันเกษตรอินทรีย์นั้นก็ไม่ทำลายสภาพแวดล้อม และไม่ทำให้ธรรมชาติเสียสมดุล3 แต่ในปัจจุบันตลาดสีเขียวได้ขยายความกว้างออกไปจนครอบคลุมสินค้าและบริการในภาคอุตสาหกรรมแล้ว และในอนาคตก็มีแนวโน้มที่จะได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีโดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้สูง ซึ่งจะเป็นส่งเสริมการตลาดและเพิ่มมูลค่าของสินค้าได้อีกส่วนหนึ่ง นอกจากความดีของตัวสินค้าและบริการที่ช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมเอง

    อย่างไรก็ตาม การสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งเท่านั้นที่จะทำให้ตลาดสีเขียวมีความยั่งยืน โดยเครือข่ายตลาดสีเขียวประกอบด้วย

    • Green Product ผลิตภัณฑ์เขียวๆ ที่ผลิตโดยกรรมวิธีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

    • Green Business Producer ซึ่งผลิตภัณฑ์เขียวๆ นี้เกิดขึ้นไม่ได้หากขาดผู้ผลิตที่เข้าใจและเอาใจใส่สิ่งแวดล้อม

    • Green Consumer ในเมื่อมีผู้ผลิตก็ย่อมต้องมีผู้บริโภค ซึ่งก็จะเกิดสมดุลในตลาด รวมไปถึงสร้างสมดุลธรรมชาติไปในตัวด้วย

    • Green Community เมื่อมีการบริโภคเขียวๆ กันทั้งระบบก็จะก่อให้เกิดสังคมสีเขียวที่ยั่งยืน ซึ่งผู้ได้รับประโยชน์ทั้งหลายทั้งมวลนั้นนอกจากโลกแล้วก็คือมนุษย์นั่นเอง

    ในระดับเวทีการแข่งขันของผู้ผลิตเพิ่มขึ้นจนเห็นไปชัด ซึ่งจะเห็นได้จากการใช้ Corporate Social Responsibility (CSR) (อ่านเพิ่มเติมหัวข้อที่เกี่ยวข้อง) ในการดำเนินธุรกิจ ทั้งนี้ อาจจะมีทั้งตัวจริงและตัวปลอมเกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าใครคือตัวจริงที่มีส่วนรับผิดชอบต่อสังคมอย่างแท้จริง ตัวอย่างของผู้ผลิตที่ดำเนินธุรกิจโดยใช้นโยบาย CSR เช่น แมคโดนัลด์ ฮอนด้า โลตัส P&G Pampers และ Coca-Cola เป็นต้น4,5

    ตัวอย่างของผู้บริโภคที่ให้ความสนใจกับผลิตภัณฑ์สีเขียว เช่น ประเทศอิตาลีซึ่งมีการขานรับเรื่องนี้อย่างชัดเจน6 การประเมินตลาดของจีนพบว่าผู้บริโภคสนับสนุนสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า5 เป็นต้นดังนั้น ประเทศไทยต้องเพิ่มการรณรงค์เรื่องผลิตภัณฑ์สีเขียว และตลาดสีเขียวให้มากขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัวของสินค้าประเภทนี้

    2.2 ความจำเป็นที่ภาคอุตสาหกรรมต้องปรับตัว

    จากที่กล่าวมาข้างต้น ย่อมแสดงให้เห็นแล้วว่าภาคอุตสาหกรรมไม่สามารถจะอยู่เฉยได้ อีกต่อไป ทั้งด้วยแรงกดดันจากภาคส่วนต่างๆ และผลกระทบที่ได้รับโดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาคอุตสาหกรรมจำเป็นต้องเรียนรู้ในการปรับตัวเรื่องการปรับเปลี่ยนขบวนการผลิต การขนส่งเพื่อลดความเสี่ยงเรื่องต้นทุน และปริมาณมลพิษ ต้องมีการสร้างภาพลักษณ์เพื่อส่งเสริมการตลาด เพราะในปัจจุบันสื่อประชาสัมพันธ์มีมากมาย และข่าวสารที่ส่งผ่านสังคมออนไลน์กำลังจะเป็นตัวแปรสำคัญของสินค้าและบริการเลยทีเดียว นอกจากนี้ต้องมีการเรียนรู้กฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันความผิดพลาดในการทำธุรกิจ

    next การปรับตัวระดับภาคอุตสาหกรรม [2/3]

    ……………………………………………………….


    การปรับตัวระดับภาคอุตสาหกรรม [1/3]

    1. ทำความรู้จักกับรอยย่ำคาร์บอน (Carbon Foot Print)

    1.1 Carbon Footprint (CF) คืออะไร สำคัญอย่างไร?

    “คาร์บอนฟุตพริ้นท์” หมายถึงปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากผลิตภัณฑ์แต่ละหน่วยตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (LCA : Life Cycle Assessment) ตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ การขนส่ง การประกอบชิ้นส่วน การใช้งาน และการจัดการซากผลิตภัณฑ์หลังการใช้งาน โดยคำนวณออกมาในรูปคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เข้าใจง่ายๆ ก็คือเป็นการต่อยอดจากการประเมินวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ที่เรารู้จักกันดีอยู่แล้วในอดีต ซึ่งมุ่งไปที่ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และหาตัวชี้วัดค่อนข้างยากสำหรับ LCA

    ส่วนคาร์บอนฟุตพริ้นท์ หรือ CF ซึ่งต่อไปเราจะเคยชินกับคำว่า CF สามารถคำนวณออกมาเป็นปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจนจบ ชีวิตของผลิตภัณฑ์หรือบริการ ผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกันชนิดใดที่มีคาร์บอนต่ำกว่า ก็ถือว่ามีประสิทธิภาพสูงกว่า ส่งผลกระทบก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่า แต่การคิดคำนวณก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ต้องอาศัยฐานข้อมูลที่เชื่อถือได้ สำหรับประเทศไทยค่อนข้างโชคดีที่ MTEC:ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ สวทช. ในสังกัดของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้พากเพียรพยายามจัดทำฐานข้อมูลวัฏจักรชีวิตของวัสดุพื้นฐานและพลังงานของประเทศ (National Life CycleInventory Database) จนสามารถใช้เป็นข้อมูลในหลายๆ ผลิตภัณฑ์เพื่อทำโครงการนำร่องคาร์บอนฟุตพริ้นท์

    image0022 การปรับตัวระดับภาคอุตสาหกรรม [1/3]

    รูปภาพตัวอย่างเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของประเทศต่างๆ

    1.2 LCI Database มีความสำคัญอย่างไร

    นานาชาติที่เป็นประเทศคู่ค้าของสหภาพยุโรปและญี่ปุ่นใช้ LCI Database เป็นฐานข้อมูลพื้นฐานในการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ โดย LCI Database กำลังถูกผลักดันให้เป็นมาตรฐานสากล (ISO) เนื่องจากวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (LCA) เป็นเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่ดี ในการประเมินความเป็นมิตรของผลิตภัณฑ์ บริการและองค์กร ไม่ว่าจะเป็น Eco-Products/Eco-Label/Eco-Efficiency/Carbon Footprint สำหรับประเทศไทยซึ่งมีความพร้อมก่อนใครในอาเซียน ภาคอุตสาหกรรมสามารถใช้และพัฒนา Eco-products ให้สอดคล้องกับกฎระเบียบของประเทศคู่ค้า ส่วนภาครัฐก็สามารถใช้เป็นข้อมูลในการกำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานทดแทน

    1.3 สถานการณ์ของ Carbon Footprint (CF) ในประเทศไทย

    องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) และ MTEC เป็นเจ้าภาพหลัก โดยมีพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมโรงงานอุตสาหกรรมและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยในฐานะผู้ใช้ประโยชน์จาก CF โดยได้ร่วมกันจัดพิธีลงนาม การใช้คาร์บอนฟุตพริ้นท์ และฐานข้อมูลวัฏจักรชีวิตพร้อมการสัมมนาให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการ เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2552 ณ โรงแรมสยามซิตี้ มีการนำผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่จัดแสดงเครื่องหมาย CF แจ้งปริมาณคาร์บอนมาให้ความรู้กันอย่างคับคั่ง และได้รับเกียรติจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีดร.คุณหญิง กัลยา โสภณพนิช เป็นประธานในพิธี

    1.4 วิธีการประเมิน CF: Carbon Footprint

    เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่ประกาศใช้คาร์บอนฟุตพริ้นท์ก่อนการประกาศมาตรฐานการประเมินตาม ISO 14067 ในเดือนพฤศจิกายน 2554 ซึ่งวิธีการจะไม่แตกต่างจากที่เรากำลังทำอยู่ในขณะนี้

    image0041 การปรับตัวระดับภาคอุตสาหกรรม [1/3]

    รูปภาพ CFP คำนวนจากวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ใน 5 ระยะ

    โดยเริ่มต้นจากการคัดเลือกผลิตภัณฑ์ที่ต้องการคำนวณและดำเนินการ CF ดังนี้

    (1) จัดทำ Life Cycle Flow Chart ของผลิตภัณฑ์

    (2) เก็บข้อมูลในโรงงาน

    (3) นำข้อมูลมาเปลี่ยนเป็นปริมาณก๊าซเรือนกระจก (คูณด้วย CO2 emission intensity)

    (4) รวบรวมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าจากทุกกระบวนการ = CF

    พูดง่ายๆ ก็คือนำคาร์บอนที่เกิดขึ้นจากทุกกระบวนการมาบวกกัน โดยอาศัยข้อมูลพื้นฐานจาก MTEC ก็จะได้คาร์บอนฟุตพริ้นท์ : CF

    1.5 ตัวอย่าง การคำนวณ CF โครงการนำร่อง Carbon Footprint ของผลิตภัณฑ์ในประเทศไทย

    5 บริษัทชั้นนำอาสาเข้าโครงการนำร่องคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ประกอบด้วย

    1. บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ผลิตภัณฑ์อาหารและบริการบนเครื่องบิน

    2. บริษัท ซี.พี. อินเตอร์เทรด จำกัด ผลิตภัณฑ์ข้าวหอมมะลิ 100%

    3. บริษัท ทองไทยการทอ จำกัด ผลิตภัณฑ์เสื้อยืด Cotton 100%

    4. บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) ผลิตภัณฑ์อาหารไก่

    5. บริษัท เอส ไอ จี คอมบิบล็อก จำกัด ผลิตภัณฑ์ปลอดเชื้อสำหรับอาหารและเครื่องดื่ม โดยจะขอยกตัวอย่างคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่คำนวณได้จากโครงการของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ดังนี้

    image0063 การปรับตัวระดับภาคอุตสาหกรรม [1/3]

    รูปภาพตาราง CFP ของข้าวแกง + แกงเขียวหวานไก่ + ผัดผัก และมัสมั่นไก่

    1.6 เก็บตกจากการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (CF)

    ท่านทราบหรือไม่ว่า การสระผมซึ่งโดยปกติใช้น้ำอุ่น เครื่องทำน้ำอุ่นใช้ไฟฟ้า การผลิตไฟฟ้าก่อให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์ต้องนำมารวมด้วย หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง CF ของข้าวปั้นญี่ปุ่น ซึ่งประกอบด้วยไส้ปลาดิบหลาย ๆ ชนิด เมื่อนำข้าวใส่ไส้ปลาดิบแต่ละชนิดมาเปรียบเทียบกันปรากฏว่าข้าวปั้นปลาดิบไส้ปลาคอด (Cod) ซึ่งเป็นปลาน้ำลึกอยู่ไกลต้องใช้ทรัพยากรมาก มีค่า CF สูงที่สุด สำหรับท่านที่ชอบน้ำอัดลมกระป๋องหรือกล่องแบบ UHT ซึ่งการคิดคำนวณ ต้องนำ CF จากกระป๋องหรือกล่องมารวมกับน้ำอัดลม หรือนมในกล่อง จึงจะได้ค่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่เราใช้ ในอนาคตอันใกล้ ท่านสามารถรวม CF ในแต่ละวันที่ท่านเป็นผู้ก่อเริ่มตั้งแต่อาหารมื้อเช้า น้ำอัดลม นม พอถึงที่ทำงานพื้นพรมก็มี CF และอีกหลายๆ อย่างรอบๆ ตัวก็จะมี CF กลับมาถึงบ้านอาบน้ำสระผมยาสระผมก็ยังมี CF ซึ่งวิถีชีวิตในแต่ละวันท่านอาจสร้างคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มก๊าซเรือนกระจกอย่างมากมาย หากรัฐมีนโยบายการจัดเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมแบบมีส่วนร่วม PPP: Polluter Pays Principle เงินเดือนอาจไม่พอใช้ก็ได้คาร์บอนฟุตพริ้นท์จะเป็นภาระหรือพันธะของผู้ประกอบการ อยู่ที่มุมมองของท่าน แต่ที่แน่นอน CF จะต้องกลายเป็น NBT: Non Tariff Barrier หรือข้อกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีอากรในอีกไม่นานเกินรอจึงควรติดดาวให้กลุ่มนักวิชาการที่รณรงค์ในเรื่องนี้จนมีความพร้อมก่อนประเทศอื่นๆ ในอาเซียน ดังนั้นองค์กรของรัฐที่ใช้งบประมาณแผ่นดินภาษีของประชาชน ก็ควรเอาเป็นแบบอย่าง ไม่ใช่พยายามออกกฎระเบียบเพื่อปกป้องสิทธิประโยชน์ของบริษัทข้ามชาติ

    next การปรับตัวระดับภาคอุตสาหกรรม [1/3]

    ……………………………………………………….


    รู้ทันสถานการณ์ปัจจุบัน

    1. ภาครัฐนำร่องลดใช้พลังงาน 10%

    สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานรณรงค์ประชาสัมพันธ์โครงการภาครัฐนำร่องลดใช้พลังงาน 10 %เพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานและเป็นแบบอย่างแก่ภาคเอกชนและประชาชน โดย

     รณรงค์ทุกภาคส่วนร่วมประหยัดเป็นรูปธรรม

    image0013 รู้ทันสถานการณ์ปัจจุบัน

    รูปภาพปิดสวิตช์ไฟ

    ระยะสั้น จะมีการกำหนดตัวชี้วัด (Key Performance Index : KPI) เรื่องระดับความสำเร็จด้านการประหยัดพลังงาน โดยให้เป็นหนึ่งในกรอบประเมินผลการปฏิบัติราชการ โดยเริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ 2555 เป็นต้นไป นอกจากนี้ ให้ทุกหน่วยงานกำหนดเป้าหมายลดการใช้ไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิงลง 10% ในปีงบประมาณ 2555 เมื่อเทียบกับปริมาณการใช้ไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิงในปีงบประมาณ 2555 โดยมีแนวทาง เช่น จัดซื้ออุปกรณ์/เครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์ประหยัดพลังงานทั้งหมด กำหนดเวลาเปิด-ปิดเครื่องปรับอากาศ ปรับอุณหภูมิให้อยู่ที่ 25-26องศาเซลเซียส ให้มีระบบคาร์พูล และจัดระบบการใช้รถแบบรวมศูนย์ เป็นต้น

    ระยะยาว กำหนดให้อาคารภาครัฐที่เข้าข่ายเป็นอาคารควบคุม ประมาณ 800 แห่ง เร่งปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานไม่ให้เกินค่ามาตรฐานการจัดการใช้พลังงาน ภายในปีงบประมาณ 2556 เพื่อเป็นตัวอย่างในการจัดการแก่ภาคเอกชนที่เข้าข่ายเป็นอาคารควบคุมซึ่งในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2555 ได้เห็นชอบให้กระทรวงพลังงานดำเนินโครงการบริหารจัดการเพื่อการประหยัดพลังงานในอาคารควบคุมภาครัฐ โดยนำร่องอาคาร 3 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต)  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  และศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา

    image0028 รู้ทันสถานการณ์ปัจจุบัน

    รูปภาพประกอบรณรงค์ลดการใช้พลังงาน

    โครงการดังกล่าวจะเป็นตัวอย่างแก่อาคารภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในด้านอนุรักษ์พลังงาน คาดว่าจะเกิดการประหยัดพลังงานได้ไม่น้อยกว่า 75 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ/ปี คิดเป็นมูลค่า 1,800 ล้านบาท/ปี และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้ 442,0000 ตัน/ปี

    นอกจากนี้ ในระยะยาวจะให้สำนักงบประมาณ จัดทำข้อกำหนดและเงื่อนไข เพื่อให้หน่วยงานราชการสามารถจัดซื้ออุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือยานพาหนะใหม่ที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ มาทดแทนของเดิมที่ใช้งานมานาน เสื่อมสภาพ และสิ้นเปลืองพลังงาน รวมถึง การจัดการอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าหรือยานพาหนะเดิม เพื่อมิให้มีการนำไปใช้ในที่อื่น โดยการจัดการนั้นต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

    ผลที่คาดว่าจะได้รับหากสามารถลดการใช้พลังงานได้ตามเป้าหมาย 10 % คือ ลดการใช้ไฟฟ้าลงได้ 316.9 ล้านหน่วย คิดเห็นมูลค่าประมาณ 950 ล้านบาท และลดการปล่อยก๊าซ CO2 ได้ 184 ล้านตัน รวมทั้งลดการใช้น้ำมันลงได้ 19.1 ล้านลิต คิดเป็นมูลค่าประมาณ 669 ล้านบาท และลดการปล่อยก๊าซ CO2 ได้ 227 ล้านตัน

    อย่างไรก็ดี การปฏิบัติการเพื่อลดใช้พลังงานของภาครัฐฝ่ายเดียวยังไม่สามารถสร้างกระแสการตื่นตัวในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพอย่างแพร่หลายได้ จึงจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนในการใช้พลังงานให้เกิดการประหยัดอย่างเป็นรูปธรรม เพราะนอกจากจะทำให้ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของภาคเอกชนลดลงแล้ว ยังมีส่วนช่วยประเทศชาติในการประหยัดพลังงา ลดการสูญเสียเงินตราจากการนำเข้าพลังงาได้อีกด้วย

    ทั้งนี้ จะเห็นได้จากตัวอย่างของภาคเอกชนที่ได้มีส่วนร่วมในเรื่องอาคารต้นแบบในการประหยัดพลังงานภายใต้โครงการ Building Energy Award of Thailand หรือ BEAT 2010 ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มธุรกิจบันเทิง ผู้ผลิตรายการ อาทิ บริษัท เวิร์คพ้อยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) บริษัท จีเอ็มเอ็มแกรมมี่ จำกัด (มหาชน) หรือกลุ่มโรงพยาบาล เช่น โรงพยาบาลกรุงเทพ ตลอดจนกลุ่มโรงเรียน มหาวิทยาลัย สถานีโทรทัศน์ และศูนย์การค้า ซึ่งตัวอย่างของอาคารภาคเอกชนที่ร่วมโครงการเหล่านี้ ส่งผลประหยัดให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม สามารถลดการใช้พลังงานได้ถึง 20 ล้านหน่วย/ปี คิดเป็นเงินที่ประหยัดได้ 65 ล้านบาท/ปี ลดการปล่อยก๊าซ CO2  ได้ถึง 11,000 ตัน/ปี

    2. การส่งเสริมระบบบริหารจัดการขนส่งเพื่อการประหยัดพลังงาน (พ.ศ. 2555)

    ปัจจุบันประเทศไทย มีสัดส่วนการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายแยกตามประเภทสาขาธุรกิจแบ่งได้เป็น 3 ประเภทหลักๆ โดยการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรม และภาคการขนส่งนั้น มีสัดส่วนการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายใกล้เคียงกันอยู่ที่ 35.6 % และ 35.7 % ตามลำดับ และการใช้พลังงานในส่วนอื่นๆ เช่น ที่อยู่อาศัย, ภาคธุรกิจ, การเกษตร ฯลฯ อีก 28.7 % (ข้อมูล พ.ศ. 2554) โดยที่ผ่านมา ภาครัฐได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมลดการใช้พลังงานให้กับทุกภาคส่วนผ่านการส่งเสริม และสนับสนุนโครงการต่างๆเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยสำหรับภาคอุตสาหกรรมนั้นได้รับการสนับสนุนด้านการประหยัดพลังงานมาอย่างต่อเนื่องเป็นอย่างดี ผ่านโครงการฯ ต่างๆ แต่สำหรับภาคคมนาคมขนส่งนั้นมักจะได้รับการช่วยเหลือผ่านการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานเป็นหลัก ซึ่งถือเป็นแผนการปรับปรุงระยะยาว ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบระยะสั้น จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว, ความผันผวนทางด้านราคาพลังงานและการแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคตจากการเปิดเสรีด้านการบริการของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community, AEC) ไม่สามารถปรับตัวได้ทัน และความสามารถทางการแข่งขันทางธุรกิจลดน้อยลง

    ด้วยเหตุปัจจัยดังที่กล่าวมานั้น ส่งผลให้ต้นทุนด้านการขนส่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างมากคือผู้ประกอบการภาคการขนส่ง ซึ่งมีต้นทุนด้านพลังงานสูงกว่าภาคธุรกิจอื่นๆ กล่าวคือ จากสัดส่วนการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายของภาคคมนาคมขนส่งนั้น แบ่งเป็นสัดส่วนการใช้พลังงานในการขนส่งทางบกสูงถึง 79 % ของการใช้พลังงานในภาคการขนส่งทั้งหมด นั่นย่อมหมายถึง หากมีความผันผวนทางด้านราคาพลังงานเชื้อเพลิงมากน้อยเพียงใด ย่อมจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการขนส่งอย่างยิ่งเช่นกัน หากผู้ประกอบการขนส่งสินค้าไม่ปรับตัวเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว อาจจะต้องแบกรับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และสูญเสียความสามารถทางการแข่งขันทางธุรกิจในที่สุด ดังนั้น ผู้ประกอบการขนส่งต้องปรับปรุงและพัฒนาระบบบริหารจัดการขนส่งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง และลดต้นทุนด้านพลังงานอย่างต่อเนื่อง โดยแนวทางหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดการเร่งพัฒนาระบบบริหารจัดการขนส่งให้แพร่หลายได้อย่างเป็นรูปธรรม คือการส่งเสริมให้ทีมผู้เชี่ยวชาญที่มีความชำนาญเฉพาะด้านเข้าให้คำแนะนำแนวทางการปฏิบัติ และแนวทางการวินิจฉัยเพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการขนส่งให้กับผู้ประกอบการสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ด้วยตนเองต่อไป ซึ่งถือเป็นแนวทางสำคัญที่ผู้ประกอบการขนส่งควรให้ความใส่ใจ และมุ่งมัน่ ที่จะปรับปรุงให้สามารถใช้เชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดสัดส่วนการใช้พลังงานในภาคการขนส่ง และลดการใช้พลังงานโดยภาพรวมของประเทศได้ ต่อไปซึ่งจากปี พ.ศ. 2553 ถึง พ.ศ. 2554 ที่ผ่านมา สถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้รับการสนับสนุนจาก กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน ให้ดำเนินโครงการส่งเสริมระบบบริหารจัดการขนส่งเพื่อการประหยัดพลังงาน (พ.ศ. 2553) (Logistics and Transport Management, LTM) ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการสมัครเข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนกว่า 105 แห่ง เพื่อส่งทีมผู้เชี่ยวชาญเข้าทำการวินิจฉัยระบบบริหารจัดการขนส่งของผู้ประกอบการ พร้อมให้คำแนะนำในการปรับปรุงระบบบริหารจัดการขนส่งอย่างทั่วถึงทุกด้านให้มีการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผลการดำเนินงานนั้นสามารถลดการใช้พลังงานในภาคการขนส่งได้กว่า 4.5 ktoe หรือเทียบเป็นเงินกว่า 200 ล้านบาท อย่างไรก็ตามหลังจากดำเนินโครงการแล้วเสร็จ สถาบันพลังงานฯ ยังคงได้รับการติดต่อสนใจโครงการฯ จากผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับจำนวนของผู้ประกอบการขนส่ง และจำนวนรถบรรทุกของประเทศไทยที่ปจั จุบันมีจำนวนถึงกว่า 350,000 แห่ง และ 868,947 คันตามลำดับ ซึ่งแสดงถึงศักยภาพการประหยัดพลังงานให้กับประเทศหากขยายผลการดำเนินงานออกไปยังผู้ประกอบการขนส่งรายอื่นๆ ต่อไป

    หลักการและแนวคิดในการดำเนินโครงการ มุ่งเน้นส่งเสริมให้ผู้ประกอบการขนส่งได้รับความรู้และแนวทางการปรับปรุงระบบบริหารจัดการขนส่งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง พร้อมทั้งนำแนวทางดังกล่าวไปปฏิบัติให้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อลดต้นทุนพลังงานที่มีความผันผวนและมีแนวโน้มสูงขึ้นในอนาคต รวมถึงเผยแพร่แนวทางผลสำเร็จต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้กับผู้ประกอบการภาคการขนส่งทั่วประเทศ อันจะนำไปสู่แนวทางที่ทำให้เกิดการประหยัดพลังงานในภาคการขนส่งได้อย่างเป็นรูปธรรม กล่าวคือ ผู้ประกอบการขนส่งส่วนมากมักจะยังไม่มีการดำเนินการปรับปรุงการใช้พลังงานของตนเองอย่างจริงจัง เนื่องจากขาดผู้ชำนาญการที่จะให้คำปรึกษา และชี้แนะแนวทางที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง ดังนั้น โครงการส่งเสริมระบบบริหารจัดการขนส่งเพื่อการประหยัดพลังงาน (Logistics and Transport Management: LTM) จึงเปิดโอกาสให้กับผู้ประกอบการที่มีความสนใจที่จะปรับปรุงการใช้พลังงานของตนเองอย่างจริงจังเข้าร่วมโครงการ เพื่อให้ทีมผู้เชี่ยวชาญเข้าให้คำปรึกษา และศึกษาหาแนวทางการปรับปรุงด้วยหลักการด้านต่างๆ ดังนี้

    • วิศวกรรม และเทคโนโลยี (Engineering and Technology )
    • การบริหารจัดการ (Management)
    • วิธีการขับรถ (Drive)
    • สร้างทีมงาน (Task Force)

    โดยแนวทางที่ได้รับการให้คำแนะนำจะถูกผลักดันให้ผู้ประกอบการนำไปปฏิบัติให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งเก็บรวบรวมข้อมูลการใช้เชื้อเพลิงเพื่อใช้ในการเปรียบเทียบผลการประหยัดพลังงานเมื่อดำเนินการปรับปรุงแล้วเสร็จ ซึ่งผลจากการดำเนินโครงการฯ ที่ได้รับคือผลการประหยัด อย่างเป็นรูปธรรมและตัวอย่างผลสำเร็จของแนวทางการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงที่สามารถรวบรวม และจัดทำคู่มือ หรือเอกสารเผยแพร่ความรู้ดังกล่าวให้กับภาคการขนส่งนำไปประยุกต์ใช้ได้ด้วยตนเองต่อไป

     

     แหล่งข้อมูลอ้างอิง  : ปรับปรุงจาก

    1.ประชาสัมพันธ์จังหวัดอุตรดิตถ์, http://region4.prd.go.th/ewt_news.php?nid=18987

    2. ประชาสัมพันธ์จังหวัดระยอง, http://pr.prd.go.th/rayong/ewt_news.php?nid=2011&filename=index

    3. รายงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร  องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้, http://www.fio.co.th/UserFiles/551029-carbonfootprint.pdf

     

    วีดีทัศน์ที่น่าสนใจ

    1. ประหยัดไฟ (10 ข้อ), http://www.youtube.com/watch?v=vzpqRhTxQmo

    2. กฟผ เตรียมแผนรับมือประหยัดพลังงาน, http://www.youtube.com/watch?v=4rTCwUf-fx8

     

     

    ……………………………………………………

     

     


    ลดการใช้สารเคมี [2/2]

    (2)  กระบวนการทำความสะอาด (Scouring)

    การทำความสะอาดเส้นใยเป็นการเอาสิ่งเจือปนจากธรรมชาติที่อยู่บนเส้นใยออก ได้แก่ ขี้ผึ้ง เพคติน กรดอินทรีย์และสิ่งเจือปนอื่นๆ เพื่อให้ผ้ามีความสามารถในการดูดซึมน้ำได้มากขึ้นโดยไม่มีการเปลี่ยน แปลงทางเคมีหรือทางกายภาพของเส้นใย  โดยทั่วไปจะใช้หลักการเกิดปฏิกิริยา Saponification ที่อุณหภูมิสูง โดยใช้สารละลายด่างกับน้ำสบู่ทำให้น้ำทิ้งจากกระบวนการทำความสะอาดมีค่าความเป็นด่างและอุณหภูมิสูง ซึ่งเพิ่มภาระให้กับระบบบำบัดน้ำเสีย แนวทางที่แนะนำเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการบำบัดน้ำเสียและพลังงานรวมทั้งยังได้ประสิทธิภาพการกำจัดสิ่งสกปรกบนผ้าได้ผลดี

    * การเลือกใช้เอนไซม์ ได้แก่ เพกติเนส (pectinase) หรือ เอนไซม์เฮมิเซลลูโลส (hemicelluloses)     ทำให้ลดการใช้ปริมาณโซดาไฟลงได้

    *  สารซักล้างในกลุ่มของ APEO ควรหลีกเลี่ยงเพราะสารกลุ่มนี้ย่อยสลายได้ยากและไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ควรเลือกใช้สารลดแรงตึงผิวที่ย่อยสลายได้ (biodegradable) ได้แก่ sulfated polyethers, fatty alcohol ethoxylates, fatty acid ethoxylates, amine ethoxylates เพื่อให้มีผลกระทบต่อระบบบำบัด น้ำเสียน้อยที่สุด

    สารเคมีที่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม

    โซเดียมไฮดรอกไซด์

    ความอันตราย หากสูดดมกลิ่นหรือควันเข้าไป จะทำให้เคืองตา ลำคอและ          มีอันตรายต่อปอด

    สารเคมีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    1) เอนไซม์ pectinases และ hemicellulase มีประสิทธิภาพเป็น bioscouring agents บนผ้าฝ้าย

    2) คาร์บอนไดออกไซด์เหลว

    3) เอนไซม์ cellulase

    ข้อสังเกต

    1) เอนไซม์สามารถทำงานได้ตั้งแต่ pH 5 – 9.5 ขึ้นกับชนิดและสภาวะการทำงานของเอนไซม์

    2) คาร์บอนไดออกไซด์เหลวสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้

    3) ทำให้ผ้าฝ้ายสามารถดูดซึมความชื้นได้มากขึ้น

     

    (3)  กระบวนการฟอกขาว (Bleaching)

    หลังจากเส้นใยธรรมชาติผ่านการทำความสะอาดจะทำให้เส้นใยมีสมบัติความชอบน้ำ (hydrophilic) มากขึ้น แต่สีดั้งเดิมก็ยังคงอยู่ จึงต้องนำเส้นใยมาผ่านการฟอกขาวเพื่อทำลายสีธรรมชาติที่มีอยู่บนเส้นใยแต่เดิมออก ในปัจจุบันนิยมใช้สารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ มากกว่าการใช้สารฟอกขาวที่มีส่วนประกอบของคลอรีน เช่น ไฮโปคลอไรท์ เพราะจะทำให้มีคลอรีนตกค้างบนเส้นใยและน้ำทิ้งมีค่า AOX (absorbable organically bounded halogen) เกินมาตรฐานที่กำหนดไว้ ให้มีค่าน้อยกว่า 40 mg Cl/Kg

    สารเคมีที่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม

    โซเดียมไฮโปคลอไรท์ (NaOCl)

    ความอันตราย หากสูดดมกลิ่นหรือควันเข้าไป จะทำให้เคืองตา ลำคอและมีอันตรายต่อปอด

    สารเคมีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    1) peracetic acid,glucose oxidase

    2) เซลลูโลสเอนไซม์ ตัวอย่างเช่น Biofinase BP – 300 ใช้สำหรับทำ biofinishing บนผ้าเซลลูโลส ทำงานได้ดีที่ pH 4.5 -5.0 อุณหภูมิ 45 – 55 องศาเซลเซียส

    ข้อสังเกต

    1) มีประสิทธิภาพการฟอกชาวได้ที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส ตั้งแต่ pH 7

    2) ความขาวของผ้าขึ้นกับชนิดเคมีที่ใช้ในการฟอกขาว

     (4)  กระบวนการทำเมอร์เซอร์ไรเซชั่น (Mercerization)

    กระบวนการนี้ใช้สำหรับผ้าหรือเส้นด้ายฝ้ายด้วยสารละลายด่างเข้มข้น เพื่อปรับปรุงความมันเงา ความสามารถในการดูดซึมสีและสารเคมีอื่นๆได้ดีขึ้น เพิ่มความคงตัว ความแข็งแรงของผ้า แนวทางในการลดมลภาวะจากกระบวนการนี้ ได้แก่

    *  นำสารละลายด่างที่เจือจางจากกระบวนการนี้ไปใช้ซ้ำในการทำความสะอาด การฟอกขาวหรือย้อมสี เพื่อทิ้งสารละลายด่างให้น้อยที่สุด

    *  แอมโมเนียเหลวจะก่อให้เกิดมลภาวะน้อยกว่าการใช้โซเดียมไฮดรอกไซด์

    *  สารละลายด่างสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้หลังจากผ่านกระบวนการเอาสิ่งสกปรกออก โดยวิธีการcoagulation, flotation, microfiltration, nanofiltration

    สารเคมีที่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม

    1) โซเดียมไฮดรอกไซด์  2) แอมโมเนีย

    ความอันตราย โซเดียมไฮดรอกไซด์มีฤทธิ์กัดกร่อน มีอันตรายทำให้ผิวหนังไหม้และตาบอดได้

    สารเคมีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    1) Electrochemical cell treatment

    ข้อสังเกต

    1) ไม่ต้องใช้โซเดียมไฮดรอกไซด์ กรดที่ใช้ในการทำให้สะเทิน  และสารฟอก

    จากข้อแนะนำทั้งหมด เป็นความพยายามที่จะลดมลภาวะของน้ำทิ้งที่ลงสู่ระบบบำบัดน้ำเสีย โดยการเลือกใช้สารเคมีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การพยายามนำสารเคมีกลับมาใช้ใหม่ รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีเข้ามาปรับปรุงกระบวนการผลิต ทั้งนี้นอกจากเป็นการปฏิบัติให้สอดคล้องตามกฎระเบียบ มาตรฐานต่างๆด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังทำให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพที่ดี ไม่มีสารตกค้างเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค และพนักงานก็มีความปลอดภัยต่อการทำงานด้วย

     

     

    แหล่งข้อมูลอ้างอิง

    1. สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ , www.thaitextile.org
    2. http://ftiweb.off.fti.or.th/iei/file/pdf/chemical040854.pdf

    3. สถาบันวิจัยและพัฒนา. 27-28 May, 2002, http://www.gpo.or.th/rdi/html/green_chemistry2.html

    4.ภาพประกอบจาก http://kimiaundip09.wordpress.com/2012/07/09/green-chemistry/

     

    วีดีทัศน์ที่น่าสนใจ

    1. EPA Green Chemistry, http://www.youtube.com/watch?v=rIE4T2HLW7c

    2. สีย้อมผ้าจากใบกระเพรา, http://www.youtube.com/watch?v=LMMVtTBS0Kc

    ………………………………………………………………………..


    ลดการใช้สารเคมี [1/2]

    1. Green Chemistry: วิธีการใหม่ในการป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อม

    image0012 ลดการใช้สารเคมี [1/2]

    รูปภาพประกอบ Green Chemistry

    เนื่องจากปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันนี้ หลายประเทศพยายามแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของตนเอง ประเทศสหรัฐ อเมริกาได้หาทางป้องกันโดยได้ออกพระราชบัญญัติการป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อมในปี 1990 โดยก่อนหน้านั้นได้ออกกฎหมายสิ่งแวดล้อมมากกว่า 100 ฉบับ โดยพระราชบัญญัติฉบับนี้ ได้สนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรมและภาคการศึกษาค้นหาเทคโนโลยีและกระบวนการเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดและการใช้สารอันตรายโดยใช้วิธีการทางเคมี อาทิ ค้นหาสภาวะของปฏิกิริยาใหม่แทนภาวะเดิม เช่น การใช้น้ำแทนการใช้ตัวทำลายอินทรีย์, การใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาแทนการใช้สารตามปริมาณสัมพันธ์ (stoichiometric reagent) การออกแบบสารชนิดใหม่ที่มีความเป็นพิษน้อยกว่า แต่มีคุณสมบัติที่ต้องการเหมือนเดิม เช่น ยาฆ่าแมลงที่มีพิษต่ออวัยวะเป้าหมายเท่านั้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองเป็นจุดกำเนิดของ Green chemistry Green chemistry คือการใช้หลักการพื้นฐานที่จะลดหรือกำจัด การทำให้เกิดสารอันตราย โดยการออกแบบ การผลิต และการใช้ผลิตภัณฑ์นั้น ๆ

    หลักการของ Green chemistry

    (1) ควรจะป้องกันการเกิดของเสียดีกว่าที่จะทำการบำบัดของเสียนั้นภายหลัง

    (2) ควรออกแบบขั้นตอนการสังเคราะห์ เพื่อที่จะใช้วัตถุดิบทุกตัวในกระบวนการจนถึงผลิตภัณฑ์ (พิจารณาตาม atom economy ซึ่งจะกล่าวถึงภายหลัง)

    (3) ควรออกแบบขั้นตอนการสังเคราะห์เพื่อที่จะใช้หรือทำให้เกิดสารที่มีพิษน้อย หรือไม่มีพิษต่อสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

    (4) ควรออกแบบผลิตภัณฑ์เคมีที่มีประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์ ในขณะที่ลดความเป็นพิษด้วย

    (5) ไม่ควรใช้สารอื่น เช่น ตัวทำละลาย, ตัวแยก เป็นต้น แต่เมื่อต้องใช้ควรเป็นสารที่ไม่มีอันตราย

    (6) ควรใช้พลังงานให้น้อยที่สุด โดยคำนึงถึง ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ ซึ่งวิธีการสังเคราะห์ควรทำที่อุณหภูมิและความดันปกติ

    (7) ควรนำวัตถุดิบตั้งต้นกลับมาใช้ใหม่ดีกว่าทิ้งไป โดยพิจารณาถึงวิธีการและค่าใช้จ่าย

    (8) ควรหลีกเลี่ยงอนุพันธ์ที่ไม่จำเป็น เช่น blocking group, protection, deprotection temporary modification of physical, chemical process

    image0027 ลดการใช้สารเคมี [1/2]

    รูปภาพ Green Organic Chemistry

    (9) ควรใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาเมื่อสามารถเลือกได้ แทนการใช้สารตามปริมาณสัมพันธ์ (stoichiometric reagent)

    (10) ควรออกแบบการผลิตให้ผลิตภัณฑ์ซึ่งสุดท้ายแล้วไม่คงอยู่ในสิ่งแวดล้อมและสลายตัวเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่อันตราย

    (11) ควรพัฒนาวิธีการวิเคราะห์ เพื่อการตรวจสอบและควบคุมระหว่างการเกิดปฏิกิริยาก่อนที่จะเกิดสารอันตราย

    (12) ควรเลือกสารเคมีและรูปแบบของสารเคมีที่ใช้ในกระบวนการทางเคมี เพื่อลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุ เช่น สารเคมีรั่วไหล, การระเบิดและ การเกิดเพลิงไหม้

    2. ตัวอย่างการลดการใช้สารเคมีในอุตสาหกรรมสิ่งทอ

    image0046 ลดการใช้สารเคมี [1/2]

    รูปภาพประกอบหัวข้อการลดการใช้สารเคมีในอุตสาหกรรมสิ่งทอ

    กระบวนการผลิตทางสิ่งทอเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีการใช้น้ำและสารเคมีหลายประเภทในปริมาณมาก จากขั้นตอนต่างๆในแต่ละกระบวนการผลิตา ทำให้น้ำทิ้งจากกระบวนการมีค่า BOD, COD, pH, อุณหภูมิ สี ความขุ่นและความเป็นพิษของสารเคมีมีปริมาณสูง และหากน้ำเสียนั้นถูกปล่อยลงสู่แหล่งน้ำจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ มนุษย์และสัตว์ต่างๆ ดังนั้นเพื่อให้ระบบการจัดการน้ำเสียได้ประสิทธิภาพ โรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอจึงต้องรู้จักเลือกใช้สารเคมีทดแทนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อความยั่งยืนทั้งในการลดต้นทุน การบำบัดน้ำเสีย ความปลอดภัยของพนักงานรวมทั้งคุณภาพสินค้าที่ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

     

    กระบวนการเตรียมทางเคมีสิ่งทอ

    (1)  การลอกแป้ง (Desizing) คือการเอาสารลงแป้งออกจากผ้าทอ เพื่อให้ผ้ามีสภาพพร้อมที่จะรับสารเคมีในกระบวนต่อไป ผ้าที่ผ่านการลอกแป้งที่สมบูรณ์นั้นจะเป็นขั้นแรกที่สำคัญในการนำไปสู่ผลที่ดีของการทำ Soft washing การลอกแป้งทำให้ค่า BOD และ COD ของน้ำทิ้งคิดเป็น 40 – 50 % ของระบบบำบัดน้ำเสีย จึงควรเลือกใช้สารลงแป้งที่สามารถย่อยสลายได้ง่ายตามธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยลดค่า BOD และ COD ของน้ำทิ้งได้  เช่น  พอลิอะคริเลต มีค่า BOD น้อยกว่า 50 mg O2/g , พีวีเอ มีค่า BOD ในช่วง 30 – 80 mg O2/g ในขณะที่สารลงแป้งจากธรรมชาติจะทำให้ค่า BOD สูงถึง 500 – 600 mg O2/g และในกระบวนการยังสามารถนำสารลงแป้ง เช่น พีวีเอ ซีเอ็มซี กลับมาใช้ใหม่ได้โดยวิธีการกรองแบบอัลตรา (Ultrafiltration) สารที่นิยมใช้ในการลอกแป้ง ได้แก่ เอนไซม์ กรดและสารออกซิไดซิ่ง การใช้เอนไซม์ที่สามารถย่อยสลายแป้งให้กลายเป็น ethanol ของ anhydroglucose  จะสามารถนำ ethanol กลับมาได้โดยการกลั่น ทำให้ลดภาระค่า BOD ในน้ำทิ้งจากการลอกแป้งลงได้ และเอนไซม์ยังสามารถเข้ามาทดแทนการใช้กรดโดยทำให้สารลงแป้งเกิดการละลายน้ำได้

    สารเคมีที่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม

    กรดไฮโดรคลอริก

    ความอันตราย เกิดมลภาวะต่อน้ำ และอันตรายต่อผู้ใช้งาน
    สารเคมีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 1) สารดักจับโลหะที่สามารถย่อยสลายได้ ควรเลือกใช้พอลิเมอร์ของsugar acrylic acid ซึ่งไม่มีไนโตรเจนหรือฟอสฟอรัสที่จะทำให้พืชน้ำเจริญเติบโตดี จนเกิดน้ำเน่าเสีย ตัวอย่างสารได้แก่BEIXONNE: biological degradable complexing agent2) เอนไซม์ α- amylase ในการลอกแป้ง3) สารช่วยเปียก ที่ใช้ควรเป็น fatty alcohol polyoxyethylene ether      มีความทนต่ออุณหภูมิและความกระด้างของน้ำ
    ข้อสังเกต 1) เอนไซม์มีประสิทธิภาพบนผ้าทอค่อนข้างดี และใช้งานได้ดีในอุณหภูมิช่วง 20 – 90 องศาเซลเซียส2) เอนไซม์สามารถตัดสายโซ่พอลิเมอร์แป้งให้กลายเป็นเด็กซ์ตรินที่มีสายโซ่โมเลกุลสั้นลงทำให้ละลายน้ำและล้างออกได้ง่าย ไม่ทำลายเส้นใยผ้า

    next ลดการใช้สารเคมี [1/2]

    ……………………………………………………….


    ลดการเกิดขยะ [2/2]

    6.ตัวอย่างผลสำเร็จในการจัดการของเสียภายในโรงงาน

    กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม

    6.1 REDUCE

    1. วางแผนการผลิตเพื่อให้เกิดของเสียประเภทผลิตภัณฑ์ไม่ได้คุณภาพลดลง

    2. ร่วมพัฒนาระบบ GMP (Good Manufacturing Practice) ให้กับ Vendor ที่ส่งวัตถุดิบให้กับโรงงานเพื่อให้มีการตัดแต่งเบื้องต้นอย่างได้มาตรฐานและถูกสุขอนามัย และปรับการนำส่งวัตถุดิบจากเดิมที่ไม่ผ่านการตัดแต่งเป็นที่ตัดแต่งแล้วบางส่วน ทำให้ลดปริมาณเศษวัตถุดิบลงได้ประมาณ 40-50%

    3. ลดปริมาณเศษวัตถุดิบจากการเตรียมวัตถุดิบการตัดแต่ง และการเสียผลิตภัณฑ์ระหว่างขั้นตอนการผลิต โดยปรับปรุงเครื่องจักรและวิธีปฏิบัติงานของพนักงานให้เหมาะสม เพื่อลดการหกหล่นของเศษวัตถุดิบ เช่น

    - ปรับปรุงเครื่องจักร/สายพานให้มีระยะห่างที่เหมาะสม เพื่อลดการหก หล่น กระทบกระแทกที่จะทำให้วัตถุดิบ/ผลิตภัณฑ์เสียหายและเป็นของเสีย

    - ปรับแบบ/ขนาดของภาชนะบรรจุในแต่ละขั้นตอนการผลิตให้เหมาะสม

    - ปรับปรุงวิธีการจัดการ/การปฏิบัติงานของพนักงานให้มีวิธีปฏิบัติงานที่เหมาะสม และลดพฤติกรรมเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการสูญเสียวัตถุดิบมาก

    4. เลือกใช้ถาดรองอาหารที่ทำด้วยพลาสติกแทนถาดสแตนเลส ทำให้สามารถลดการใช้แผ่นพลาสติก สำหรับรองอาหารบนถาดได้ 100%

    image0102 ลดการเกิดขยะ [2/2]

    รูปภาพโลโก้ 3R

    5. ลดการเกิดกระป๋องเสีย โดยปรังปรุงเครื่องจักร/ตะกร้าให้เหมาะสม และปรับปรุงวิธีปฏิบัติงานใหม่สำหรับพนักงานเพื่อให้มีการจัดเรียงที่เหมาะสมลดการกระทบกระแทก เพื่อลดกระป๋องเสีย

    6. ลดขยะถุงบรรจุวัตถุดิบ โดยเปลี่ยนให้ Vendor ส่งวัตถุดิบที่บรรจุเป็นแท็งก์แทน

    7. ร่วมกับฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ออกแบบฟิล์มที่บรรจุผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยลดความกว้างของท้องฟิล์มแต่ยังใช้ได้ตามมาตรฐานเดิม ทำให้สามารถลดการใช้ฟิล์มได้

    8. ลดการเกิดฟิล์มเสียและผลิตภัณฑ์เสียจากการบรรจุ (Filling) โดย

    - ปรับปรุงจังหวะการทำงานของเครื่องจักรให้เหมาะสม เพื่อลดฟิล์มและผลิตภัณฑ์เสีย

    - ร่วมกับฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ออกแบบรูปแบบซองบรรจุใหม่ ให้มีระยะซ้อนทับท้องฟิล์มได้อย่างเหมาะสม และมีรูปลักษณ์สวยงาม ทำให้ลดของเสียจากการบรรจุที่ไม่ได้มาตรฐานลงได้

    9. ลดกระดาษบรรจุภัณฑ์ในกระบวนการผลิต โดยใช้เป็นถุงอะลูมิเนียมที่มีการเคลือบฉลากบนบรรจุภัณฑ์

    10. ลดกระดาษลังบรรจุผลิตภัณฑ์ โดย

    - ร่วมกับ Vendor ศึกษาและพัฒนาออกแบบกล่องใหม่ให้ในรูปแบบที่ใช้กระดาษน้อยลง แต่ยังใช้ได้ตามมาตรฐานเดิม

    - ร่วมกับ Vendor ศึกษาและพัฒนาเพื่อออกแบบการผลิตกล่องกระดาษใหม่ที่ใช้เนื้อกระดาษลดลง แต่ยังใช้ได้ตามมาตรฐานเดิม

    11. ลดการใช้ฟิล์มพลาสติกในการหุ้ม (Plastic wrap) โดยเลือกใช้พลาสติกที่มีความหนาลดลง (แต่ยังใช้ได้ตามมาตรฐานเดิม) และใช้เครื่องพันฟิล์มซึ่งสามารถประหยัดการใช้ฟิล์มได้มากกว่าการใช้แรงงานคน

    12. ลดปริมาณขยะเศษกระดาษจากการเช็ดมือ โดยเปลี่ยนจากการใช้กระดาษเช็ดมือมาเป็นเครื่องเป่ามือแทน

    6.2 REUSE

    1. เปลี่ยนภาชนะบรรจุผลิตภัณฑ์จากลังกระดาษเป็นตะกร้าพลาสติกเพื่อให้สามารถเวียนใช้ซ้ำได้ซึ่งสามารถลดลังกระดาษเสียได้ 100%

    2. นำเศษเหล็กที่เป็นรอยและไม่สามารถทำกระป๋องได้มาทำเป็นป้ายต่างๆ เช่น ป้ายแสดงขั้นตอนการปฏิบัติงาน ป้ายแสดง MSDS เป็นต้น

    3. ใช้ซ้ำแผ่นพลาสติกรองอาหารทอด ในระหว่างขั้นตอนการผลิต

    4. นำถุงบรรจุวัตถุดิบด้านในที่อยู่ในสภาพดีมาใช้ซ้ำเป็นถุงขยะ

    5. ใช้ซ้ำกระดาษรองกระป๋อง ถุงพลาสติก และเชือกรัดของในการส่งสินค้าระหว่างส่วนต่างๆ

    image0121 ลดการเกิดขยะ [2/2]

    รูปภาพประกอบ REUSE

    6.3 RECYCLE

    1. นำเศษสับปะรดที่ตัดแต่งผิดรูปและเปลือกสับปะรดที่มีเนื้อติดอยู่มาคั้นน้ำและทำเป็นน้ำสับปะรดเข้มข้น ซึ่งสามารถ

    2. ลดปริมาณเปลือกสับปะรดที่ต้องส่งไปจัดการด้วยการนำผลิตภัณฑ์ที่เกรด C (ขนาด/รูปร่างไม่ได้มาตรฐาน)ไปขายเป็นอาหารสัตว์

    3. นำใยมะพร้าวมาผ่านกระบวนการอัดแท่งและใช้เป็นเชื้อเพลิงในหม้อไอน้ำ

    4. นำกะลามะพร้าวมาผ่านกระบวนการ Gasification เพื่อผลิตไฟฟ้า

    5. นำกล่อง UHT และถุงฟอยล์ (Foil) ของผลิตภัณฑ์เสื่อมสภาพที่ทำความสะอาดแล้ว มาทำเป็นแผ่นบอร์ด(Particle board) ซึ่งสามารถนำไปผลิตเป็นโต๊ะหรือเก้าอี้ได้ต่อไป

    6. นำขยะเศษอาหารมาผลิตเป็นก๊าซชีวภาพเพื่อใช้เป็น Hot Air Dryer และนำน้ำเสียเข้าระบบก๊าซชีวภาพเพื่อนำก๊าซชีวภาพไปปั่นไฟฟ้า

    7. นำน้ำทิ้งที่ผ่านการบำบัดแล้วมาใช้ในภายนอกส่วนผลิต เช่น ล้างพื้นภายนอกอาคาร ใช้ในพื้นที่สีเขียว เป็นต้น

    8. ออกแบบกล่องกระดาษใหม่ทำ ให้ใช้กระดาษลดลงแต่ยังบรรจุสินค้าได้ในขนาดเดิมซึ่งสามารถลดการใช้กระดาษได้ ~25%

    9. ออกแบบการผลิตกล่องกระดาษโดยใช้เทคโนโลยีพิเศษ ทำให้ใช้เนื้อกระดาษลดลง แต่ยังคงมีความแข็งแรงและ ใช้ได้ตามมาตรฐานเดิม

     

    แหล่งข้อมูลอ้างอิง

    1. PTT Chemical Public, http://ftiweb.off.fti.or.th/iei/file/pdf/03-3R-Zerowaste.pdf

    2. 3R Technical Meeting, November 4, 2009, http://ftiweb.off.fti.or.th/iei/iwn/pdf/waste-effect-3.pdf

    3. คู่มือ 3R กับการจัดการของเสียในโรงงาน, http://www.induswaste.com/waste3940/dowload/iwd042_3Rs2_FN_3.pdf

     

    วีดีทัศน์ที่น่าสนใจ

    1.ความชอบธรรมจากขยะอุตสาหกรรม, http://www.youtube.com/watch?v=SyDvrcTNZj8

    2. กากอุตสาหกรรม,

    ตอนที่ 1 http://www.youtube.com/watch?v=5wxBtizZa2E

    ตอนที่ 2 http://www.youtube.com/watch?v=meg7smHGhy4

    ……………………………………………………………………….


    ลดการเกิดขยะ [1/2]

    1. ผู้บริหารมีความมุ่งมั่นในการลดของเสีย

    องค์กรจะต้องตระหนักถึงความสำคัญในการจัดการของเสียตามหลัก 3Rs โดยผู้บริหารระดับสูงแสดงความมุ่งมั่นให้โรงงานอุตสาหกรรมมีการจัดการของเสียทีเป็นไปตามหลัก 3Rs และสอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยมีการประกาศเป็นนโยบายที่ชัดเจน ให้การสนับสนุน และกำหนดผู้รับผิดชอบที่ทำหน้าที่ดูแลกิจกรรมด้านการจัดการของเสียภายในโรงงาน

    image0026 ลดการเกิดขยะ [1/2]

    รูปภาพ Zero Waste Integrated Waste Management Systems

    • ผู้บริหารระดับสูงประกาศนโยบายเพื่อแสดงความมุ่งมั่นในการนำหลัก 3Rs มาใช้ในการจัดการของเสียขององค์กร พร้อมทั้งกำหนดเป้าหมายหลักในการลดปริมาณของเสียที่ต้องกำจัดให้เหลือน้อยที่สุด และใช้วิธีจัดการของเสียที่สอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
    • มีการสื่อสารกับพนักงานเพื่อให้รับทราบนโยบายและเป้าหมายหลักขององค์กรเกี่ยวกับการจัดการของเสียตามหลัก 3Rs อย่างทั่วถึง

    2. ทบทวน/ตรวจสอบสถานภาพ พร้อมกำหนดแนวทางและเป้าหมายชัดเจน

    องค์กรจะต้องตรวจสอบสถานภาพการจัดการของเสียของโรงงาน พร้อมทั้งกำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายในการปรับปรุงแก้ไข หรือเพิ่มประสิทธิภาพ/ประสิทธิผลการจัดการของเสีย

    image003 ลดการเกิดขยะ [1/2]

    รูปภาพ Zero Waste's Ultimate Goal

    • มีการวิเคราะห์การเกิดของเสียที่ครอบคลุมในทุกขั้นตอนการผลิต และทุกกิจกรรมภายในโรงงาน เพื่อเป็นการตรวจสอบสถานภาพการจัดการของเสียของโรงงาน จัดทำบัญชีรายการของเสียที่โรงงานก่อกำเนิด (Waste List) ซึ่งควรประกอบด้วย ชนิดของเสีย ปริมาณที่เกิดขึ้น และวิธีการจัดการในปัจจุบัน
    • ตรวจสอบ/ทบทวน วิธีปฏิบัติ ทั้งวิธีปฏิบัติอุปกรณ์ และระบบการจัดการ สรุปสถานภาพการจัดการของเสีย โดยพิจารณาประเด็น ความสอดคล้องกับข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และความสอดคล้องกับหลัก 3Rs
    • ประเมินประสิทธิผลในการจัดการของเสีย ณ ปัจจุบัน โดยพิจารณาภาพรวมเป็น
      • สัดส่วนของของเสียที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำ/ใช้ประโยชน์อื่นได้เทียบกับปริมาณของเสียทั้งหมดที่เกิดขึ้น
      • สัดส่วนปริมาณของเสียที่ต้องกำจัดด้วยวิธีฝังกลบเทียบกับปริมาณของเสียทั้งหมดที่เกิดขึ้นทั้งนี้ เพื่อให้ทราบสถานภาพและสามารถจัดลำดับนัยสำคัญของปัญหา และนำไปสู่การกำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายในการปรับปรุงวิธีการจัดการของเสีย หรือเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการของเสียของโรงงาน

    3. จัดทำแผนการจัดการของเสียที่ชัดเจน และสอดคล้องกับเป้าหมาย

    องค์กรจะต้องจัดทำแผนการจัดการของเสียที่ชัดเจนและสอดคล้องกับเป้าหมาย

    • วิเคราะห์และคัดเลือกชนิดของเสียหรือวิธีจัดการของเสียที่มีปัญหาในการจัดการและมีนัยสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ เพื่อหาแนวทางแก้ไข โดยของเสียที่ถือว่ามีนัยสำคัญสูงได้แก่
      • ของเสียที่ใช้วิธีจัดการที่ไม่สอดคล้องกับข้อกฎหมาย
      • ของเสียที่ใช้วิธีจัดการโดยการฝังกลบ
      • ของเสียที่เกิดขึ้นในปริมาณมาก หรือมีค่าใช้จ่ายในการจัดการสูง
    image005 ลดการเกิดขยะ [1/2]

    รูปภาพ แผนการจัดการของเสีย

    • จัดทำแผนการจัดการของเสีย โดยคัดเลือกชนิดของเสียและ/หรือวิธีจัดการของเสียที่มีนัยสำคัญสูงมาดำเนินการก่อน ส่วนแนวทางแก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้พิจารณาตามหลัก 3Rs ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้
      • พิจารณาว่า ของเสียนั้นๆสามารถลดปริมาณการเกิดให้น้อยลงได้หรือไม่ ?
      • พิจารณาต่อไปว่า ของเสียที่เกิดขึ้นแล้วนั้น สามารถนำไปใช้ซ้ำหรือใช้ใหม่เพื่อลดปริมาณของเสียที่ต้องกำจัดให้เหลือน้อยที่สุดได้

     4. ดำเนินการตามแผนจัดการของเสีย และติดตามตรวจสอบ/ปรับปรุงแก้ไขให้บรรลุเป้าหมาย

    องค์กรจะต้องดำเนินการตามแผนจัดการของเสียที่ได้จัดทำไว้ ควบคุมให้มีการดำเนินงานตามแผน และติดตามตรวจสอบ/ปรับปรุงแก้ไขให้บรรลุเป้าหมาย โดย

    • ดำเนินการตามแผนจัดการของเสียที่จัดทำไว้ โดยมีการควบคุม และติดตามตรวจสอบว่าได้มีการดำเนินกิจกรรมที่กำหนดตามช่วงเวลาที่ระบุในแผนฯ รวมถึงตรวจสอบผลการดำเนินงานตามแผนงานที่ดำเนินการแล้วเสร็จด้วย
    • สำหรับแผนงานที่ทดลองดำเนินการแล้วสัมฤทธิ์ผล ให้กำหนดและพัฒนาเป็นมาตรฐานมาใช้สำหรับวิธีการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการของเสียเพื่อให้ถือปฏิบัติต่อไป
    • ในกรณีที่ผลการดำเนินงานไม่บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดในแผนฯ ต้องวิเคราะห์หาสาเหตุและดำเนินการปรับปรุงแก้ไขสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่ละเลยไม่ได้ คือ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมระหว่างพนักงานทุกฝ่ายเพื่อให้เกิดความร่วมมือในการจัดการของเสีย และร่วมกันพัฒนาการจัดการของเสียของโรงงานให้สัมฤทธิ์ผล

    5. ทบทวน ติดตามตรวจสอบ และประเมินผลอย่างต่อเนื่อง

    องค์กรจะต้องมีการทบทวน ติดตามตรวจสอบ และประเมินผลอย่างต่อเนื่อง มีการประเมินประสิทธิภาพการจัดการของเสียในโรงงานเปรียบเทียบกับเป้าหมาย และวิเคราะห์สาเหตุหรือข้อบกพร่องต่างๆ ที่ทำให้การจัดการของเสียของโรงงานยังไม่มีประสิทธิภาพหรือไม่บรรลุตามเป้าหมายรวมทั้งมีการปรับปรุงและพัฒนากิจกรรมด้านการจัดการของเสียภายในโรงงานตามหลัก 3Rs อย่างต่อเนื่อง

    การประเมินประสิทธิภาพการจัดการของเสียในโรงงาน นอกจากจะประเมินจากกิจกรรมต่างๆ ที่ได้ดำเนินการตามแผนงาน ด้วยดัชนีชี้วัดที่เหมาะสมแล้ว ยังควรประเมินผลในภาพรวมประกอบกันด้วยเพื่อให้ทราบว่า แผนงานที่ดำเนินการนั้นสามารถทำให้บรรลุเป้าหมายการลดของเสียโดยรวมได้หรือไม่/อย่างไร ประเด็นที่มีนัยสำคัญได้รับการจัดการอย่างเหมาะสมแล้วหรือไม่ มีแผนงานใดสัมฤทธิ์ผลซึ่งควรให้ถือปฏิบัติต่อไป หรือมีแผนงานใดที่มีข้อบกพร่องควรปรับปรุง เช่นนี้เป็นต้น เพื่อให้ทราบประโยชน์ในการพัฒนาและปรับปรุงการจัดการของเสียอย่างต่อเนื่องต่อไป

    next ลดการเกิดขยะ [1/2]

    ……………………………………………………….


    ลดการใช้น้ำ [2/2]

    1. การเลือกสีย้อมและสารเคมีที่ใช้อย่างเหมาะสมการเลือกใช้สารเคมีที่เหมาะสมจะเป็น ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในการลดของเสียที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากสารเคมีแต่ละ ชนิดจะมีความเป็นพิษที่แตกต่างกันและการใช้ปริมาณสารเคมีหรือสีย้อม ในปริมาณที่เหมาะ สมเป็นการลดปริมาณสารเคมีส่วนเกิน ซึ่งปริมาณสารเคมีส่วนเกินนั้นจะกลายเป็นน้ำเสีย ทางน้ำต่อไป จากการศึกษากระบวนการฟอกย้อมพบว่า หากสามารถลดปริมาณสารเคมี ได้ 20-50 % จะสามารถลดปริมาณของเสียในน้ำทิ้งในรูปของ บีโอดี ได้ถึงประมาณ 30-50% ผลดีอีกประการที่เห็นได้ชัดเจนก็คือค่าใช้จ่ายในการใช้สารเคมีจะลดลง ด้วยแนวทางการใช้ สารเคมีที่เหมาะสมมีดังนี้
      1. เลือกใช่สารเคมีที่ทำให้เกิดค่า บีโอดี ต่ำแทนสารเคมีที่ใช้อยู่เดิม
        • สารเคมีที่ทำให้เกิดค่า บีโอดี ในน้ำทิ้งปริมาณมากได้แก่ สารลอกแป้ง น้ำสบู่หรือสารซักฟอก ค่า บีโอดี ของสารลอกแป้งชนิดต่าง ๆ นั้นจากการ วิเคราะห์พบว่าสารลอกแป้งที่เป็นสารสังเคราะห์มีค่าปริมาณ บีโอดี ต่ำกว่า สารลอกแป้งที่เป็นสารธรรมชาติโดยลด บีโอดี ได้ถึง 20-30 เท่า
        • นอกจากแป้งเป็นสารที่มีค่า บีโอดี สูงแล้ว สารซักฟอกหรือน้ำสบู่ก็เป็น สารเคมีอีกประเภทหนึ่งที่มีปริมาณการใช้มากและมีค่า บีโอดี ค่อนข้างสูง น้ำสบู่ที่นิยมใช้กันมากที่สุดในกระบวนการฟอกย้อม คือ กลุ่มที่มีประจุลบ และไม่มีประจุ น้ำสบู่ที่มีประจุลบและมีโครงสร้างเป็น linear alkyl benzene sulfonate จัดเป็นกลุ่มที่มีค่า บีโอดี ต่ำ และย่อยสลายทาง ชีววิทยาได้ง่าย

    2.เลือกสีย้อมที่มีการผนึกสีกับเส้นใยสูง องค์ประกอบของการ ประหยัดน้ำใช้ในการเลือกสีย้อมคือการใช้สีย้อมชนิดที่มีความสามารถในการผนึกกับเส้นใยสูง

    3. เลือกสีย้อมที่มีความต้องการเกลือหรือสารเคมีอื่น ๆ ต่ำ สีย้อมชนิด นี้ทำให้สามารถลดปริมาณเกลือหรือสารเคมีที่จำเป็นลง และทำให้มีสีย้อม ปะปนมากับน้ำเสียน้อยลง สีย้อมประเภทนี้เหมาะสำหรับการใช้งานใน ระบบต่อเนื่อง

    4. เลือกสีย้อมที่มีความเป็นพิษน้อย หลีกเลี่ยงสีย้อมที่มีโอกาสก่อให้เกิดอันตรายหรือมีพิษสูงเช่น สีย้อม อะโซ ที่สามารถแตกตัวให้ อะมีน ประเภทที่ก่อให้เกิดมะเร็ง

    5. เลือกใช้กรดน้ำส้มแทนฟอสเฟต ในการควบคุม พิเอช และปรับปรุง คุณภาพน้ำ จะช่วยลดปริมาณฟอสเฟตในน้ำเสีย ฯลฯ

    2. การปรับเปลี่ยนกระบวนการฟอกย้อมมาตรการระยะแรกที่จะลดปริมาณการใช้น้ำและ น้ำเสียต่อสิ่งแวดล้อมนั้น ผู้บริหารระดับสูงแต่ละโรงงานต้องเพิ่มความเข้าใจถึงสถานะ ปัจจุบัน โดยทำการบันทึกและวิเคราะห์ปริมาณน้ำใช้แต่ละกระบวนการและกำหนดเป้าหมาย การลดปริมาณการใช้น้ำ ในการพิจารณาตั้งเป้าหมายดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับปัจจัยที่ ต้องคำนึงถึง ได้แก่

    2.กรณีที่สามารถทำให้สำเร็จได้โดยใช้กระบวนการที่มีอยู่ในปัจจุบันโดยเน้น การจัดการเป็นการลดปริมาณน้ำเสียโดยใช้เทคนิคด้านการจัดการ และปรับปรุงกระบวนการโดยใช้เครื่องจักรเดิมที่มีอยู่ ซึ่งมีวิธีการดังนี้

      1. การลดขั้นตอนการผลิต เช่น ทำการลอกแป้ง ขจัดสิ่งสกปรก และฟอกขาวในขั้นตอนเดียวสำหรับเส้นใยเซลลูโลสและใยผสม ทำให้ประหยัดการใช้น้ำมากขึ้น
      2. ปรับปรุงกระบวนการล้างให้มีประสิทธิภาพ น้ำเสียส่วนใหญ่ของ อุสาหกรรมฟอกย้อมมาจากการล้างสารเคมีส่วนเกินที่ใช้ในกระบวนการฟอกย้อมออกจากผ้า ดังนั้นถ้าเข้าใจในคุณสมบัติของสารเคมีต่าง ๆ อย่างดีแล้วจะเป็นการง่ายที่จะกำจัดสารเหล่านี้ออกจากผ้า โดยใช้น้ำล้างน้อยลง เช่น โซดาไฟ เป็นสารที่ใช้เป็นจำนวนมากในอุตสาหกรรมย้อมสิ่งทอ ซึ่งถูกดูดซึมโดยเส้นใยฝ้ายและไม่สามารถขจัดออกได้โดยง่าย แม้จะใช้น้ำปริมาณมาก ดังนั้นการทำให้ผ้าสั่นสะเทือนเชิงกลในน้ำร้อนและสะเทินด้วยสารละลายกรด จะช่วยให้โซดาไฟหลุดออกมาได้ง่ายขึ้น สำหรับการทำความสะอาด การขจัดกรดหรือด่างส่วนเกินออกนั้นวิธีการที่ทำให้เป็นกลางจะเป็นวิธีที่เหมาะสมเมื่อมีปริมาณสารน้อย ๆ แต่ควรระวังค่า Total Dissolved Solids จะมีค่าสูงเมื่อความเข้มข้นของสารนั้นสูง
      3. ลดการใช้น้ำกรณีที่มีการซักล้างและทำความสะอาดแบบแบต (Batch)  ซึ่งต้องใช้ปริมาณน้ำมากกว่าการซักล้างทำความสะอาดแบบต่อเนื่อง ถ้าสามารถลดปริมาณสิ่งเจือปนที่ถูกพามาจากกระบวนการก่อนการซักล้างครั้งนั้น ก็จะช่วยให้ปริมาณน้ำใช้ลดลงมาก เช่น การซักล้างผ้าฝ้าย ผ้าเรยอง หรือผ้าที่มีความนุ่มพอง เช่น ผ้าถัก ผ้าขนหนู จะมีปริมาณสิ่งเจือปนจำนวนมาก ในการซักล้างทำความสะอาด ให้เพิ่มเวลาในการสะเด็ดน้ำยาวนานกว่าการสะเด็ดน้ำทิ้งในผลิตภัณฑ์ทั่วไป โดยเฉพาะหลังการซักน้ำครั้งแรก
      4. ตรวจสอบทำความสะอาดและบำรุงรักษาอุปกรณ์ และเครื่องจักร อย่างสม่ำเสมอ การตรวจสอบเครื่องจักรและอุปกรณ์ให้สามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากจะช่วยลดปริมาณน้ำเสียให้น้อยลงแล้วยังช่วยลดต้นทุนในด้านพลังงานและการรั่วไหลของน้ำแล้ว ยังยืดอายุการใช้งานของเครื่องจักร ทำให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพดี และช่วยลดอุบัติเหตุภายในโรงงานอีกด้วย ฯลฯ

    กรณีที่สามารถลดปริมาณน้ำเสียโดยการใช้อุปกรณ์ช่วยประกอบกับเครื่องมือ ที่มีอยู่ เป็นการลดปริมาณน้ำเสียขั้นต่อจากการใช้การจัดการในโรงงาน ในขั้นนี้ จำเป็นต้องลงทุนจัดซื้ออุปกรณ์บางส่วนเพื่อช่วยในการลดน้ำใช้ ซึ่งมีวิธีดังนี้

    1. ติดตั้งอุปกรณ์ที่ให้การทำงานของเครื่องซักล้างและทำความสะอาด เชื่อมต่อกับสวิตช์เปิด-ปิด น้ำและไอน้ำ กล่าวคือ สวิตช์จ่ายน้ำและไอ น้ำ เปิดระหว่างที่เครื่องจักรทำงาน และปิดเมื่อเครื่องจักรหยุดทำงาน
    2. ติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมระบบอัตโนมัติ เพื่อควบคุมปริมาณน้ำที่จ่าย ให้กับเครื่องซักล้างโดยปรับเปลี่ยนได้ตามปริมาณของสิ่งเจือปน
    3. ปรับใช้ระบบน้ำไหลวนกลับ (Counterflow) เทคนิคนี้ใช้สำหรับ กระบวนการล้างหลายขั้นตอน โดยอาศัยหลักการว่าการล้างทำความ สะอาดเส้นใยหรือสิ่งทอในแต่ละขั้นตอนไม่จำเป็นต้องใช้น้ำที่มีความ สะอาดบริสุทธิ์เท่าเทียมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการล้างในขั้นตอนแรก ซึ่งเส้นใยมีความสกปรกมากที่สุด การล้างแบบนี้จะใช้น้ำสะอาดเฉพาะใน การล้างขั้นตอนสุดท้ายเท่านั้น น้ำที่ผ่านจากขั้นตอนนี้จะถูกนำไปใช้ล้าง เส้นใยในขั้นตอนต่อไปที่มีความสกปรกมากกว่า จนกระทั่งถึงการล้างใน ขั้นตอนแรกที่มีความสกปรกสูงสุด การล้างแบบต่อเนื่องโดยให้น้ำไหล สวนทิศทางการเคลื่อนที่ของเส้นใยหรือสิ่งทอที่จะล้าง เป็นรูปแบบที่นิยม ใช้มากที่สุด พบว่าการล้างแบบนี้จะสามารถประหยัดน้ำในกระบวนการ ล้างได้ถึง 50-80% ขึ้นอยู่กับปริมาณสิ่งทอที่จะล้างและจำนวนขั้นตอนใน การล้าง

    ติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมอัตโนมัติในกรณีที่ต้องควบคุม อุณหภูมิและ พีเอช เพื่อช่วยประหยัดไอน้ำ และสารเคมีที่ใช้ ฯลฯ

    กรณีลดปริมาณน้ำเสียโดยการเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรที่มีอยู่ให้เป็นชนิด ประหยัดน้ำ

    1. ใช้เครื่องย้อมแบบแบตช์ที่มีอัตราส่วนการใช้น้ำหนักเส้นใยต่อน้ำ หนักน้ำสีย้อมต่ำ เครื่องย้อมรุ่นใหม่ ๆ แบบหัวฉีด (jet) หรือแบบสำเร็จ รูปสามารถลดอัตราส่วนดังกล่าวอยู่ในระดับ 1 : 3 ถึง 1 : 5 เมื่อเทียบกับ แบบธรรมดาทั่ว ๆ ไปที่มีค่าสูงถึง 1 : 12 กระบวนการนี้ประหยัดทั้งน้ำใช้ ประหยัดพลังงาน และประหยัดสารเคมีพิเศษ

    2. ใช้เครื่องย้อมแบบต่อเนื่องสำหรับผ้าถัก โดยปกติการย้อมสีแบบต่อ เนื่องจะเป็นที่นิยมใช้กับสิ่งทอที่มีความสามารถในการรับแรงดึงได้สูง แต่ สิ่งทอประเภทถัก จะไม่สามารถใช้การย้อมสีแบบต่อเนื่องได้ต้องใช้แบบ แบตช์แทนเพราะจะเสียรูปทรงเมื่อได้รับแรงดึง อย่างไรก็ดีในปัจจุบันได้มี การผลิตเครื่องจักรที่สามารถย้อมสีได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีการดึงสิ่งทอ น้อยที่สุด หรือไม่มีเลย ซึ่งจะทำให้สิ่งทอประเภทถักไม่เสียรูปทรง การ ย้อมสีสิ่งทอแบบถักอย่างต่อเนื่องนี้มีข้อดีเหนือการย้อมแบบแบตช์ ดังนี้ ใช้น้ำในกระบวนการย้อมน้อย ปริมาณน้ำเสียที่เกิดขึ้นลดลง

    3. ใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมการผสมสีและการเติมสารเคมีให้ได้ในสัด ส่วนที่ต้องการ เกิดผลดีมากกว่าการใช้คน สามารถป้องกันการหกเลอะของสีและสารเคมีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถึงแม้ว่าการใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมการทำงานจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเบื้องต้นในการติดตั้งระบบ แต่ผลประโยชน์ที่ได้อันเนื่องมาจากการประหยัดสีย้อมและสารเคมี และการลดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผลิตภัณฑ์ สามารถชดเชยกับการลงทุนเบื้องต้นได้ในเวลาอันสั้น

    4. เครื่องชุบมัน (Mercerize) โดยใช้สารละลายแอมโมเนีย การใช้ สารละลายแอมโมเนียแทนการใช้โซดาไฟ จะมีข้อดีคือสามารถกำจัดวิธี การล้าง ซึ่งต้องใช้น้ำจำนวนมากออกไป และยังช่วยลดปริมาณน้ำเสียอีก ด้วย ในขณะเดียวกันสารละลายแอมโมเนียยังสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ ได้ วิธีนี้สามารถลดการใช้ไอน้ำและเพิ่มความแข็งแรงของเส้นด้าย ผ้าทอ ผ้าถัก ซึ่งมักจะเกิดปัญหาการเสียรูปทรงในระหว่างกระบวนการผลิต

    การนำกลับมาใช้ใหม่ วิธีการลดปริมาณของสีสามารถทำได้อีกวิธีหนึ่งคือการนำกลับมาใช้ใหม่หรือใช้ซ้าอีกเท่าที่จะทำได้ สารเคมีที่ใช้ในกระบวนการเตรียมควรต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมคือ เลือกชนิดที่สามารถใช้ซ้ำได้อีก โดยไม่ทำให้เกิดปัญหาขึ้นเช่นเกิดเป็นจุดบนผ้า (Spotting) เป็นต้น ขั้นตอนสำคัญที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นขั้นตอนที่สามารถจะนำสารเคมีและสีย้อมกลับมาใช้ใหม่หรือใช้ซ้ำได้อีกอย่างได้ผล ได้แก่

    การใช้น้ำสีย้อมจากอ่างย้อมซ้ำอีก การนำโซดาไฟจากกระบวนการชุบมันกลับมาใช้ใหม่การนำสารลอกแป้งเส้นด้ายฝ้ายกลับมาใช้ใหม่ขั้นตอนดังกล่าวข้างต้น เป็นวิธีการที่สามารถลดน้ำเสียต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างมาก เพราะนอกจากจะเป็นการลดสารเคมี เกลือ ด่างและสีแล้ว ยังเป็นการลดค่า COD และ BOD ในน้ำที่จะบำบัดอีกด้วย

    แหล่งข้อมูลอ้างอิง

    1. หน่วยปฏิบัติการวิจัยระบบจัดการแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, www.waterCU.eng.chula.ac.th

    2. กรมโรงงานอุตสาหกรรม, http://www.diw.go.th/diw_web/html/versionthai/center/datacenter1.1.asp

    3. Save water, http://www.savewater.com.au/how-to-save-water/in-business/

     

    วีดีทัศน์ที่น่าสนใจ

    1. สยามยลระยองปี 2 -SSHE- ลดใช้น้ำด้วยหลัก 3R, http://www.youtube.com/watch?v=a7CLBzaD_cE

     

    …………………………………………………………..


    ลดการใช้น้ำ [1/2]

    1. การปรับเปลี่ยนวัตถุดิบ

    การปรับเปลี่ยนวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต ซึ่งอาจเป็นวัตถุดิบหลักหรือวัตถุดิบย่อยก็ได้ แนวทางการดำเนินงานทำได้หลายลักษณะดังนี้ 

    1.1 ลดหรือยกเลิกการใช้วัตถุดิบที่เป็นต้นเหตุการใช้น้ำในปริมาณสูง โดยเปลี่ยนไปใช้วัตถุดิบชนิดอื่นที่สามารถใช้ทดแทนกันได้ กล่าวคือมีคุณสมบัติในด้านการผลิตใกล้เคียงกับวิตถุดิบชนิดเดิมแต่มีใช้น้ำน้อยกว่า

    1.2 ใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพหรือมีความบริสุทธิ์สูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ลดปริมาณการล้างในขั้นตอนการทำความสะอาดวัตถุดิบ หรือลดปริมาณเศษวัตถุดิบที่ต้องคัดทิ้ง เช่น ใช้ข้าวที่มีความสะอาดมากขึ้นในอุตสาหกรรมก๋วยเตี๋ยว ทำให้ประหยัดน้ำในการล้างข้าว เป็นต้น

    2. การปรับเปลี่ยนกิจกรรมภายในโรงงาน

    กิจกรรมภายในโรงงานหมายถึงกิจกรรมทั้งปวงที่เกี่ยวข้องกับการผลิต อันได้แก่การทำงานของเครื่องจักรอุปกรณ์ในสภาวะหรือปัจจัยต่าง ๆ ที่ใช้ในการควบคุมการผลิต ระบบการควบคุมและตรวจสอบการทำงาน ตลอดจนระบบการจัดการอื่น ๆ ปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้สามารถปรับปรุงเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการผลิตมากขึ้นในขณะเดียวกัน ก็จะส่งผลให้มีการใช้น้ำและน้ำเสียที่เกิดขึ้นมีปริมาณน้อยลงด้วย โดยมีแนวทางดำเนินการได้ 3 ลักษณะคือ

    2.1 การปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี

    image0025 ลดการใช้น้ำ [1/2]

    รูปภาพสายยางพร้อมหัวฉีด

    หมายถึงการปรับปรุงวิธีการหรือกลไกในกระบวนการผลิต เช่น การเปลี่ยนชนิดของเครื่องจักร อุปกรณ์ สารที่ใช้ในขบวนการเร่งปฏิกริยา ดังตัวอย่างของการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการผสมสีในขั้นตอนการเตรียนสีย้อม เพื่อลดหรือหลีกเลี่ยงการย้อมซ้ำ และการเปลี่ยนการล้างแบบถ่ายน้ำทิ้งเป็นช่วง ๆ แทนการล้างแบบไหลล้นอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ลดปริมาณน้ำเสียจากการย้อมผ้าลงได้มาก

    2.2 การนำกลับมาใช้ใหม่ภายในโรงงาน เป็นการจัดการน้ำที่เกิดขึ้นในขั้นตอนต่างๆอย่างเหมาะสม โดยอาศัยหลักการที่น้ำอันเกิดขึ้นจากจุดหนึ่ง อาจสามารถนำไปใช้เป็นประโยชน์ได้ในอีกจุดหนึ่ง หรือแม้แต่กับจุดเดิม หากมีการปรับปรุงเพียงเล็กน้อย ดังตัวอย่างในอุตสาหกรรมก๋วยเตี๋ยว มีการนำน้ำล้างข้าวในขั้นตอนท้าย ๆ ซึ่งความสกปรกน้อยมาล้างข้าวในขั้นตอนแรก ๆ หรือการนำน้ำทิ้งจากเครื่องอัดแป้งในช่วงท้าย ๆ ซึ่งค่อนข้างใสมาใช้ล้างพื้นและอุปกรณ์ต่าง ๆ

    2.3 การปรับปรุงระบบการทำงาน หรือการจัดการ

    image0045 ลดการใช้น้ำ [1/2]

    รูปภาพการผลิตน้ำอัดลม

    เป็นการปรับปรุงขั้นตอนหรือกระบวนการทำงานรวมทั้งประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรเพื่อลดข้อผิดพลาดในการทำงาน อันเป็นสาเหตุของการใช้น้ำมากขึ้น เช่น การปรับปรุงแผนการผลิตให้มีความสอดคล้องสัมพันธ์กันในแต่ละหน่วยการผลิต เพื่อลดข้อผิดพลาดในการผลิต การอบรมเพื่อเพิ่มทักษะในการปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ช่วยรักษาความ สะอาด รวมถึงการคัดแยกน้ำเสียเพื่อรวบรวมไปกำจัดอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ยังรวมถึงการจัดทำเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความสะดวกใน การทำงาน และป้องกันการเกิดข้อผิดพลาดหรืออุบัติเหตุในการทำงานด้วย

    3. การปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์

    เป็นการปรับปรุงในรายละเอียดของผลิตภัณฑ์เพื่อหลีกเลี่ยง หรือลดการใช้น้ำในกระบวนการผลิต clip image001 ลดการใช้น้ำ [1/2]ต่อไปนี้จะได้กล่าวถึงตัวอย่าง การประยุกต์ใช้เทคนิคการลดการใช้น้ำตามแนวทางที่กล่าวแล้วนี้ในอุตสาหกรรมประเภทต่าง ๆ ซึ่งจะนำประเภทฟอกย้อม-พิมพ์ผ้ามากล่าวโดยสังเขปดังนี้

    อุตสาหกรรมฟอกย้อม-พิมพ์ผ้า

    อุตสาหกรรมฟอกย้อม-พิมพ์ผ้า เป็นอุตสาหกรรมที่มีการใช้น้ำและสารเคมีในกระบวนการผลิตและเกิดเป็นของเสียเป็นปริมาณมากโดยเฉพาะน้ำเสียในกระบวนการผลิต ซึ่งจำแนกออกเป็น 2 ขั้นตอน ดังนี้

    1. ขั้นเตรียมการ เป็นการทำความสะอาดเส้นใยเพื่อให้พร้อมสำหรับการย้อมพิมพ์ซึ่ง ประกอบด้วยขั้นตอนดังนี้ การเผาขน     –> ไม่มีการใช้น้ำ
      การลอกแป้ง                     –> มีการใช้น้ำและมีน้ำเสียเกิดขึ้น
      การขจัดสิ่งสกปรกเจือปน   –> มีการใช้น้ำและสารเคมีเช่น สบู่ โซดาไฟ จึงมีน้ำเสียเกิดขึ้น
      การฟอกขาว                      –> มีการใช้น้ำและสารฟอกขาว มีน้ำเสียเกิดขึ้น
      การชุบมัน                          –> มีการใช้น้ำและสารเคมี มีน้ำเสียเกิดขึ้น
    2. ขั้นการย้อมสี แบ่งได้ 2 วิธี คือ
    • วิธีย้อม โดยละลายสีย้อมลงในน้ำ นำสิ่งทอที่เตรียมไว้มาสัมผัสกับสีย้อม สีย้อมที่เหลือจะถูกทิ้งไป สิ่งทอที่ย้อมแล้วจะถูกนำมาซักล้าง มีใช้น้ำ ล้างมาก จึงเกิดน้ำเสีย (สี) มาก
    • วิธีพิมพ์ โดยผสมสีพิมพ์กับแป้งพิมพ์เพื่อให้มีความเข้มข้นแล้วจึงพิมพ์ลง บนผ้า จากนั้นจึงนำผ้าที่พิมพ์แล้วไปซักล้าง รวมถึงจะมีการล้างแบบพิมพ์ เป็นครั้งคราวอีกด้วย ดังนั้นจึงมีการใช้น้ำ และเกิดน้ำเสีย (สี) ขึ้น

    clip image001 ลดการใช้น้ำ [1/2]จากกระบวนการผลิตและสารเคมีที่ใช้ ทำให้น้ำเสียจากอุตสาหกรรมสิ่งทอประกอบไปด้วย บีโอดี ซีโอดี และสีรวมถึงสารเคมีต่าง ๆ ที่ละลายอยู่ในน้ำ ซึ่งความเข้มข้นจะแปรเปลี่ยนไปตามกระบวนการผลิตที่มีลักษณะเฉพาะของโรงงานแต่ละแห่ง อย่างไรก็ดีโดยทั่ว ๆ ไป น้ำเสียจากอุตสาหกรรมสิ่งทอจะมี บีโอดีอยู่ระหว่าง 100 ถึง 500 มิลลิกรัมต่อลิตร และซีโอดีอยู่ระหว่าง 200 ถึง 2,000 มิลลิกรัมต่อลิตรตามลำดับ ซึ่งปัจจุบันมาตรฐานน้ำทิ้งกำหนดให้น้ำทิ้งจากโรงงานประเภทนี้มีค่าบีโอดีไม่เกิน 60 มิลลิกรัมต่อลิตร และซีโอดีไม่เกิน 400 มิลลิกรัมต่อลิตร ส่วนสีของน้ำทิ้งนั้นต้องไม่เป็นที่พึงรังเกียจ
    clip image001 ลดการใช้น้ำ [1/2]การกำจัดค่าบีโอดีนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่การกำจัดซีโอดีและสีมักเป็นปัญหาทั้งทางด้านเทคนิคและค่าใช้จ่าย เพราะต้องใช้กระบวนการบำบัดหลายขั้นตอน ทั้งทางเคมี ทางชีวภาพ และทางกายภาพเคมี ผสมผสานกันจึงจะได้ผลออกมาเป็นที่ยอมรับได้ จึงทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่สูงมากซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตโดยรวม
    clip image001 ลดการใช้น้ำ [1/2]จากปัญหาและความยุ่งยากในการบำบัดน้ำเสียของอุตสาหกรรมฟอกย้อมดังกล่าวข้างต้นทำให้ในระยะหลังๆ มีผู้หันมาสนใจการลดปริมาณน้ำเสียจากแหล่งกำเนิดมากยิ่งขึ้นโดยได้มีการศึกษาหาวิธีการหรือเทคนิคในการลดปริมาณการใช้น้ำ สารเคมีในการผลิต และพลังงานโดยใช้เทคนิคการลดน้ำเสียจากแหล่งกำเนิด ซึ่งผลที่ได้รับนอกจากจะเป็นการลดปริมาณน้ำเสียที่ต้องทำการบำบัดแล้วยังเป็นการประหยัดน้ำ สารเคมี และพลังงานอีกด้วย สำหรับแนวทางที่ใช้ในการลดปริมาณและความสกปรกของน้ำเสียในอุตสาหกรรมฟอกย้อมมีดังต่อไปนี้

    1. การเลือกสีย้อมและสารเคมีที่ใช้อย่างเหมาะสมการเลือกใช้สารเคมีที่เหมาะสมจะเป็น ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในการลดของเสียที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากสารเคมีแต่ละ ชนิดจะมีความเป็นพิษที่แตกต่างกันและการใช้ปริมาณสารเคมีหรือสีย้อม ในปริมาณที่เหมาะ สมเป็นการลดปริมาณสารเคมีส่วนเกิน ซึ่งปริมาณสารเคมีส่วนเกินนั้นจะกลายเป็นน้ำเสีย ทางน้ำต่อไป จากการศึกษากระบวนการฟอกย้อมพบว่า หากสามารถลดปริมาณสารเคมี ได้ 20-50 % จะสามารถลดปริมาณของเสียในน้ำทิ้งในรูปของ บีโอดี ได้ถึงประมาณ 30-50% ผลดีอีกประการที่เห็นได้ชัดเจนก็คือค่าใช้จ่ายในการใช้สารเคมีจะลดลง ด้วยแนวทางการใช้ สารเคมีที่เหมาะสมมีดังนี้
      1. เลือกใช่สารเคมีที่ทำให้เกิดค่า บีโอดี ต่ำแทนสารเคมีที่ใช้อยู่เดิม
    • สารเคมีที่ทำให้เกิดค่า บีโอดี ในน้ำทิ้งปริมาณมากได้แก่ สารลอกแป้ง น้ำสบู่หรือสารซักฟอก ค่า บีโอดี ของสารลอกแป้งชนิดต่าง ๆ นั้นจากการ วิเคราะห์พบว่าสารลอกแป้งที่เป็นสารสังเคราะห์มีค่าปริมาณ บีโอดี ต่ำกว่า สารลอกแป้งที่เป็นสารธรรมชาติโดยลด บีโอดี ได้ถึง 20-30 เท่า
    • นอกจากแป้งเป็นสารที่มีค่า บีโอดี สูงแล้ว สารซักฟอกหรือน้ำสบู่ก็เป็น สารเคมีอีกประเภทหนึ่งที่มีปริมาณการใช้มากและมีค่า บีโอดี ค่อนข้างสูง น้ำสบู่ที่นิยมใช้กันมากที่สุดในกระบวนการฟอกย้อม คือ กลุ่มที่มีประจุลบ และไม่มีประจุ น้ำสบู่ที่มีประจุลบและมีโครงสร้างเป็น linear alkyl benzene sulfonate จัดเป็นกลุ่มที่มีค่า บีโอดี ต่ำ และย่อยสลายทาง ชีววิทยาได้ง่าย
      1. เลือกสีย้อมที่มีการผนึกสีกับเส้นใยสูง องค์ประกอบของการ ประหยัดน้ำใช้ในการเลือกสีย้อมคือการใช้สีย้อมชนิดที่มีความสามารถในการผนึกกับเส้นใยสูง
      2. เลือกสีย้อมที่มีความต้องการเกลือหรือสารเคมีอื่น ๆ ต่ำ สีย้อมชนิด นี้ทำให้สามารถลดปริมาณเกลือหรือสารเคมีที่จำเป็นลง และทำให้มีสีย้อม ปะปนมากับน้ำเสียน้อยลง สีย้อมประเภทนี้เหมาะสำหรับการใช้งานใน ระบบต่อเนื่อง
      3. เลือกสีย้อมที่มีความเป็นพิษน้อย หลีกเลี่ยงสีย้อมที่มีโอกาสก่อให้เกิดอันตรายหรือมีพิษสูงเช่น สีย้อม อะโซ ที่สามารถแตกตัวให้ อะมีน ประเภทที่ก่อให้เกิดมะเร็ง
      4. เลือกใช้กรดน้ำส้มแทนฟอสเฟต ในการควบคุม พิเอช และปรับปรุง คุณภาพน้ำ จะช่วยลดปริมาณฟอสเฟตในน้ำเสีย ฯลฯ

     

    next ลดการใช้น้ำ [1/2]

    ……………………………………………………….


    รู้ทันสถานะการปัจจุบัน [2/2]

    3. โครงการเพื่อนเตือนภัย 

    3.1  วัตถุประสงค์ของโครงการ

    (1)    เพื่อสร้างเครือข่ายให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการแจ้งเตือน ภัย ให้มีความฉับไวและทั่วถึง มากขึ้นรวมทั้งช่วยเผยแพร่ความรู้ด้านภัยพิบัติและการป้องกันและบรรเทา สาธารณภัย ให้เกิดความปลอดภัยมากที่สุด

    (2)   เพื่อการแสวงหาอาสา สมัครทำหน้าที่เฝ้าระวังเหตุการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นใน พื้นที่และรายงานผลให้ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติได้อย่างทันท่วงที

    (3)   เพื่อ การแสวงหาสมาชิกเครือข่าย “เพื่อนเตือนภัย”ให้มีจำนวนมากพอครอบคลุมพื้นที่ทุกจังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน เพื่อประโยชน์ในการสนับสนุนการเตือนภัยและเป็นข่ายสื่อสารคู่ขนานในยามเกิด ภัยพิบัติ ให้สามารถสนับสนุนการช่วยเหลือในการอพยพหลบภัยได้ทันเวลา

    (4)   เพื่อ ปลูกฝังเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้รู้คุณค่าของการเป็นผู้มีจิตอาสา ช่วยดูแลสังคมด้านความปลอดภัย จากภัยธรรมชาติต่างๆ โดยใช้ทรัพยากรสื่อสารที่มีอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์สูงสุด

    image0053 รู้ทันสถานะการปัจจุบัน [2/2]

    รูปภาพเครือข่ายและภัยน้ำท่วม

    3.2 เป้าหมายของโครงการ

    1. มีสมาชิกเครือข่าย “เพื่อนเตือนภัย” และ “ลูกเสือเตือนภัย” อยู่ทุกหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และจังหวัด สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ด้วยการสื่อสารทางใดทางหนึ่งหรือหลายทาง
    2. มี รายชื่อสมาชิกที่มีความรู้ความเข้าใจในการเป็นอาสาสมัครสนับสนุนในการแจ้ง เตือนภัยได้อย่างถูกวิธี รวมทั้งการแจ้งและรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ให้ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติทราบอย่างถูกต้องตรงตามความเป็นจริงได้อย่าง รวดเร็ว
    3. เร่งขยายเครือข่าย “เพื่อนเตือนภัย” และ “ลูกเสือเตือนภัย” เพิ่มขึ้นให้มากที่สุด ซึ่งขณะนี้มีนักวิทยุสมัครเล่น จำนวนประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ คน นอกจากนี้ยังมัวิทยุความถี่ภาคประชาชน CB (Citizen Band) ความถี่ ๒๔๕ MHz เป็นประชาชนที่มีวิทยุคมนาคมเครื่องแดงมีจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ – ๓๐๐,๐๐๐ คน และสถานีวิทยุกระจายเสียงชุมชนอีกประมาณอีก ๔,๐๐๐ สถานีทั่วประเทศ

    3.3 ผลการดำเนินงาน

    เพื่อเปิดโอกาสให้แก่ผู้สนใจเป็นอาสาสมัครในเครือข่าย “เพื่อนเตือนภัย” ได้ง่ายขึ้นจึงจัดประเภทเพื่อนเตือนภัยเป็น 2 ประเภท เพื่อนเตือนภัยที่ผ่านการอบรมสร้างองค์ความรู้แล้วเรียกว่า “เพื่อนเตือนภัย” สำหรับผู้ที่สนใจสมัครหรือลงทะเบียนทาง Website: www.ndwc.go.th และ www.fw192.com แต่ยังไม่ได้เข้ารับการอบรมสร้างองค์ความรู้ให้เป็น “ลูกเสือเตือนภัย” (Warning Scout) ซึ่งจะจัดอบรมสร้างองค์ความรู้ให้ในโอกาสที่เหมาะสมต่อไป

    นตอนมีดังนี้

    (1)   จัดประชุมสัมมนาสร้างองค์ความรู้ ด้านระบบการเตือนภัย ภัยธรรมชาติต่างๆ และหาอาสาสมัครเป็นแกนนำเครือข่ายเพื่อนเตือนภัยเป็นผู้แทนในระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน

    (2)  จัดทำทะเบียนเครือข่ายเพื่อนเตือนภัย เพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสาร

    (3)  จัดทำบัตรประจำตัว “เพื่อนเตือนภัย” เพื่อการแสดงตนในการแจ้งข่าวและในการทำกิจกรรม

    (4) จัดประชุมสัมมนาเพื่อเพิ่มจำนวน “เพื่อนเตือนภัย” ให้มากขึ้นในทุกภาคของประเทศ โดยเน้นกลุ่มประชาชนและหน่วยงานราชการ

    (5) จัดทำสื่อกลางในการติดต่อประสานงานโดยเปิดเว็บไซต์ www.fw192.com เพื่อเป็นช่องทางในการรับทราบความเคลื่อนไหวของศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติรวมทั้งข้อเสนอแนะ ในการพัฒนาความรู้ความเข้าใจในการแจ้งเตือนภัย

     

    แหล่งข้อมูลอ้างอิง

    1. สำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ
      http://www.waterforthai.go.th
    2. สำนักนโยบายและแผนพลังงาน,  กระทรวงพลังงาน
      http://www.eppo.go.th/ccep/download/REDP_15_yrs.pdf
    3. ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ
      http://www.ndwc.go.th/web/

     

    วีดีทัศน์ที่น่าสนใจ

    1. ทิศทางแผนแม่บทพลังงานไทย, http://www.youtube.com/watch?v=yO3rBkBBOyQ

    2. Close Up Thailand ตอน ยุทธศาสตร์พลังงานรับAEC, http://www.youtube.com/watch?v=3gWb68wcwSQ

    3. รายการรู้ทันน้ำ ตอนที่ 1 (18-6-55), http://www.youtube.com/watch?v=Kg8dwY3mVfk

    4. รายการ Green + นำเสนออัพเดทข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ

    - เปลี่ยนกรุงเทพ เมืองจักรยาน, http://www.youtube.com/watch?v=2_nsXlhgCmk

    - รีไซเคิลโทรศัพท์มือถือ, http://www.youtube.com/watch?v=og_DnzdElrM

    ………………………………………………………..

     


    รู้ทันสถานการณ์ปัจจุบัน [1/2]

    1. การบริหารจัดการน้ำตามแนวทางพระราชดำริในหลวง

    ประเทศไทยควรแบ่งพื้นที่ในการบริหารจัดการน้ำตามสภาพภูมิประเทศและทางไหลของน้ำ ออกเป็น 3 พื้นที่ ดังนี้

    1.1 พื้นที่ต้นน้ำ  ทำหน้าที่ กักเก็บน้ำ และดูดซับน้ำในพื้นที่ต้นน้ำไว้ให้มากที่สุด  ครอบคลุมพื้นที่ 10 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย พะเยา เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ตาก น่าน แพร่ อุดรดิตถ์ และ สุโขทัย ในภาคเหนือและภาคกลางตอนบน อันเป็นแนวต้นกำเนิดแม่น้ำปิง แม่น้ำวัง แม่น้ำยม และ แม่น้ำน่าน พื้นที่ต้นน้ำมีความสำคัญในการชะลอน้ำ ไม่ให้ไหลบ่าอย่างรุนแรง โดยมีพื้นที่ป่าเป็นแรงสำคัญในการดูดซับน้ำ

    1.2 พื้นที่กลางน้ำ  ทำหน้าที่ชะลอน้ำและเก็บน้ำไว้ตามแหล่งธรรมชาติ

    ครอบคลุมพื้นที่ 14 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร พิษณุโลก พิจิตร นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี นครนายก และ ปราจีนบุรี มีหน้าที่รองรับน้ำจากแม่น้ำปิง แม่น้ำวัง แม่น้ำยม และแม่น้ำน่าน อันเป็นต้นกำเนิดแม่น้ำเจ้าพระยา พื้นที่กลางน้ำมีหน้าที่ชะลอน้ำและรองรับน้ำจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำ ร่วมกับการจัดการประตูระบายน้ำและการระบายน้ำตลอดแนวพื้นที่กลางน้ำ เพื่อป้องกันความเสียหายจากน้ำท่วมให้เกินขึ้นน้อยที่สุด

     1.3 พื้นที่ปลายน้ำ  ทำหน้าที่เร่งระบายน้ำลงตามคูคลอง ทะเล เพื่อปกป้องพื้นที่เศรษฐกิจ

    ครอบคลุม 7 จังหวัด ได้แก่ ปทุมธานี นครปฐม นนทบุรี กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ สมุทรสงคราม และ ฉะเชิงเทรา อันเป็นแหล่งเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ พื้นที่ปลายน้ำมีหน้าที่รองรับน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำน้อย และแม่น้ำท่าจีน ก่อนจะไหลลงสู่ทะเล โดยจะแบ่งเป็นพื้นที่ปกป้องชั้นนอก พื้นที่ปกป้องชั้นกลาง และพื้นที่ปกป้องชั้นใน

    image0024 รู้ทันสถานการณ์ปัจจุบัน [1/2]

    รูปภาพยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำเพื่อป้องกันอุทกภัย

    2. แผนพลังงานทดแทนของประเทศไทย 15 ปี

    2.1 วัตถุประสงค์

    1. เพื่อให้ประเทศไทยใช้พลังงานทดแทนเป็นพลังงานหลักของประเทศแทนการนำเข้าน้ำมัน

    2. เพิ่มความมั่นคงในการจัดหาพลังงานให้ประเทศ

    3. ส่งเสริมการใช้พลังงานรูปแบบชุมชนสีเขียวแบบครบวงจร

    4. สนับสนุนอุตสาหกรรมการผลิตเทคโนโลยีพลังงานทดแทนในประเทศ

    5. วิจัย พัฒนา ส่งเสริมเทคโนโลยีพลังงานทดแทนประสิทธิภาพสูง

    2.2 เป้าประสงค์

    “เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนให้เป็นร้อยละ 20 ของการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายของประเทศ ในปี 2565”

     

    2.3 แผนพัฒนาพลังงานทดแทน 15 ปี จะแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่

    ระยะสั้น (2551 – 2554)

    • มุ่งเน้นส่งเสริมเทคโนโลยีพลังงานทดแทนที่ได้รับการยอมรับแล้ว (proven technologies) และมีศักยภาพแหล่งพลังงานทดแทนสูง ได้แก่ เชื้อเพลิงชีวภาพการผลิตไฟฟ้า และความร้อนจากชีวมวล ก๊าซชีวภาพ และNGV โดยใช้มาตรการสนับสนุนทางด้านการเงินเต็มรูปแบบ

    ระยะกลาง (2555 – 2559)

    • ส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีพลังงานทดแทน และสนับสนุนพัฒนาต้นแบบเทคโนโลยีพลังงานทดแทนใหม่ๆ เช่น การผลิตเอทานอลและไบโอดีเซลจากสาหร่าย, การผลิตน้ำมันจากชีวมวล และเชื้อเพลิงไฮโดรเจน ให้มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีใหม่ในการผลิตพลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพ และพัฒนาต้นแบบ Green City และนำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งให้กับการผลิตพลังงานทดแทนระดับชุมชน

    ระยะยาว (2560 – 2565)

    • ส่งเสริมเทคโนโลยีพลังงานทดแทนใหม่ๆ ที่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์รวมถึงการขยายผล Green City และพลังงานชุมชน และสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์ส่งออกเชื้อเพลิงชีวภาพ และการส่งออกเทคโนโลยีพลังงานทดแทนในภูมิภาคอาเซียน

    โดยมีเป้าหมายการพัฒนาพลังงานทดแทน 19,799 ktoe หรือคิดเป็นร้อยละ 20.3 ของการใช้พลังงานทั้งหมด

    image0044 รู้ทันสถานการณ์ปัจจุบัน [1/2]

    ตารางเป้าหมายการสร้างพลังงานทดแทน

    2.4 ผลประโยชน์ที่จะได้รับ

    (1) ด้านเศรษฐกิจ

    • ลดการนำเข้าพลังงานได้มากกว่า 460,000 ล้านบาท/ปี ในปี 2565

    • ส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในภาคเอกชนได้มากกว่า 382,240 ล้านบาท/ปี

    • เกิดการจ้างงานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องมากกว่า 40,000 คน

    • สร้างรายได้จากการซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้มากกว่า 14,000 ล้านบาทต่อปี

    • ลดการลงทุนของภาครัฐในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลมากกว่า 3,800 เมกะวัตต์ คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 100,000 ล้านบาท

    • สร้างรายได้กลับเข้าสู่ประเทศ โดยการพัฒนาประเทศสู่ศูนย์กลางการส่งออกเชื้อเพลิงชีวภาพ และเทคโนโลยีพลังงานทดแทน ได้แก่เซลล์แสงอาทิตย์ประสิทธิภาพสูง

    เทคโนโลยีแก๊สซิฟิเคชั่น และระบบถังหมักก๊าซชีวภาพ ในภูมิภาคอาเซียน

    (2) ด้านสังคม

    • ลดผลกระทบอันเนื่องมาจากการอพยพแรงงานสู่เมือง โดยการสร้างงานในพื้นที่ชนบท

    • เกษตรกรมีรายได้จากการขายพืชผลทางการเกษตรที่มากขึ้นอย่างต่อเนื่องและมั่นคง

    • ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศให้เข้าถึงพลังงานอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง

    (3) ด้านสิ่งแวดล้อม

    • พัฒนาสู่สังคมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำ (Low Carbon Society) ลดผลกระทบต่อภาวะโลกร้อน

     

    next รู้ทันสถานการณ์ปัจจุบัน [1/2]

    ……………………………………………………….


    การจัดการขยะ [2/2]

    4. การดูแลรักษากองปุ๋ยหมัก

    หลังจากกองปุ๋ยหมักเสร็จแล้วจะต้องหมั่นตรวจดูแลกองปุ๋ยหมักอยู่เสมอโดยปฏิบัติดังนี้

    (1) จะต้องป้องกันไม่ให้สัตว์เข้าไปทำลาย หรือคุ้ยเขี่ยกองปุ๋ยหมัก ควรหาทางมะพร้าวหรือกิ่งไม้วางทับกองปุ๋ยหมักไว้กันสัตว์คุ้ยเขี่ย

    (2) ทำการให้น้ำกองปุ๋ยหมักให้มีความชื้นพอเหมาะอยู่เสมอ คือ ไม่ให้แห้งหรือแฉะเกินไปมีวิธีการตรวจอย่างง่ายๆ คือ เอามือสอดเข้าไปในกองปุ๋ยหมักให้ลึกๆ แล้วหยิบเอาชิ้นส่วนภายในกองปุ๋ยหมักมาบีบดู ถ้าปรากฏว่ามีน้ำติดฝ่ามือแสดงว่าความชื้นพอเหมาะไม่ต้องให้น้ำ ถ้าไม่มีน้ำติดฝ่ามือแสดงว่ากองปุ๋ยหมักแห้งเกินไปต้องให้น้ำในระยะนี้ ถ้าบีบดูมีน้ำทะลักออกมาตามง่ามนิ้วมือ แสดงว่าแฉะเกินไปไม่ต้องให้น้ำ

    (3) การกลับกองปุ๋ย นอกจะช่วยให้ออกซิเจนแก่จุลินทรีย์แล้ว ยังเป็นการระบายความร้อนออกจากกองปุ๋ยอีกด้วย ตามปกติควรกลับกองปุ๋ยหมักอยู่ในช่วง 1-4 อาทิตย์ต่อครั้ง

    (4) การทำช่องระบายอากาศ  ด้วยวิธีง่ายๆ คือ เมื่อเราจะเริ่มตั้งกองปุ๋ยหรือจะตั้งกองปุ๋ยใหม่ หลังจากการกลับกอง ก็หาไม้มาหลายๆ ลำ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ของลำไม้ไผ่ประมาณ 3-4 นิ้ว มาปักตั้งไว้บนพื้นดินที่จะตั้งกองปุ๋ย โดยกะว่า เมื่อตั้งกองไปแล้ว ลำไม้ไผ่จะกระจายอยู่ทั่วๆ กอง แล้วจึงทำการตั้งกองปุ๋ย (ดังภาพ)

    image017 การจัดการขยะ [2/2]

    รูปภาพการทำช่องระบายอากาศด้วยไม้ไผ่

    เมื่อตั้งกองเสร็จเรียบร้อยดีแล้ว ก็ถอนลำไม้ไผ่ออก กองปุ๋ยของเราก็จะ มีช่องระบายอากาศตามที่ต้องการ (ดังภาพ) ก่อนถอนลำไม้ไผ่ควรโยกไม้ ไปรอบๆ จะทำให้ช่องระบายอากาศคงรูปได้ดีขึ้น ไม่ยุบตัว ควรทำช่องระบาย อากาศเช่นนี้ทุกครั้งที่มีการกลับกองปุ๋ย

    image0182 การจัดการขยะ [2/2]

    รูปภาพหลังการเจาะรูกระบอกระบายอากาศ

    (5) ขนาดของกองปุ๋ย ไม่ควรตั้งกองปุ๋ยให้สูงมากนัก ความสูงของกองปุ๋ยที่พอเหมาะไม่ควรเกิน 1.5- 1.8 เมตร สำหรับความกว้างของกองปุ๋ยก็อย่าให้กว้างเกินไป จะทำให้การระบายอากาศจากทางด้านข้างของกองไม่ดี การกลับกองก็ทำได้ไม่สะดวก ถ้าจะให้ดีควรกว้างไม่เกิน      2.4-3.0 เมตร ในทางตรงกันข้ามกองปุ๋ยก็ไม่ควรจะเตี้ยหรือแคบเกินไป เพราะจะทำให้ความร้อนที่เกิดขึ้นกระจายออกไปได้ง่าย ขนาดของกองปุ๋ยไม่ควรเล็กไปกว่าขนาดประมาณ 1ลูกบาศก์เมตร คือ กว้างยาวและสูงด้านละไม่ต่ำกว่า 1 เมตร

    6. ประโยชน์ของปุ๋ยหมัก

    (1) ช่วยเพิ่มปริมาณอินทรีย์วัตถุให้แก่ดิน ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์

    (2) ช่วยเปลี่ยนสภาพของดินจากดินเหนียวหรือดินทรายให้เป็นดินร่วนทำให้สะดวกในการไถพรวน

    (3) ช่วยสงวนรักษาความชุ่มชื้นในดินได้ดีขึ้น

    (4) ทำให้การถ่ายเทอากาศในดินได้ดี

    (5) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ปุ๋ยเคมีและสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้

    (6) ช่วยกระตุ้นให้ธาตุอาหารพืชบางอย่างในดินที่ละลายน้ำยากให้ละลายน้ำง่ายเป็นอาหารแก่พืชได้ดีขึ้น

    (7) ไม่เป็นอันตรายต่อดินแม้จะใช้ในปริมาณมาก ๆ ติดต่อกันนาน ๆ

    (8) ช่วยปรับสภาพแวดล้อม เช่น กำจัดขยะมูลฝอยและวัชพืชน้ำทั้งหลายให้หมดไป

    7. ตัวอย่างแสดงปริมาณธาตุอาหารพืชของปุ๋ยอินทรีย์ที่ทำจากวัสดุต่างๆ

    ปริมาณธาตุอาหารพืชของปุ๋ยอินทรีย์

    ชนิดของปุ๋ย

    ไนโตรเจน(%N)

    ฟอสฟอรัส(%P)

    โพแทสเซียม(%K)

    แหนแดง

    3.30

    0.57

    1.23

    มูลวัว

    1.10

    0.40

    1.60

    มูลควาย

    0.97

    0.60

    1.66

    มูลสุกร

    1.30

    2.40

    1.00

    มูลไก่

    2.42

    6.29

    2.11

    มูลเป็ด

    1.02

    1.84

    0.52

    ปุ๋ยหมักฟางข้าว

    1.34

    0.53

    0.97

    กากอ้อย

    0.62

    0.99

    0.46

    ฟางข้าว

    0.59

    0.08

    1.72

    แกลบ (15% Sio2)

    0.46

    0.26

    0.70

    ขี่เถ้าแกลบ (85-90% SiO2)

    0.00

    0.15

    0.81

    ผักตบชวา

    1.55

    0.46

    0.49

    ซังข้าวโพด

    1.78

    0.25

    1.53

    ต้นข้าวโพด

    0.71

    0.11

    1.38

     

    *** สามารถดาวน์โหลดข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก 

    แหล่งข้อมูลอ้างอิง

     

    1. บทความ เรื่อง การทำปุ๋ยหมัก,โครงการการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์,  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, http://eu.lib.kmutt.ac.th/e_learning.php

    2. ภาพจากอินเตอร์เนต

     

    คลิปวีดีโอที่น่าสนใจ

    1. มัลติมีเดีย กระทรวงศึกษาธิการ Video การทำปุ๋ยหมักจากเศษพืช, http://www.youtube.com/watch?v=OG8WHLBrQiw

    2. การทำปุ๋ยหมักจากหอยเชอรี่, http://www.youtube.com/watch?v=LBK22uiO1Bo

     

    ………………………………………………………..


    การจัดการขยะ [1/2]

    1. ความหมายของการทำปุ๋ยหมักจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร

    คือ การนำเอาเศษซาก หรือวัสดุต่างๆ ที่ได้มาจากสิ่งมีชีวิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่ได้มาจากพืช เช่น            เศษหญ้า ใบไม้ ฟางข้าว ผักตบชวา หรือแม้แต่ขยะมูลฝอยตามบ้านเรือนมากองรวมกัน รดน้ำให้มีความชื้นพอเหมาะ หมักไว้จนกระทั่งเศษพืช หรือวัสดุเหล่านั้นย่อยสลายและแปรสภาพไป กลายเป็นขุยสีดำหรือสีน้ำตาลเข้ม มีลักษณะพรุน ยุ่ย ร่วนซุย ที่เรียกว่า “ปุ๋ยหมัก” การย่อยและการแปรสภาพของเศษพืชหรือ วัสดุดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กๆ ที่เรียกว่า “จุลินทรีย์” ซึ่งอาศัยอยู่ในกองปุ๋ยสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กเหล่านี้มีอยู่ มากมายหลายชนิดปะปนกันอยู่ และพวกที่มีบทบาทในการแปรสภาพวัสดุมากที่สุดได้แก่ เชื้อรา และเชื้อบักเตรียม

    2. วัตถุดิบในการทำปุ๋ยหมัก

    image0023 การจัดการขยะ [1/2]

    รูปภาพปุ๋ยหมัก

     

    วัสดุเหลือทิ้งจาการเกษตร จะมีอยู่ทั่วไปหลายรูปแบบ เช่น ฟางข้าว ใบพืช เปลือกและกาก โดยมากจะเผาทิ้ง ซึ่งเป็นการทำลายธาตุอาหาร เป็นเหตุใช้ธาตุอาหารในดินลดน้อยลง สิ่งที่ทดแทนธาตุอาหารเหล่านี้ คือ ปุ๋ยเคมีที่มีราคาแพง และถ้าใช้นานๆ จะทำให้สมบัติทางกายภาพและเคมีของดินเสียไปด้วย นอกจากนี้ เกษตรกรยังสามารถนำขยะเศษอาหารและวัสดุอื่นๆ และวัชพืช เช่น วัชพืชบก วัชพืชน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผักตบชวามาเป็นวัตถุดิบในการทำปุ๋ยหมักได้อีกด้วย

    3. วิธีการทำปุ๋ยหมักด้วยกระบวนการหมักแบบใช้อากาศ  

    มี 3 รูปแบบ คือ

    image0033 การจัดการขยะ [1/2]

    รูปภาพการทำปุ๋ยหมักแบบเทกอง

    3.1  การทำปุ๋ยหมักแบบเทกอง  (Windrow Turning System) โดยการนำขยะหรือของเสียจากอุตสาหกรรมที่มีสารอินทรีย์เป็นส่วนประกอบมากองบนพื้นราบเป็นแนวยาว จึงเรียกว่า “Windrow” และมีการให้อากาศ โดยใช้วิธีการกลับกองปุ๋ย เพื่อให้อากาศได้เข้าอย่างทั่วถึง และยังช่วยในเรื่องการผสม เพื่อเร่งปฏิกิริยา ให้ย่อยสลายได้เร็วขึ้น และเป็นการป้องกันสภาวะการย่อยแบบไม่ใช้อากาศด้วย

    (1) ขั้นตอนของ Windrow Turning System

    image0062 การจัดการขยะ [1/2]

    รูปภาพการเตรียมดิน

    -          นำขยะอินทรีย์มาบดเพื่อให้ขยะมีขนาดเล็กลง

    -          นำมากองแนวยาวให้มีความสูงที่พอเหมาะ (ประมาณ 1-2 เมตร) รดน้ำหมาดๆ ให้มีความชื้นที่เหมาะสม

    -          เติมอากาศในกองปุ๋ยหมักโดยการพลิกกลับกองประมาณ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ และคอยรดน้ำให้กองปุ๋ยหมักมีความชื้นอยู่ จนการจะหมักเสร็จ ปุ๋ยที่หมักเสร็จจะมีลักษณะเบา ร่วน นุ่ม มีสีดำคล้ำ และไม่มีกลิ่น

    (2) ข้อดีของวิธี Windrow Turning System

    -          ใช้ต้นทุนต่ำ

    -          ไม่ต้องใช่วิทยาการสูงมาก

    (3) ข้อเสียของวิธี Windrow Turning System

    -        ต้องใช้บริเวณกว้างในการกองปุ๋ยเป็นแนวยาว

    -         ต้องการเครื่องมือที่ทนทาน และทำงานได้อย่างสะดวก และต่อเนื่องโดยตลอด โดยเครื่องมือจะต้องมีความสามารถใช้กับวัสดุที่หลากหลาย

    -        อาจเกิดกลิ่นขณะทำการกลับกอง

    3.2 การทำปุ๋ยหมักระบบกองเติมอากาศ  (Aerated Static Pile System )

    image0082 การจัดการขยะ [1/2]

    รูปภาพการทำปุ๋ยหมักอากาศ

    โดยการนำขยะอินทร์มากองบนพื้นราบให้ได้ความสูงพอสมควร มีการเติมลมผ่านท่อพีวีซีเจาะรู่เข้าไปในกองปุ๋ย ทำให้มีออกซิเจนปริมาณเพียงพอและเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ สำหรับย่อยสลายสารอินทรีย์ จึงทำให้ไม่ต้องกลับกองปุ๋ย

    (1) ขั้นตอนของ Aerated Static Pile System

    -          นำเศษมูลฝอยไปย่อยในเครื่องย่อย ทำให้ค่าอัตราส่วนคาร์บอนต่อไนโตรเจนมีค่าประมาณ 20-35:1

    -นำเศษกิ่งไม้วางก่ายบนท่อพีวีซีที่เจาะรู ที่ต่อมาจากพัดลมเติมอากาศกิ่งไม่จะช่วยให้มีการระบายอากาศที่ดีภายในกองปุ๋ย นำวัตถุดิบที่คลุกเคล้าพร้อมกันรถน้ำให้พอหมาด วางทับบนกิ่งไม้ให้เป็นรูปสามเหลี่ยมปริซึม

    -เปิดพัดลมโบลเวอร์ทุกวันๆ ละ 2 ครั้ง คือเช้าและเย็น ครั้งละ15นาที เป็นเวลา30วันหรือมากว่าจนกว่าการหมักจะเสร็จ ปุ๋ยที่หมักเสร็จจะมีลักษณะเบา ร่วน นุ่ม มีสีดำคล้ำและไม่มีกลิ่น

    -          ตรวจสอบความชื้นภายในกองปุ๋ยทุกๆ4-5วัน โดยล้วงมือเข้าไปจับปุ๋ยภายในกองแล้วทดลองบีบ ถ้าเป็นความชื้นที่เหมาะสมวัสดุจะไม่แห้งเกินไปแล้วไม่มีน้ำไหลเยิ้มติดมือ

    -          เติมน้ำให้แก่กองปุ๋ยรดน้ำผิวนอกกองปุ๋ยทุกเช้า และทุก 4 วันให้ใช้ไม้แทงกองปุ๋ยในแนวดิ่งทุกระยะ  40  ซม. กรอกน้ำลงไป แล้วปิดรูให้เหมือเดิม

    -เมื่อการหมักสิ้นสุดลง ย้ายปุ๋ยเข้าไปในที่ร่มแล้วทิ้งไว้เฉยๆ เป็นเวลาอีก30วัน เพื่อบ่ม (Cure) ให้เชื้อจุลินทรีย์สงบตัว เป็นการป้องกันการเกิดปฏิกิริยาการย่อยสลายขึ้นอีกในภายหลัง ซึ่งอาจจะทำให้ปุ๋ยหมักมีกลิ่นเหม็น เกิดเชื้อรา แล้วน้ำหนักลดได้

    (2) ข้อดีของวิธี Aerated Static Pile System

    -          สามารถทำปุ๋ยหมักได้สำเร็จในระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือน

    -          ไม่มีการพลิกกลับของปุ๋ย

    -          ไม่ต้องทำในโรงเรือน สามารถทำโดยกองพื้นดินกลองแจ้ง

    -          ทำได้ทุกฤดูกาล

    -          ทำเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้

    (3) ข้อเสียของวิธี Aerated Static Pile System

    -            ค่าใช้จ่ายในการลงทุนสูง

    -           ค่าใช่จ่ายในการซ่อมบำรุงสูง

    -           ปัญหาเรื่องกลิ่นในระหว่างการย่อยสลาย

    -           มีข้อจำกัดในการเลือกสถานที่ คือ ต้องอยู่ห่างจากชุมชน

     

    3.3  การหมักในภาชนะปิด (ln-vessel plug flow)

    image0141 การจัดการขยะ [1/2]

    รูปภาพหมักในภาชนะปิด

    การหมักวิธีนี้คล้าย Windrow และ static composting แต่เป็นการหมักในภาชนะปิดที่ถูกทำให้เคลื่อนที่ตลอดเวลาด้วยเครื่องจักร มีการควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น และการให้อากาสอย่างเข้มงวด จนกระทั่งสิ้นสุดการย่อยสลาย ระบบ ln-vessel จะใช้เวลา14วันสำหรับการหมักและ 20 วันสำหรับการบ่ม

    ข้อดี คือ ดีกว่าวิธี Windrow และ staticเพราะสามารถควบคุมกลิ่น ใช่สถานที่น้อย ไม่อุจาดตา ควบคุมการหมักง่าย และใช้แรงงานน้อย

    (1)   รูปแบบการหมักในภาชนะปิด มี 3 วิธี คือ

    -                   Agitated bed reactor

    มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 35 เมตร มีส่วนลึกของการหมัก 2-3เมตรในส่วนแขนของแกนจะมีสว่านติดอยู่จำนวนมาก   สว่านจะช่วยในการถ่ายเทอากาศในของเสีย ใช้เวลาในการหมัก     14 วัน อากาศจะถูกเป่าให้ไหลผ่านขึ้นข้างบนผ่านถังหมัก โดยใช้ valves ซึ่งควบคุมระดับของอากาศ

    -                   Silo composters

    ปกติจะเป็นแนวตั้ง วงกลมหรือสี่เหลี่ยมระบบไหลตามยาว ซึ่งของเสียจะถูกทิ้งไว้ลึกประมาณ9เมตร ของเสียจะเติมที่ข้างบนและจะย้ายไปสู่ข้างล่าง อากาศจะถ่ายเทขึ้นผ่านของเสีย และเริ่มหยุดลงใกล้พื้นผิวข้างบน การถ่ายเทอากาศจะถูกควบคุมโดยใช้เครื่องมือ ซึ่งจะวัด และติดตามระดับของคาร์บอนไดออกไซด์ ออกซิเจน และอุณหภูมิ เวลาที่ใช้ในการหมัก 14 วัน

    -Tunnel reactor composting system การหมักของเสียแบบในท่อหมักโดยเครื่องหมักต่างๆนั้นจะอยู่ภายนอกถังหมัก ทำให้ง่ายต่อการซ่อมแซมการระบายอากาศทั้งเข้าและออกใช้ควบคุมได้ ทำให้การหมักของเสียได้ผลดี

     

    (2) ข้อดีของวิธี ln-vessel plug flow

    1. สามารควบคุมกลิ่นได้
    2. ใช้สถานที่น้อย
    3. ควบคุมการหมักง่าย
    4. ใช้แรงงานน้อย

    (3) ข้อเสียของวิธี ln-vessel plug flow

    1. เสียค่าใช้จ่ายสูง

    next การจัดการขยะ [1/2]

    ……………………………………………………….


    การบริโภค [3/3]

    (3)   กายานา อีโค รีสอร์ท, มาเลเซีย (Gayana Eco Resort, Malaysia)

    image014 การบริโภค [3/3]

    รูปภาพประกอบรีสอทกายานา อีโค รีสอร์ท, มาเลเซีย (Gayana Eco Resort, Malaysia)

    ตั้งอยู่บนเกาะปูเลากายา ริมชายฝั่งโกตากินะบะลู กายานา อีโค รีสอร์ท อยู่ท่ามกลางป่าโกงกางและแนวปะการั ง แนวปะการังและปลาเป็นจุดโฟกัสหลักของศูนย์การวิจัยของรีสอร์ท ซึ่งจัดให้มีโปรแกรมฟื้นฟูแนวปะการังโดยให้แขกที่มาพักได้มีส่วนร่วมในการปลูกปะการังด้วย นอกจากนั้นศูนย์การวิจัยยังเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวสามารถชมม้าน้ำ ปลาดาว และหอยกาบยักษ์ได้อย่างใกล้ชิด หรือเดินสำรวจป่าพร้อมไกด์นำทางซึ่งจะแนะนำให้แขกที่มาพักได้รู้จักกับสัตว์นานาชนิดที่อาศัยอยู่ในป่าบนเกาะนี้

    (4)   ตาฮิ, โอฮัว, นิวซีแลนด์ (Tahi, Ohua, New Zealand)

    image016 การบริโภค [3/3]

    รูปภาพรีสอทในตาฮิ, โอฮัว, นิวซีแลนด์ (Tahi, Ohua, New Zealand)

    ครอบคลุมพื้นที่ 740 เอเคอร์ซึ่งประกอบไปด้วยฟาร์ม ป่า ป่าชายเลน และชายหาดสำหรับเล่นวินด์เซิร์ฟ รีสอร์ทนี้ตั้งอยู่ห่างจากเมืองโอ๊คแลนด์ 2.5 ชั่วโมง ประกอบไปด้วยบังกะโลหรูสองหลัง หลังหนึ่งเหมาะสำหรับคู่รักและอีกหลังหนึ่งเหมาะสำหรับครอบครัว แต่ละหลังได้รับการปรับปรุงให้หรูหราตามมาตรฐานโดยใช้วัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น ใช้น้ำฝนมาทำน้ำดื่ม ปลูกผักปลอดสารพิษภายในรีสอร์ท และยังมีฟาร์มผึ้งซึ่งผลิตน้ำผึ้งมานูก้าเพื่อสุขภาพ ด้านความสมานสามัคคีกับชนเผ่าพื้นเมืองเมารีนั้น ผู้บริหารของรีสอร์ทมองว่าตนเองเป็นเหมือนผู้ดูแลรักษามากกว่าที่จะเป็นเจ้าของสถานที่ และสละเวลาในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมด้วยการปลูกต้นไม้ ใช้วัตถุดิบที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ และปกปักรักษาพืชและสัตว์ในบริเวณนั้น

    (5)   บันจาร์ โทลา, อินเดีย (Banjaar Tola, India)

    image0171 การบริโภค [3/3]

    รีสอทบันจาร์ โทลา, อินเดีย (Banjaar Tola, India)

    ตั้งอยู่ใจกลางอุทยานแห่งชาติกัณหา มองเห็นทิวทัศน์ของป่าไม้ไผ่และเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของเสือนานาชนิด ที่พักของ บันจาร์ โทลา ประกอบไปด้วยเต๊นท์หรูสไตล์ซาฟารี 18 หลัง สร้างขึ้นจากวัสดุท้องถิ่นเช่นไม้ไผ่และหวาย ตกแต่งด้วยศิลปะของชนพื้นเมืองบาสตาร์และโดกรา บันจาร์ โทลามีวิถีปฏิบัติแบบ “เอิร์ธ” (EARTH – Environment Awareness and Renewal at Taj Hotels) ซึ่งเป็นแนวคิดริเริ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของเครือทัชโฮเต็ลส์โดยการใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมและการนำกลับมาใช้ใหม่ และได้รับการรับรองจากโครงการเอิร์ธเช็คซึ่งเป็นองค์กรที่อยู่เบื้องหลังโครงการลูกโลกสีเขียว

     

    (6)   โรงแรมยูอาร์บีเอ็น, เซี่ยงไฮ้, จีน (URBN hotel, Shanghai, China)

    image020 การบริโภค [3/3]

    รูปภาพโรงแรมยูอาร์บีเอ็น, เซี่ยงไฮ้, จีน

    ตั้งอยู่ในโรงงานที่ถูกดัดแปลงขึ้นในพื้นที่สัมปทานฝรั่งเศสของเซี่ยงไฮ้ การปรับปรุงใหม่ใช้เฉพาะวัสดุรีไซเคิลและวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น โรงแรมสไตล์มินิมอล URBN Shanghai แห่งนี้เป็นโรงแรมคาร์บอนสมดุลแห่งแรกในประเทศจีน ความยั่งยืนเป็นแนวทางปฏิบัติที่ URBN ซึ่งใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและประสพความสำเร็จในตามแนวคิดคาร์บอนสมดุล โดยการเข้าร่วมโครงการล้านต้นกล้า (Million Tree Project) ซึ่งเป็นโครงการที่ชดเชยการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยการจัดซื้อต้นกล้าที่ปลูกขึ้นในทะเลทรายคุหลุนของมองโกเลีย

    (7)   บาเมอร์รู เพลนส์, ออสเตรเลีย (Bamurru Plains, Australia)

    image022 การบริโภค [3/3]

    รูปภาพบาเมอร์รู เพลนส์, ออสเตรเลีย (Bamurru Plains, Australia)

    ตั้งอยู่บริเวณป่าชายเลนในอุทยานแห่งชาติคาคาดู บาเมอร์รู เพลนส์ เป็นส่วนหนึ่งของฟาร์มเลี้ยงควายและปศุสัตว์เอกชนบนพื้นที่ 75,000 เอเคอร์ บูติกรีสอร์ทแห่งนี้อนุรักษ์นิยมถึงขั้นไม่มีโทรทัศน์หรือโทรศัพท์ในบังกะโล (มีเพียงแค่ 3 หลังเท่านั้นที่มีเครื่องปรับอากาศ โดยต้องชำระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม) พลังงานที่ใช้ในรีสอร์ทร้อยละ 75 มาจากพลังงานแสงอาทิตย์ กรองน้ำบาดาลมาเป็นน้ำดื่ม ขวดต่างๆ ถูกนำมารีไซเคิล และสบู่ก็ปลอดสารเคมี

    (8)   โทปาส อีโคลอดจ์, ซาปา, เวียดนาม (Topas Ecolodge, Sapa Valley, Vietnam)

    image0231 การบริโภค [3/3]

    รูปภาพรีสอทโทปาส อีโคลอดจ์, ซาปา, เวียดนาม (Topas Ecolodge, Sapa Valley, Vietnam)

    ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหว่างเหลียน แขกของโทปาส อีโคลอดจ์จะได้ชมวิวขุนเขาหว่างเหลียนเซินหรือ “ตันกีนีส แอลป์ส” อันเขียวชอุ่ม ชมนาขั้นบันได และหมู่บ้านในหมอก รีสอร์ทใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าให้กับวิลล่า 25 หลัง บำบัดน้ำเสีย และใช้วัสดุที่หาได้ภายในท้องถิ่น นอกจากนั้นยังรักษาระดับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้อยู่ในระดับต่ำ

    (9)   นิฮิวาตู รีสอร์ท, ซัมบ้า, อินโดนีเซีย (Nihiwatu Resort, Sumba Indonesia)

    image0251 การบริโภค [3/3]

    รูปภาพรีสอทนิฮิวาตู รีสอร์ท, ซัมบ้า, อินโดนีเซีย (Nihiwatu Resort, Sumba Indonesia)

    ตั้งอยู่บนชายหาดทอดยาว 2.5 กิโลเมตรบนเกาะซัมบ้า บูติกรีสอร์ทแห่งนี้ได้รับรางวัลระดับนานาชาติด้านความพยายามอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและพัฒนาชุมชน และรีสอร์ทแห่งก็เป็นหนึ่งใน 10 โรงแรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของอโกด้าในปี 2550 ด้วย บังกะโลทั้ง 13 หลังถูกสร้างขึ้นจากฝีมือชาวอินโดนีเซียและใช้วัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น และมีการจ้างงานชาวซัมบ้าทำงานที่รีสอร์ทถึงร้อยละ 95 ของพนักงานทั้งหมด ในปี พ.ศ. 2544 เจ้าของรีสอร์ทได้ร่วมจัดตั้งมูลนิธิซัมบ้าขึ้นเพื่อขจัดความยากจนในชุมชนชาวซัมบ้า

     

    (10)   ไซโลโซ บีช รีสอร์ท, สิงคโปร์ (Siloso Beach Resort, Singapore)

    ตั้งอยู่ในพื้นที่ป่าไม้บนเกาะเซ็นโตซ่า ไซโลโซจ้างพนักงานที่มีจรรยาบรรณสีเขียวเพื่อลดการทำอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม รีสอร์ทถูกสร้างขึ้นโดยให้มีผลกระทบต่อพืชน้อยที่สุด, ใช้หลอดไฟ CFL, รีไซเคิลของเสีย, และนำน้ำจากเครื่องปรับอากาศมาใช้กับเครื่องทำน้ำอุ่น การออกแบบรีสอร์ทก็มีส่วนช่วยให้เกิดความยั่งยืน เช่น สวนบนหลังคาทำให้เกิดความเย็นภายในห้องพัก และวิลล่าบางหลังก็สร้างไว้รอบๆ ต้นไม้ ด้วยความที่ไซโลโซเป็นรีสอร์ทสีเขียว จึงทำให้มีสัตว์ป่านานาชนิดรวมถึงกบ กิ้งก่า และนก อาศัยอยู่มากมาย

     

    แหล่งข้อมูลอ้างอิง

    1. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, http://www.mnre.go.th/mnre/

    2. สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้, http://www.forest.go.th/index.php?lang=th

    3. สำนักหอสมุดและศูนย์สารสนเทศวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, http://www.dss.go.th/dssweb/siweb/index.html

    4. Agoda Company Pte. Ltd , www.agoda.co.th

    4. ระบบเครือข่ายสานสนเทศด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย, http://teenet.tei.or.th

    5. เครือข่ายจิตอาสา, http://www.volunteerspirit.org/

     

    วีดีทัศน์ที่น่าสนใจ

    1. การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว (ภาษาไทย), http://www.youtube.com/watch?v=ZKpljvLV3UY
    2. การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว (ภาษาอังกฤษ), http://www.youtube.com/watch?v=FfGVSNVxWzo
    3. The story of staff (subtitle ไทย)

    ตอนที่ 1 http://www.youtube.com/watch?v=FwgeI3OIUKA

    ตอนที่ 2 http://www.youtube.com/watch?v=–EV7Ecbu-8

    ตอนที่ 3 http://www.youtube.com/watch?v=1258PwI_ppI

    1. การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ, http://www.youtube.com/watch?v=LRh81EyEdn0
    2. รายการเนวิเกเตอร์,  http://www.navigatortiktun.com/onair/

    ตอนแนะนำ

    -           สู่โลกกว้างเรียนรู้คู่สำเนียง…เสียงธรรมชาติ

    -          มหัศจรรย์พืชพันธุ์…กับวันดอกไม้บาน

    -          สายน้ำ  คือชีวิต…ลุ่มน้ำพอเพียง

    ………………………………………………………………………………………………..

     


    การบริโภค [2/3]

    ที่สำคัญดังนี้

    (1) จะต้องดูแลทรัพยากรการท่องเที่ยว ให้สามารถใช้ประโยชน์ต่อไปได้ในระยะเวลา ยาวนานจนถึงชั่วลูกชั่วหลาน มิใช่เพียงเพื่อคนรุ่นปัจจุบันเท่านั้น
    (2) ลดการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง และลดปริมาณของเสียที่จะเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม
    (3) มีการกระจายรายได้และผลประโยชน์ให้แก่คนในท้องถิ่นที่มีแหล่งท่องเที่ยวตั้งอยู่ เปิดโอกาสให้ชุมชนในท้องถิ่นได้เข้าร่วมในการจัดการ และการให้บริการแก่นักท่องเที่ยว
    (4) มีการประชุมปรึกษาหารือกันอย่างสม่ำเสมอระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น หน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบธุรกิจการท่องเที่ยว และชุมชนในท้องถิ่น เพื่อการวางแผนงาน การจัดสรรงบประมาณ และการจัดการทรัพยากรอย่างเหมาะสม
                (5) มีการสร้างเครือข่ายเพื่อเผยแพร่แนวคิด การศึกษาวิจัย และความรู้เกี่ยวกับการ ท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ออกไปในหมู่ประชาชน ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศอย่างกว้างขวาง

    2.3 หลักการของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

    การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ (conservation tourism) มีหลักการที่สำคัญคือ

    (1) จะต้องมีการอนุรักษ์ทรัพยากรการท่องเที่ยวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ หรือทรัพยากรการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ให้คงสภาพเดิมไว้ให้มากที่สุด ไม่ถูกทำลายไป
    (2) กระตุ้นจิตสำนึกของคนในท้องถิ่นให้พยายามดูแลรักษาและปกป้องทรัพยากรการท่องเที่ยวเหล่านั้น โดยไม่กระทำการใดๆ ที่เป็นผลเสียต่อทรัพยากรการท่องเที่ยว เพียงเพื่อหวังผลประโยชน์ส่วนตน
    (3) ให้ความรู้ความเข้าใจแก่นักท่องเที่ยว เพื่อตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของแหล่งท่องเที่ยวที่ตนเดินทางเข้าไปเยือน และให้ความร่วมมือแก่ชุมชนในท้องถิ่นในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อันเป็นมรดกตกทอด ของคนในท้องถิ่นนั้นๆ ให้คงสภาพที่ดีต่อไป นานๆ

    3. การท่องเที่ยวสีเขียวในประเทศไทย

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  (ททท.) ผลักดันแนวคิด “Seven Greens” สร้างการรับรู้ในเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ให้เกิดกระแสตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อม และการมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวสีเขียวให้เกิดขึ้น

    image0081 การบริโภค [2/3]

    รูปภาพการล่องแก่ง

    นางศศิอาภา สุคนธรัตน์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมสินค้าการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กระแสความสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมค่อนข้างชัดเจน จากสภาวะโลกร้อน ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทุกคน รวมถึงส่งผลกระทบต่อธุรกิจท่องเที่ยวในหลายรูปแบบ ที่เห็นได้ชัดในไทย คือ นักท่องเที่ยวจากยุโรปที่เคยหนีอากาศหนาวมาเที่ยวเมืองไทยเป็นเวลานาน ลดจำนวนวันที่อยู่ในเมืองไทยลงจากเดิม เพราะโลกร้อนขึ้น ฤดูหนาวสั้นลง นักท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องอยู่นานเหมือนเดิม? นางศศิอาภา ชี้ให้เห็นผลกระทบที่เกิดขึ้น แนวคิด “Seven Greens”  ประกอบด้วย

    (1) Green Heart เน้นที่ตัวนักท่องเที่ยว ให้มีความใส่ใจและให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม พร้อมร่วมปกป้องดูแลสภาพแวดล้อมของแหล่งท่องเที่ยว

    (2) Green Logistics ปรับเปลี่ยนวิธีเดินทางท่องเที่ยวหรือรูปแบบบริการระบบคมนาคมขนส่งด้านการท่องเที่ยว เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากพาหนะ ทั้งทางตรงและทางอ้อม

    (3) Green Destination สนับสนุนแหล่งท่องเที่ยวที่มีรูปแบบบริหารจัดการที่เหมาะสม และแสดงออกอย่างชัดเจน ในเรื่องความตระหนักถึงคุณค่าของสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เป็นสำคัญ

    (4) Green Community สนับสนุนให้แหล่งท่องเที่ยวชุมชนทั้งในเมืองและชนบท เล็งเห็นความสำคัญของการบริหารจัดการธุรกิจท่องเที่ยวควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนเป็นที่ตั้ง

    (5) Green Activity ให้ความสำคัญกับกิจกรรมท่องเที่ยวที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่ สามารถสร้างความสนุกสนานเพลิดเพลินแก่นักท่องเที่ยวได้อย่างเต็มที่ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

    (6) Green Service ส่งเสริมรูปแบบธุรกิจบริการต่าง ๆ ที่เน้นมาตรฐาน คุณภาพที่ดี และคำนึงถึงสภาพแวดล้อมโดยรอบ

    (7) Green Plus ส่งเสริมการตอบแทนสู่สังคมด้วยสำนึกรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เน้นความร่วมมือในการจัดกิจกรรมประหยัดพลังงาน การใช้พลังงานทดแทน การนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ ฯลฯ

    4. รูปแบบของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

     (1) การเดินเส้นทางธรรมชาติ เส้นทางธรรมชาติ (nature trail) หมายถึง เส้นทางที่กำหนดไว้ หรือแนะนำให้นักท่องเที่ยวเดินชมสภาพธรรมชาติของพื้นที่แห่งหนึ่งแห่งใด เช่น บริเวณป่าไม้ในอุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน สวนพฤกษศาสตร์ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ป่าชายเลน ป่าพรุ ทั้งนี้เพื่อมิให้นักท่องเที่ยวหลงทางหรือเดินสะเปะสะปะไปเหยียบย่ำทำลายพืชพรรณไม้ หรือได้รับอันตราย
    (2) การส่องสัตว์/ดูนก เป็นการท่องเที่ยวเพื่อศึกษาพฤติกรรมของสัตว์ป่าและนกชนิดต่างๆในแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ ของมัน โดยการมองจากกล้องส่องทางไกล การส่องไฟฉายในช่วงเวลากลางคืน และการ ถ่ายภาพ
    (3) การสำรวจถ้ำ/น้ำตก เป็นรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่นิยมกันมาก เนื่องจากมีแหล่งท่องเที่ยวประเภทนี้เป็นจำนวนมากในประเทศไทย ส่วนใหญ่ได้รับการพัฒนาให้เดินทางเข้าถึงได้ไม่ยากนัก ถ้ำเป็นลักษณะภูมิประเทศที่พบมากในบริเวณภูเขาหินปูน หากเกิดตามบริเวณชายฝั่งทะเลเรียกว่า ถ้ำทะเล ภายในถ้ำมักมีหินงอกหินย้อยสวยงาม หากเป็นถ้ำขนาดใหญ่อาจมีความยาวหลายร้อยเมตร
    (4) การปีนเขา/ไต่เขา เป็นรูปแบบของการท่องเที่ยวที่คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่เคยชิน และเพิ่งจะเริ่มนำเข้ามาเผยแพร่โดยนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเมื่อไม่นานมานี้ การปีนเขา/ไต่เขาต้องอาศัยประสบการณ์เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ
    (5) การล่องแก่ง ลำน้ำบางสายที่มีแก่งหินพาดผ่านกลางลำน้ำ ทำให้น้ำไหลเชี่ยว มากเป็นพิเศษ หรืออาจมีโขดหินโผล่พ้นพื้นน้ำ กั้นขวางทางเป็นตอนๆ ลักษณะเช่นนี้ทำให้เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวแบบผจญภัยที่เรียกว่า การล่องแก่ง (rapids shooting)

    (6) การนั่งเรือ/แพชมภูมิประเทศ เป็นการท่องเที่ยวแบบพักผ่อนสบายๆ ซึ่งเหมาะสำหรับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในประเทศไทยที่มีแม่น้ำลำคลองเป็นจำนวนมาก นักท่องเที่ยวได้ชมภูมิประเทศตามสองฝั่งลำน้ำ และสังเกตดูชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ตลอดจนศิลปวัฒนธรรมของสิ่งก่อสร้างต่างๆ ในท้องถิ่นนั้นๆ
    (7) การพายเรือแคนู/เรือคะยัก เรือแคนู (canoe) และเรือคะยัก (kayak) เป็นรูปแบบของเรือพายที่นำมาจากต่างประเทศ เพื่อนำมาใช้ในการท่องเที่ยวตามลำน้ำ เป็นเรือพายขนาดเล็ก นั่งได้ ๑ – ๓ คน ตัวเรือใช้วัสดุที่คงทนแต่มีน้ำหนักเบา ไม่ล่มได้ง่าย และพายได้คล่องตัว
    (8) การขี่ม้า/นั่งช้าง การขี่ม้าหรือนั่งช้างเป็นรูปแบบของการท่องเที่ยวที่สร้างความ สนุกสนานตื่นเต้นให้แก่นักท่องเที่ยวที่เข้าไป ชมสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติ โดยเฉพาะ การนั่งช้าง ซึ่งเหมาะสำหรับการเข้าไปในบริเวณป่า อันเป็นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของ สัตว์ชนิดนี้
    (9) การขี่รถจักรยานชมภูมิประเทศ การขี่รถจักรยานชมภูมิประเทศให้ทั้งความเพลิดเพลินในการชมภูมิประเทศสองข้างทาง และการออกกำลังกาย จึงเป็นรูปแบบของการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมค่อนข้างมาก ปัจจุบันมีรถจักรยานที่ออกแบบให้ขับขี่ได้คล่องแคล่วและเบาแรง เหมาะสำหรับการเดินทางในระยะไกล และการเดินทางขึ้นลงตามลาดเขา เรียกชื่อรถจักรยานดังกล่าวว่า รถจักรยานเสือภูเขา
    (10) การกางเต็นท์นอนพักแรม การกางเต็นท์นอนพักแรมเป็นกิจกรรมที่นิยมทำกันในบริเวณอุทยานแห่งชาติ หรือในสถานที่ซึ่งจัดสิ่งอำนวยความสะดวกไว้ให้โดยเฉพาะ เป็นรูปแบบของการท่องเที่ยวซึ่งนักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด
    (11) การดำน้ำในทะเล การดำน้ำในทะเลเพื่อดูปะการัง พืชน้ำ และปลาสวยงามใต้น้ำ เป็นกิจกรรมการท่องเที่ยวที่ได้รับความ นิยมอย่างมากในขณะนี้ แบ่งออกเป็น ๒ อย่าง คือ “การดำน้ำในน้ำตื้น” ใช้เครื่องมือช่วยการหายใจที่เรียกว่า ท่อหายใจ (snorkel) เพื่อให้ผู้ดำน้ำสามารถดำน้ำได้ในระดับผิวน้ำ ที่ลึกไม่เกินความยาวของท่อหายใจ และ”การดำน้ำในน้ำลึก” อาศัยเครื่องมือช่วยการหายใจเป็นถังออกซิเจนขนาดเล็กผูกติดไว้กับผู้ดำน้ำ เป็นวิธีการดำน้ำที่เรียกชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า scuba diving

    6. 10 อันดับสุดยอดโรงแรมและรีสอร์ทอนุรักษ์ธรรมชาติ

    อโกด้า (www.agoda.co.th) บริษัทผู้ให้บริการเว็บไซต์สำรองห้องพักในโรงแรมแบบออนไลน์ซึ่งรับประกันราคาห้องพักที่ถูกที่สุดในเอเชีย ได้เปิดเผยรายชื่อ 10 อันดับโรงแรมบูติคอนุรักษ์ธรรมชาติในเอเชียแปซิฟิกปี 2553 เพื่อเป็นการสนับสนุนและกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวใส่ใจต่อการรักธรรมชาติ โดยโรงแรมและรีสอร์ทเหล่านี้ได้ยึดถือนโยบายสีเขียว ซึ่งเป็นมาตรฐานการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    รายชื่อ 10 อันดับโรงแรมบูติคอนุรักษ์ธรรมชาติในเอเชียแปซิฟิกปี 2553 มีดังต่อไปนี้

    image0101 การบริโภค [2/3]

    รูปภาพรีสอทอลีลา วิลล่าส์ ฮาดาฮา, กาฟู อะลิฟู อะทอล, มัลดีฟส์

    (1)    อลีลา วิลล่าส์ ฮาดาฮา, กาฟู อะลิฟู อะทอล, มัลดีฟส์ (Alila Villas Hadahaa, Gaafu Alifu Atoll, Maldives)  ถือเป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยมสำหรับทุกรีสอร์ท ได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียวระหว่างขั้นตอนการก่อสร้าง ขั้นตอนการออกแบบ ระบบบริหารจัดการ และการปฏิบัติงานที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามแนวคิดคาร์บอนสมดุล การออกแบบวิลล่าทั้งบนน้ำและบนพื้นดินของรีสอร์ทหรูแห่งนี้สนับสนุนการท่องเที่ยวยั่งยืนด้วยการรองรับน้ำฝนและการระบายอากาศตามธรรมชาติเพื่อให้เกิดความเย็นภายใน และสิ่งที่ได้ปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่องก็คือการใช้กระดาษรีไซเคิล จัดหาการผลิตในท้องถิ่น และมีการผลิตน้ำดื่มแบบรีเวิร์สออสโมซิสสำหรับพนักงาน ในระดับภูมิศาสตร์ อลีลา วิลล่าส์ ฮาดาฮา มีการจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นให้แขกที่มาพักได้มีโอกาสสำรวจและเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเยี่ยมชมชุมชนพื้นเมือง และนำเที่ยวเกาะโดยนักชีววิทยาของรีสอร์ท

    image0111 การบริโภค [2/3]

    รูปภาพประกอบโซเนวา คีรี, เกาะกูด, ประเทศไทย (Soneva Kiri, Koh Kood, Thailand)

    (2)   โซเนวา คีรี, เกาะกูด, ประเทศไทย (Soneva Kiri, Koh Kood, Thailand)

    หนึ่งในรีสอร์ทเครือซิกซ์เซ้นส์ โซเนวาคีรี ตั้งอยู่บนเกาะกูดจังหวัดตราด การจัดการด้านสิ่งแวดล้อมเป็นรากฐานของรีสอร์ทหรูแห่งนี้ รีสอร์ทถูกสร้างขึ้นด้วยวัสดุบนเกาะเกือบทั้งหมด (ไม้ไผ่, หินทราย, ขอนไม้, โคลนอิฐ, และประติมากรรมดินเผา) และของบางส่วนทำขึ้นโดยช่างฝีมือชาวกะเหรี่ยงทางภาคเหนือของประเทศไทย นอกจากนั้นโซเนวาคีรียังมีความโดดเด่นแบบ อีโค-วิลล่า หลังคาประดับด้วยเฟิร์นและฉากกันอาบน้ำทำจากขวดโซดารีไซเคิล และยังมีกิจกรรมต่างๆ ให้แขกที่มาพักประทับใจกับสถานที่ยิ่งขึ้นด้วยการรับประทานอาหารบนต้นไม้ เรียนดูดาว เยี่ยมชมฟาร์มผึ้ง ฟาร์มไข่มุก หรือเรียนทำสวน

     

    next การบริโภค [2/3]

    ……………………………………………………….


    การบริโภค [1/3]

    1. เรามาเป็นผู้บริโภคสีเขียวกันเถอะ (Green Purchasing) 

    image0011 การบริโภค [1/3]

    รูปภาพรถเข็นสีเขียวใส่ต้นไม้

    1.1 ผู้บริโภคสีเขียว คืออะไร?

    ในช่วงเวลาที่ผ่านมาผู้บริโภคส่วนใหญ่เริ่มรู้สึกว่าพฤติกรรมการซื้อสินค้าของตังเองนั้นมีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมโดยตรงหลายด้าน ดังนั้นผู้บริโภคจึงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อและบริโภคโดยไม่ให้มีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมเช่น ซื้อผลิตภัณฑ์ที่บรรจุภัณฑ์ทำจากวัสดุ

    1.2 สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมคืออะไร

    image0032 การบริโภค [1/3]

    รูปภาพโลโก้มูลนิธิใบไม้เขียว

    สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นจากกระบวนการและเทคโนโลยีที่ใส่ใจกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม เริ่มต้นจากการคัดเลือกวัตถุดิบในการผลิต การเลือกใช้พลังงานและเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อให้กระบวนการผลิตสินค้าหรือผลิตภัณฑ์นั้นๆใช้พลังงานจากน้ำและไฟฟ้าในการผลิตอย่างคุ้มค่ามากที่สุด จนกระทั่งเสร็จสมบูรณ์เป็นสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ รอการบรรจุลงในหีบห่อและบรรจุภัณฑ์สำหรับเตรียมการขนส่งและจัดจำหน่ายให้กับตลาดผู้บริโภคต่อไป รวมทั้งประเด็นการจัดการซากผลิตภัณฑ์นั้นๆอย่างถูกวิธี

    1.4 บริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมคืออะไร

    บริการต่างๆ ที่อำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน เช่น โรงแรม โงพยาบาล ร้านอาหาร ซึ่งเน้นการดำเนินการธุรกิจที่ใส่ใจต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เช่น มีการเลือกใช้อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน ประหยัดน้ำ มีการจัดการขยะที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ รวมทั้งการรณรงค์สื่อสารให้บุคลากรในหน่วยงานเห็นคุณค่าความสำคัญ และพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่เลือกใช้สินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    1.5 สังเกตได้อย่างไรว่าสินค้าหรือบริการใดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    สินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จะมีการตรวจสอบ ประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมตามเกณฑ์หรือข้อกำหนดของสินค้า ผลิตภัณฑ์ หรือบริการแต่ละประเภท จากผู้ชำนาญการด้านสิ่งแวดล้อม จึงจะได้รับ “ฉลาก” หรือ “ตราสัญลักษณ์” ซึ่งฉลากที่มีออกโดยหน่วยงานในประเทศไทยมีหลายฉลาก เช่น ฉลากเขียว ฉลากประหนัดไฟเบอร์ 5 ฉลากหรือสัญลักษณ์ผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ เป็นต้น

    ตัวอย่าง กิจกรรมในชีวิตประจำวัน  โรงแรม สถานที่ท่องเที่ยว หรือรูปแบบการท่องเที่ยวสีเขียวหรือที่รู้จักกันในชื่อ “การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ” เช่น

     

    1.6 ตลาดสีเขียว 

    ตลาดสีเขียวในนาม Thai Green Market นี้เกิดขึ้นมาจากแนวคิดของการเกษตรอินทรีย์อันเป็นระบบการเกษตรที่ให้ประโยชน์กับทุกๆ ฝ่าย ซึ่งเกษตรอินทรีย์นั้นเป็นกระบวนการผลิตอาหารด้วยวิธีดั้งเดิมแบบธรรมชาติที่ไม่ต้องใช้สารเคมีใดๆ เข้ามารบกวน มีกระบวนการปลูกและเก็บเกี่ยว รวมถึงการเจริญเติบโตตามธรรมชาติ ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติอย่างแท้จริง ได้รสชาติที่อร่อยถูกปาก และไม่ก่อให้เกิดอันตรายกับการบริโภค ในขณะเดียวกันเกษตรอินทรีย์นั้นก็ไม่ทำลายสภาพแวดล้อม และไม่ทำให้ธรรมชาติเสียสมดุลย์อีกด้วย ซึ่งการเกิดตลาดสีเขียวขึ้นนั้นก็เพื่อสร้าง “เครือข่ายตลาดสีเขียว” ที่จะเป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงและขยายความสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคผ่านระบบการส่งเสริมต่างๆ เพื่อให้ตลาดนั้นเกิดความยั่งยืน โดยหลักนั้นระบบเขียวๆ นี้ก็จะประกอบไปด้วย

    • Green Product ผลิตภัณฑ์เขียวๆ ที่ผลิตโดยกรรมวิธีธรรมชาติ ที่ไม่มีสารเคมีเจือปน รวมไปถึงกระบวนการเพาะปลูกที่ไม่มีสารพิษใดๆ เป็นการดูแลโดยระบบนิเวศน์ของธรรมชาติเอง
    • Green Business Producer ซึ่งผลิตภัณฑ์เขียวๆ นี้ก็จะก่อให้เกิดผู้ผลิตเขียวๆ ที่ใส่ใจในการผลผลิตและใส่ใจในสภาพแวดล้อมไปในตัว
    • Green Consumer ในเมื่อมีผู้ผลิตก็ย่อมต้องมีผู้บริโภค ซึ่งการบริโภคผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์นี้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายเป็นอย่างมาก และนี่ก็ทำให้เกิดวัฎจักรของตลาด ที่ผู้บริโภคนั้นก็จะทำให้เกิดผู้ผลิต ซึ่งก็จะเกิดสมดุลย์ในตลาด รวมไปถึงสร้างสมดุลย์ธรรมชาติไปในตัวด้วย
    • Green Community ซึ่งการบริโภคเขียวๆ กันทั้งระบบนี้เอง ก็จะก่อให้เกิดสังคมสีเขียวที่ยั่งยืน ซึ่งผู้ได้รับประโยชน์ทั้งหลายทั้งมวลนั้นนอกจากโลกแล้วก็คือมนุษย์นั่นเอง

    ระบบการตลาดแบบเกษตรอินทรย์นั้นมีความหมายมากกว่า กำไร-ขาดทุน แต่หมายถึงการสร้างสุขภาวะในการผลิตและบริโภคเพื่อให้เกิดสังคมที่มีสุขภาวะนั่นเอง แล้วก็ยังช่วยปลูกฝังให้คนที่อยู่ในกระบวนการนี้มีสำนึกต่อการรับผิดชอบกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากขึ้นด้วย ที่สำคัญที่สุดเมื่อธรรมชาติและมนุษย์สมดุลย์กัน มนุษย์ลดการทำลายและเอาเปรียบธรรมชาติ โลกสมดุลย์ขึ้น ปัญหาต่างๆ ก็คงจะลดลง

     

    กิจกรรม

    สินค้าสีเขียว

    การก่อสร้าง/ซ่อมแซมบ้านหรืออาคาร สีทาบ้าน ฉนวนกันความร้อน โคมไฟ หลอดไฟ หลอดตะเกียบเครื่องปรับอากาศ พัดลม เฟอร์นิเจอร์ บัลลาสต์
    นอน / พักผ่อน ห้องนอน
    ผ้า ทำจากผ้าไม่ฟอกและย้อม
    หมอนกันไรฝุ่น
    เตียง ตู้ ทำจากไม้ป่าปลูกและไม่ใช้สารเคมีอัดน้ำยา
    ทำความสะอาดร่างกาย ห้องน้ำ
    สบู่อาบน้ำ ยาสระผม ครีมนวดผม ยาสีฟัน เครื่องสุขภัณฑ์ ก๊อกน้ำ ฝักบัวอาบน้ำ
    รับประทานอาหาร ห้องครัว / ห้องอาหาร
    ข้าวหอมมะลิ ข้าวกล้องประหยัดไฟเบอร์ 5 ผักสด
    ภาชนะพลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพ แก้ว
    กระดาษทิชชู
    ตู้เย็น หม้อหุงข้าว เครื่องกรองน้ำ เตาแก๊ส
    ทำความสะอาด น้ำยาซักล้างทำความสะอาด ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดถ้วยชาม
    การเดินทาง รถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
    จักรยาน ( สินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม)
    น้ำมันไบโอดีเซล แก๊สโซฮอล์ ก๊าซธรรมชาติ
    สถานีบริการน้ำมัน
    ทำงาน / เรียนหนังสือ ปากกาลูกลื่น น้ำยาลบคำผิด
    กระดาษบรรจุภัณฑ์ กระดาษ
    ตู้เก็บเอกสาร ( เหล็ก) โต๊ะทำงาน( เหล็ก)
    เครื่องคอมพิวเตอร์ ที่ได้ energy star
    เครื่องถ่ายเอกสาร
    การท่องเที่ยว การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โรงแรมหรือสถานบริการได้รับมาตรฐานใบไม้สีเขียว

    1.7 องค์ประกอบของการตลาดสีเขียว

    ด้วยส่วนประกอบ 4 ตัว (4 Ps) ดังนี้ คือ

    (1) ผู้ผลิตควรผลิตผลิตภัณฑ์เชิงนิเวศน์ที่นอกจากจะไม่ไปทำลายสภาพแวดล้อมแล้วยังต้องป้องกันหรือทุเลาความเสียหายของสภาพแวดล้อม

    (2) ราคาของผลิตภัณฑ์เชิงนิเวศน์อาจจะสูงขึ้นเล็กน้อย

    (3) การกระจายผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด (distribution logistics) มีความสำคัญมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งเน้นบรรจุภัณฑ์เชิงนิเวศน์

    (4) การสื่อสารทางการตลาดเน้นเรื่องเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม เช่น

    a) ต้องมีใบรับรองผลิตภัณฑ์สะอาด (Product certificate) หรือการรับรอง ISO 14000 เพื่อเสริมภาพลักษณ์ขององค์กร

    b) ให้ความจริงด้านค่าใช้จ่ายในการปกป้องสภาพแวดล้อม

    c) สนับสนุนกิจกรรมด้านสภาพแวดล้อมธรรมชาติ

    d) ผลิตภัณฑ์เชิงนิเวศน์ควรได้รับการส่งเสริมการขายเป็นพิเศษ

    2. ท่องเที่ยวหัวใจสีเขียว (Green Travel) 

    2.1 การท่องเที่ยวเชิงนิเวศคืออะไร?

    Ecotourism เป็นคำที่เกิดใหม่ในวงการ อุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยนำคำ ๒ คำมารวมกัน ได้แก่ eco และ tourism คำว่า eco แปลตามรูปศัพท์ว่า บ้านหรือที่อยู่อาศัย ส่วน tourism แปลว่า การท่องเที่ยว ecotourism จึงแปลว่า การท่องเที่ยวเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย หมายความถึง การท่องเที่ยวที่เน้นในด้านสิ่งแวดล้อมอันเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ทั้งพืช สัตว์ และมนุษย์   หลักการสำคัญของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศมี 2 ประการ คือ

    ประการที่ 1 ต้องเป็นการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    ประการที่ 2 ต้องเป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

     

    image0073 การบริโภค [1/3]

    รูปภาพน้ำตก

    2.2 หลักการของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (sustainable tourism) มีหลักการที่สอดคล้องกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน (sustainable development) คือ จะต้องมีการอนุรักษ์และการใช้ทรัพยากรอย่างพอดี เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ต่อไปได้ในระยะเวลายาวนาน และมีการกระจายผลประโยชน์ให้แก่คนส่วนใหญ่ รวมทั้งมีการร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้ส่วนเสีย เมื่อนำหลักการนี้มาปรับใช้กับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน จึงมีจุดเน้นที่สำคัญดังนี้

    next การบริโภค [1/3]

    ……………………………………………………….


    การเดินทาง [2/2]

    4. ระบบรถไฟฟ้าใต้ดิน

    รถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล (รถไฟฟ้า MRT) มีเส้นทางการเดินรถรวมระยะทาง 20 กิโลเมตรเป็นโครงการใต้ดินตลอดสาย มีสถานีทั้งหมด 18 สถานี เริ่มต้นจากบริเวณหน้าสถานี รถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) ไปทางทิศตะวันออกตามแนว ถนนพระราม ที่ 4 ผ่านสามย่าน สวนลุมพินี จนกระทั่งตัดกับ ถนนรัชดาภิเษก เลี้ยวซ้าย ไปทางทิศเหนือตามแนวถนนรัชดาภิเษก ผ่านหน้าศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ แยกอโศก แยกพระรามที่ 9 แยกห้วยขวาง แยกรัชดา – ลาดพร้าว เลี้ยวซ้ายไปตาม ถนนลาดพร้าว จนถึงปากทางห้าแยกลาดพร้าว เลี้ยวซ้ายเข้าถนนพหลโยธิน ผ่านหน้าสวนจตุจักร ตรงไปสิ้นสุดที่บริเวณ สถานีรถไฟบางซื่อ สถานีเป็นสถานีใต้ดินทั้งหมด 18 สถานี ระยะห่างระหว่างสถานี โดยเฉลี่ย 1 กม.

    image0131 การเดินทาง [2/2]

    รูปภาพแผนที่รถไฟฟ้าใต้ดิน

    5. แผนแม่บทระบบขนส่งมวลชนรางในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล  พศ.2553-2572

    5.1 โครงข่ายแผนแม่บทฯ พ.ศ.2553-2572

    โครงข่ายเส้นทางตามแผนแม่บทระบบขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2553- พ.ศ. 2572) มีจำนวนทั้งสิ้น 12 เส้นทาง ระยะทางรวม 508 กม. แบ่งเป็น

    (1) โครงข่ายสายหลัก 8 เส้นทาง ประกอบด้วย

    (1.1) โครงข่ายรถไฟฟ้าชานเมือง (Commuter Train, CT) จำนวน 2 เส้นทาง ร่วมกับระบบรถไฟฟ้าสายแอร์พอร์ตลิงค์ 1 เส้นทาง รวมระยะทาง 189 กม.

    1.2) โครงข่ายรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน (Mass Rapid Transit, MRT) จำนวน 5 เส้นทาง ระยะทาง 217 กม.

    (2) โครงข่ายสายรอง 4 เส้นทาง ระยะทาง 102 กม.

    รวม 12 เส้นทาง สรุปได้ ดังนี้

    image0163 การเดินทาง [2/2]

    ตาราง12เส้นทางรถไฟฟ้า

    5.2  แผนการดำเนินโครงการ

    แบ่งกลุ่มแผนงานทั้งหมดเป็น 3 ระยะ ได้แก่

    • แผนโครงข่ายเร่งรัดตามมติ ครม.

    • แผนโครงข่ายเพิ่มเติมภายในปี พ.ศ. 2562 และ

    • แผนโครงข่ายเพิ่มเติมภายในปี พ.ศ. 2572

     

    (1)       แผนโครงข่ายเร่งรัดตามมติ ครม.

    แผนโครงข่ายเร่งรัดตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2549 เร่งรัด 5 สายทาง 7 โครงการ โดยมีการก่อสร้างเพิ่มเติมระยะทางรวม 145 กม. ประกอบด้วยโครงข่ายระบบรถไฟชานเมืองและระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนสายหลัก เน้นการบริการให้เชื่อมต่อระหว่างพื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลางถึงหนาแน่นมากกับพื้นที่เขตเมืองซึ่งเป็นแหล่งธุรกิจและพานิชยกรรม เกือบทั้งหมดจะเป็นเส้นทางที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและเส้นทางที่มีความพร้อมในการดำเนินงาน โดยสามารถเปิดให้บริการได้ภายในปี พ.ศ. 2557- 2559 โดยจะมีระยะทางให้บริการรวม 236 กม. 145 สถานี ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 370 ตร.กม. บริเวณศูนย์กลางเมือง ให้บริการประชากรประมาณ 3.3 ล้านคน

    image0181 การเดินทาง [2/2]

    รูปแสดงแผนโครงข่ายเร่งรัดตามมติ ครม. แล้วเสร็จภายในปี พ.ศ. 2559

    (2) แผนโครงข่ายเพิ่มเติมภายในปี พ.ศ.2562

    นอกจากโครงข่ายเร่งรัดตามมติ ครม. พ.ศ. 2549 แล้วยังมีเส้นทางที่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและมีความอยู่รอดทางด้านการเงิน ประกอบด้วยโครงข่ายระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนสายหลักส่วนต่อขยายและเส้นทางใหม่ รวมทั้งระบบรถไฟฟ้าสายรอง โดยยังเน้นการเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่ชุมชนที่มีความหนาแน่นเพียงพอ แหล่งธุรกิจและพาณิชยกรรมในเขตเมือง ซึ่งโครงการมีความพร้อมและสามารถเปิดให้บริการภายในปี พ.ศ.2562 ระยะทางรวม 154 กม. ภายในปี พ.ศ. 2562 กรุงเทพฯและปริมณฑลจะมีระบบรถไฟฟ้ารวมระยะทาง 390 กม. ครอบคลุมพื้นที่ให้บริการ 525 ตร.กม. ประชาชนในเขตให้บริการประมาณ 3.8 ล้านคน

    image020 การเดินทาง [2/2]

    รูปแสดงโครงข่ายเพิ่มเติมภายในปี พ.ศ. 2562

    (3) แผนโครงข่ายเพิ่มเติมภายในปี พ.ศ. 2572

    โครงข่ายเพิ่มเติมในระยะ 10 ปีถัดไป เส้นทางส่วนใหญ่จะเป็นเส้นทางส่วนต่อขยายของโครงข่ายหลักเดิมและเพิ่มเติมโครงข่ายรอง โดยเพิ่มส่วนต่อขยายเส้นทางรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนหลักไปยังศูนย์ชุมชนและศูนย์พานิชย กรรมย่อยตามผังเมืองรวม และต่อขยายและเพิ่มเส้นทางรถไฟฟ้าระบบรองสายใหม่เพื่อรองรับพื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลางเพื่อเพิ่มพื้นที่ให้บริการของระบบ ซึ่งโครงข่ายสามารถเปิดให้บริการภายในปี พ.ศ. 2572 มีระยะทางรวม 117.9 กม. ภายในปี พ.ศ. 2572 กรุงเทพฯ และปริมณฑลจะมีระบบรถไฟฟ้ารวมระยะทาง 508 กม.

    image022 การเดินทาง [2/2]

    รูปแสดงแผนโครงข่ายเพิ่มเติมภายในปี พ.ศ. 2572

    *** อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โครงการศึกษาปรับแผนแม่บทระบบขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล,  http://www.otp.go.th/Bkk_mrt/dataupdate/3.pdf ***

     

    แหล่งข้อมูลอ้างอิง

    1. มูลนิธิโลกสีเขียว http://www.greenworld.or.th/greenworld/local/2023
    2. บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ, http://www.bts.co.th/corporate/th/02-structure01.aspx
    3. บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน), http://www.bangkokmetro.co.th/
    4.  โครงการศึกษาปรับแผนแม่บทระบบขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล,  http://www.otp.go.th/Bkk_mrt/progress.php
    5. European Environment Agency, http://knowledge.allianz.com/mobility/transportation_safety/?813/which-transport-methods-produce-most-emissions

     

     

    วีดีทัศน์ที่น่าสนใจ

    1. เลนจักรยานกับเมืองใหญ่ กทม.-ญี่ปุ่น, http://www.youtube.com/watch?v=3SWYgO0hOmY

    2. สร้างกรุงเทพให้เป็นเมืองจักรยาน

    ตอนที่ 1 http://www.youtube.com/watch?v=SeqU2dyjOSs

    ตอนที่ 2 http://www.youtube.com/watch?v=M5zVlpAches

    ตอนที่ 3 http://www.youtube.com/watch?v=ysi3BxIL-7U

    ตอนที่ 4 http://www.youtube.com/watch?v=vpdluUk2flg

    ตอนที่ 5 http://www.youtube.com/watch?v=MlT3AQE1AXI

    ตอนที่ 6 http://www.youtube.com/watch?v=meym6Os0Nsk

     …………………………………………………………………….


    การเดินทาง [1/2]

    1. การเดินทางช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากแค่ไหน?

    หากพิจารณาปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก  พบว่า  การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคขนส่ง มีมากว่า 23 เปอร์เซ็นต์ของทั่วโลก เรามาดูว่า การเดินทางและการขนส่งแบบไหนที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดต่อคนต่อกิโลเมตร

    image001 การเดินทาง [1/2]

    รูปภาพเปรียบเทียบการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก

    จากภาพ จะพบว่า การเดินทางกลุ่มที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุด  คือ เครื่องบิน รถยนต์ และรถมอเตอร์ไซด์  ส่วนกลุ่มที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่า คือ รถสาธารณะประเภทต่างๆ เช่น รถประจำทาง  รถไฟ และ การเดินทางทางเรือ  แต่หากมองกลับมาที่กรุงเทพมหานครและเมืองใหญ่ในประเทศไทย  จะพบว่า ระบบการขนส่งและการเดินทางจะเน้นการจราจรทางบกเป็นหลัก    โดยอัตราส่วนการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลสูงถึงร้อยละ 53 และจำนวนรถยนต์ยังคงเพิ่มขึ้นอยู่ทุกปี     ซึ่งทำให้เกิดปัญหาด้านวิกฤติพลังงาน  ปัญหาสิ่งแวดล้อม และปัญหาสุขภาพของผู้สัญจรบนถนนตามมา   นอกจากนี้  รถยนต์ยังนับเป็นสาเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนถึงกว่าร้อยละ 40 ของกรุงเทพฯ     การแก้ไขปัญหาจราจรเมืองใหญ่ควบคู่ไปกับการลดการใช้เชื้อเพลิงพลังงานจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง  เช่น  การพัฒนาระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ อันได้แก่ รถไฟฟ้าบนดินและใต้ดิน  หรือรวมไปถึงการใช้จักรยาน

    2. โครงการจักรยานกลางเมือง

    ดำเนินการโดย มูลนิธิโลกสีเขียว ร่วมกับชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย และสมาคมจักรยานเพื่อสุขภาพไทย ด้วยการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

    2.1 ยุทธศาสตร์ของโครงการจักรยานคนเมือง

    ยุทธศาสตร์ของโครงการมุ่งสร้างความตระหนักแก่ผู้คนในสังคม ให้เริ่มเห็นความสำคัญและความเป็นไปได้ของการใช้จักรยานในการสัญจร ทั้งในการเดินทางระยะใกล้ในเขตท้องถิ่น และในระยะไกลขึ้นระหว่างเขตต่างๆ ในเมือง โดยอาจใช้ควบคู่ไปกับระบบขนส่งมวลชน เพื่อปลดล็อคปัญหาจราจรติดขัดและปัญหาคุณภาพอากาศในเมือง โดยแบ่งออกเป็น 2 ยุทธวิธีดังนี้

    image0043 การเดินทาง [1/2]

    รูปภาพประกอบผู้ใช้จักรยาน

    (1)   จัดทำคู่มือแผนที่เส้นทางจักรยานกลางเมือง เป็นเครื่องมือสนับสนุนผู้สนใจใช้จักรยาน

    คู่มือแผนที่ที่วางแผนจัดทำขึ้นนั้น เกิดจากการรวบรวมเส้นทางที่ผู้ใช้จักรยานในปัจจุบันเลือกใช้จริง  ซึ่งรวมถึงเส้นทางตามตรอก ซอก ซอย เส้นทางลัด เส้นทางจักรยานพิเศษที่ กทม.จัดทำไว้ และเส้นทางถนนสายหลักที่ผู้ใช้จักรยานในแต่ละท้องถิ่นนิยมใช้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว และจะคัดเลือกเส้นทางที่มีศักยภาพและความพร้อมนำเสนอต่อ กทม.ให้พิจารณาปรับปรุงพัฒนาเป็นเส้นทางที่ใช้ได้ดียิ่งขึ้นต่อไป มีความสะดวกและความปลอดภัยมากขึ้นโดยใช้งบประมาณไม่สูงนัก

    การส่งเสริมเส้นทางจักรยานโดยต่อยอดจากประสบการณ์ตรงของกลุ่มผู้ใช้จักรยานในปัจจุบันเช่นนี้เป็นรูปธรรมที่สามารถจัดทำได้เลย และมีประสิทธิภาพ เพราะไม่ได้มุ่งเน้นการก่อสร้าง หรือออกแบบเส้นทางจักรยานใหม่ ซึ่งต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก และหลายครั้งประสบปัญหา ไม่ได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้ใช้จักรยานเดิมเนื่องจากขาดกระบวนการการมีส่วนร่วมของผู้ใช้จักรยาน

    (2)   รณรงค์การใช้ถนนร่วมกัน ระหว่างรถยนต์และจักรยาน 

    image0061 การเดินทาง [1/2]

    รูปภาพสัญลักษณ์การใช้จักรยานบนถนน

    เนื่องจากกรุงเทพฯ ยังมีทางเฉพาะจักรยานอยู่น้อย เป็นเหตุให้การใช้จักรยานสัญจรส่วนใหญ่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการใช้ถนนร่วมกับรถยนต์ จึงจำเป็นต้องมีการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้สังคมมีทัศนคติเชิงบวกต่อจักรยานควบคู่ไปกับการจัดทำแผนที่เส้นทางจักรยานเพื่อให้สังคมมองเห็นจักรยานเป็นทางเลือกที่สำคัญทางหนึ่งในการใช้สัญจรและรู้จักการแบ่งพื้นที่ใช้ถนนร่วมกับจักรยานอย่างปลอดภัยมากขึ้น  เมื่อจักรยานเริ่มถูกมองเป็นพาหนะในการเดินทางประจำวันไม่ใช่เพียงกิจกรรมนันทนาการยามว่างการสัญจรโดยจักรยานจึงจะสามารถยกระดับขึ้นมาเป็นวาระหนึ่งของนโยบายการพัฒนาเมืองอย่างจริงจังได้ต่อไป

    ทั้ง 2 ยุทธวิธีเน้นความเป็นไปได้ มีประสิทธิภาพ และความต่อเนื่องในเชิงรูปธรรม โดยใช้ฐานจากข้อมูลผลการสำรวจและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้จักรยานทั้งจากภาครัฐและภาคการศึกษา ตลอดจนประสบการณ์และบทเรียนจากประเทศอื่นๆ

     

    2.2 ชีวิตของทางจักรยานในเมืองหลวง

    ปัจจุบัน  กรุงเทพมหานครมีทางจักรยานที่สร้างเสร็จสมบูรณ์แล้วทั้งสิ้น 31 เส้นทาง รวมระยะทางกว่า 200 กิโลเมตร จากถนนในกรุงเทพฯ มีความยาวรวมกันราว 8,000 กิโลเมตร พื้นผิวถนนคิดเป็นร้อยละ 10 ของพื้นที่ทั้งหมด (1,568 ตารางกิโลเมตร)

    image008 การเดินทาง [1/2]

    รูปภาพเส้นทางการใช้จักรยานบนเมืองหลวง

    ทางจักรยาน Bike lane ในกทม.นั้นมักถูกใช้ไปในทางที่ผิด อย่างการจอดรถกีดขวางทางจักรยาน การนำทางจักรยานมาวางแผงหาบเร่ รวมถึงการออกแบบทางจักรยานที่ไม่เหมาะสม อย่างทางจักรยานยกระดับบริเวณโรงงานยาสูบ – สวนลุมพินี ที่มีความลาดชันก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้ขับขี่จักรยานได้ ถ้าคนเมืองจะเริ่มใช้จักรยานเพื่อลดมลพิษ ช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัด ทางจักรยานที่ถูกต้องและปลอดภัย ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักในการตัดสินใจ ขับขี่จักรยานของชาวกรุงเทพฯ

    3. ระบบโครงสร้างทางวิ่งและสถานีรถไฟฟ้า BTS

    ทางวิ่งปัจจุบัน

    ปัจจุบัน เส้นทางเดินรถ ระบบรถไฟฟ้าบีทีเอส ประกอบด้วยสถานีทั้งหมด 31 สถานี รวม 2 เส้นทาง ดังนี้

    (1)      สายสุขุมวิท (สายสีเขียวอ่อน) มีทั้งหมด 21 สถานี ได้แก่ หมอชิต  สะพานควาย อารีย์ สนามเป้า  อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ  พญาไท ราชเทวี  ชิดลม  เพลินจิต  นานา  อโศก  พร้อมพงษ์  ทองหล่อ  เอกมัย  พระโขนง  อ่อนนุช บางจาก ปุณณวิถี อุดมสุข บางนา แบริ่ง

    (2)     สายสีลม (สายสีเขียวเข้ม) มีทั้งหมด 8 สถานี ได้แก่  สนามกีฬาแห่งชาติ  ราชดำริ  ศาลาแดง   ช่องนนทรี  สุรศักดิ์  สะพานตากสิน  กรุงธนบุรี  วงเวียนใหญ่ โดยทั้ง 2 สาย จะมีสถานีสยาม เป็นสถานีกลางในการเปลี่ยนขบวน

    image012 การเดินทาง [1/2]

    รูปภาพแผนที่รถไฟฟ้า BTS

     

    next การเดินทาง [1/2]

    ……………………………………………………….


    การจัดการน้ำ [3/3]

    3. สรุปแนวทางจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ต้นน้ำ

    ชุมชนพื้นที่ต้นน้ำ ดำเนินการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ เพื่อแก้ปัญหาป่าต้นน้ำถูกทำลาย ไฟป่า และน้ำไม่เพียงพอทำการเกษตร โดยเยาวชนและชาวบ้านร่วมกันสร้างฝายชะลอความชุ่มชื้น สร้างแนวป้องกันไฟป่า ให้ความสำคัญเรื่องกระบวนการเรียนรู้โดยลงมือทำ แล้วเป็นแกนนำในการขยายแนวคิดการจัดการทรัพยากรน้ำไปสู่เครือข่ายลุ่มน้ำของชุมชน

    image013 การจัดการน้ำ [3/3]

    แผนผังการฟื้นฟูพื้นที่ต้นน้ำ

    ชุมชนมีแนวทางดำเนินงานสำหรับการจัดการป่าต้นน้ำ พอสรุปเป็นกระบวนการได้ดังต่อไปนี้

    1)    เรียนรู้การอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำตามแนวทางพระราชดำริ และนำความรู้มาปรับใช้ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำในชุมชน
    2)    ปลูกจิตสำนึกให้ชุมชนเห็นความสำคัญของป่าต้นน้ำ สร้างเครือข่ายภายในชุมชน
    3)    ชุมชนร่วมกันปลูกป่า และสามารถอาศัยอยู่ร่วมกับป่าได้ ทำให้ไม่ต้องย้ายออกจากเขตอุทยาน
    4)    จัดตั้งหน่วยพิทักษ์ป่า คอยฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ปลูกป่าทดแทน ดับไฟป่า และทำแนวกันไฟป่า
    5)    ชุมชนร่วมกันสร้างฝายชะลอความชุ่มชื้น ทำให้ผืนป่าเกิดความชุ่มชื้น ระบบนิเวศกลับคืน
    6)    กำหนดกฏระเบียบชุมชนในการเก็บของป่า และการนำของจากป่ามาใช้ประโยชน์ รวมทั้งมีกฏระเบียบร่วมกับอุทยานฯ ในการดูแลและรักษาป่า
    7)    การดูแลสิ่งแวดล้อมเป็นหนึ่งในวิถีชีวิต เพื่อให้ปลายน้ำได้ใช้น้ำที่สะอาด มีคุณภาพดี รวมทั้ง ไม่มีการใช้สารเคมี และ ยาฆ่าหญ้า
    8)    เป็นแหล่งเรียนรู้ ให้ความรู้กับเยาวชน และชุมชนที่สนใจทางด้านต่างๆ เช่น ป่าซับน้ำ การรักษาป่า กติกาในการดูแลป่า และการอยู่ร่วมกับป่า

    แหล่งข้อมูลอ้างอิง

     

    การประกวดจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ,  http://www.haii.or.th/thailandwaterchallenge/

     

     

    วีดีทัศน์ที่น่าสนใจ

    สื่อเผยแพร่,การประกวดจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ, http://www.haii.or.th/thailandwaterchallenge/medias/vdoclip.html

     

     

    ……………………………………………………………..


    การจัดการน้ำ [2/3]

    2.1 สภาพปัญหาของชุมชน 

    สภาพภูมิประเทศตำบลปะกาฮะรัง อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี เป็นที่ราบลุ่ม ในฤดูฝนจะประสบปัญหาอุทกภัย เกิดน้ำหลากเข้าท่วมพื้นที่นาเป็นประจำทุกปี   ไม่สามารถทำนาตามฤดูกาลได้ เกษตรกรจึงหันมาทำนาปรังในช่วงฤดูแล้งแทน   แต่ปริมาณน้ำก็ไม่เพียงพอ ผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ

    2.2 การจัดการของชุมชน
    เกษตรกรทำการปรับแผนการเพาะปลูก เปลี่ยนมาปลูกพันธุ์ข้าวเบาที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้นและต้องการน้ำในช่วงสั้นๆ โดยใช้น้ำจากระบบชลประทาน ทำให้สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เร็วขึ้น ภายใน 4 เดือน เป็นการลดความเสี่ยงจากการเกิดน้ำท่วม และยังทำให้ได้ผลผลิตดีขึ้นกว่าเดิม ปัจจุบันได้ผลผลิตข้าวมากกว่า 800 กิโลกรัมต่อไร่ ส่วนระยะเวลาที่เหลืออีก 8 เดือน ชุมชนบริหารจัดการน้ำจากระบบชลประทาน มาใช้ทำการเกษตรผสมผสาน ในพื้นที่ที่น้ำท่วมไม่ถึง

    2.3 บริหารการใช้น้ำชลประทาน

    image0072 การจัดการน้ำ [2/3]

    รูปภาพบริหารการใช้น้ำชลประทาน

    การจัดการทรัพยากรน้ำของชุมชนปะกาฮะรัง เป็นการบริหารจัดการน้ำจากระบบชลประทานโดยเกษตรกรมีส่วนร่วม กลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานปะกาฮะรัง ซึ่งประกอบด้วยคณะกรรมการบริหารกลุ่มฯ และสมาชิกจำนวน 130 คน จาก 8 หมู่บ้าน ในตำบลปะกาฮะรัง จะร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมชลประทานในการวางแผนการส่งน้ำให้กับสมาชิก ครอบคุลมพื้นที่ชลประทานกว่า 8,000 ไร่ ภายใต้การกำกับดูแลของฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่3 โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปัตตานี กรมชลประทาน

    โดยการบริหารจัดการน้ำชลประทานของกลุ่มผู้ใช้น้ำปะกาฮะรัง จะแบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ ก่อนดำเนินการส่งน้ำ ระหว่างดำเนินการส่งน้ำ และหลังการส่งน้ำ

    (1)     ก่อนดำเนินการส่งน้ำ นายตรวจนาจะจัดประชุมผู้ใช้น้ำเพื่อวางแผนการปลูกพืชให้เหมาะสมกับปริมาณน้ำที่มีอยู่ แล้วรวบรวมความต้องการใช้น้ำทั้งหมดไปใช้วางแผนการส่งน้ำร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมชลประทาน เพื่อจัดรอบเวรการรับน้ำของผู้ใช้น้ำแต่ละราย

    (2)    ระหว่างดำเนินการส่งน้ำ สมาชิกผู้ใช้น้ำจะต้องปฏิบัติตามระเบียบและกติกาการใช้น้ำที่ตกลงกันไว้ โดยนายตรวจนาจะคอยตรวจสอบและควบคุมให้ผู้ใช้น้ำใช้ตามรอบเวร

    (3)    หลังการส่งน้ำ นายตรวจนาจะสอบถามความคิดเห็นสมาชิกผู้ใช้น้ำถึงปัญหาการส่งน้ำที่ผ่านมา และตรวจสอบว่าสมาชิกได้รับน้ำทั่วถึงทุกคนหรือไม่ แล้วรวบรวมปัญหาแจ้งให้คณะกรรมการกลุ่มรับทราบ เพื่อหาทางแก้ไขและปรับปรุงแผนการส่งน้ำ ไม่ให้เกิดปัญหาในการส่งน้ำครั้งต่อไป

     

    2.4 ควบคุมการใช้น้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำ 

    image009 การจัดการน้ำ [2/3]

    รูปภาพบริหารจัดการน้ำแปลงนา

    กลุ่มผู้ใช้น้ำปะกาฮะรังจะมีการควบคุมปริมาณการใช้น้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำปัจจุบัน โดยนายตรวจนาเป็นผู้ควบคุมน้ำในระดับแปลงนา และคณะกรรมการเป็นผู้ควบคุมน้ำในระดับคลองซอย ในกรณีที่มีน้ำต้นทุนเพียงพอ ก็จะให้สมาชิกทุกคนรับน้ำเฉลี่ยพร้อมกัน แต่หากมีน้ำต้นทุนไม่เพียงพอก็จะจัดรอบเวรให้รับน้ำตามที่กำหนด

    image010 การจัดการน้ำ [2/3]

    ภาพการบำรุงรักษาคูน้ำ

    2.5 การบำรุงรักษาคูน้ำ 
    ด้วยความตระหนักดีว่าคูส่งน้ำเป็นเส้นเลือดสำคัญที่หล่อเลี้ยงพื้นที่เพาะปลูกของชุมชน เป็นหน้าที่โดยตรงของผู้ใช้น้ำทุกคนที่จะต้องช่วยกันดูแลและบำรุงรักษา ตลอดจนป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหาย กลุ่มผู้ใช้น้ำปะกาฮะรังจึงมีการเก็บค่าบริการจัดการน้ำจากสมาชิก ตามจำนวนพื้นที่ ในอัตรา ๕๓๐ บาท/ไร่/ปี โดยส่วนหนึ่งนำมาเป็นกองทุนในการบำรุงรักษาคูส่งน้ำ

    โดยทุกปีสมาชิกจะร่วมกันบำรุงรักษาคูส่งน้ำ โดยการขุดลอกคูไส้ไก่อย่างน้อยปีละ ๑ ครั้ง ในช่วงก่อนทำนาปรังและก่อนปลูกพืชฤดูแล้ง รวมทั้งซ่อมแซมท่อส่งน้ำในคูน้ำที่ชำรุดให้มีสภาพที่แข็งแรงใช้งานได้ตลอดฤดูส่งน้ำ และซ่อมแซมอุดรูรั่วที่คันคูทันทีที่พบเห็น เพื่อไม่ให้ขยายกว้างออกไปจนเกิดความเสียหาย

    2.5 การป้องกันภัยน้ำท่วม 
    ชุมชนมีมาตรการในการป้องกันภัยที่จะเกิดขึ้นจากน้ำท่วม โดยประสานงานกับกรมชลประทานเพื่อขอข้อมูลและเตือนภัย มีการฝึกอบรมชาวบ้านและการฝึกซ้อมเพื่อบรรเทาภัยจากอุทกภัย ก่อนฤดูน้ำท่วมจะมีการจัดอบรมให้ความรู้แก่สมาชิกให้ตระหนักถึงภัยที่มากับอุทกภัย จัดตั้งระบบพื้นที่หลบภัย ฝึกซ้อมการอพยพหนีภัย รวมทั้งมีการติดตามข้อมูลปริมาณน้ำในเขื่อน ปริมาณฝน และแจ้งให้สมาชิกรับทราบ ตลอดจนการอบรมสมาชิก อพปร. เพื่อคอยช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากน้ำท่วม

     

    2.6 ดำเนินชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง 

    image011 การจัดการน้ำ [2/3]

    รูปภาพประกอบการใช้น้ำแบบเศรษฐกิจพอเพียง

    ผู้นำชุมชนปะกาฮะรัง ได้ปลูกฝังให้สมาชิกยึดถือแนวทางพระราชดำริในด้านการดำเนินชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง เน้นการปลูกข้าวโดยหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี ให้พอมีพอกินก่อน แล้วจึงปลูกพืชเสริม รวมทั้งไม่ปลูกพืชตามกระแสนิยม ลดการใช้ปุ๋ยเคมี หันมาใช้ปุ๋ยชีวภาพแทน โดยมีการทำปุ๋ยชีวภาพจากหอยเชอรี่ เนื่องจากหอยเชอรี่มีมาก ทุกปีชุมชนจะจัดกิจกรรมรับซื้อหอยเชอรี่ไปทำปุ๋ยหมักน้ำชีวภาพแจกให้สมาชิกฟรีไม่คิดค่าบริการ
    นอกจากนี้ยังส่งเสริมการทำเกษตรผสมผสาน โดยใช้ระบบชลประทานทำไร่นาสวนผสม นอกจากปลูกข้าวแล้ว มีการปลูกอ้อย ปลูกข้าวโพด ปลูกผักสวนครัว เช่น พริก ถั่วฝักยาว มะเขือ และเลี้ยงปลาในกระชัง

    next การจัดการน้ำ [2/3]

    ……………………………………………………….


    การจัดการน้ำ [1/3]

    1. สรุปแนวทางจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่น้ำแล้ง

    ชุมชนในพื้นที่น้ำแล้ง ดำเนินการจัดการแหล่งน้ำและที่ดิน เพื่อแก้ปัญหาความแห้งแล้ง ดินเสื่อมคุณภาพ ขาดแหล่งน้ำ โดยเริ่มจาก ชาวบ้านทำการขุดสระเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้เพื่อทำการเกษตรตลอดปีในพื้นที่ของตน โดยใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านในการจัดการ ร่วมกับแนวทางพระราชดำริทฤษฎีใหม่ ปลูกหญ้าแฝก เศรษฐกิจพอเพียง และขยายผลจากผู้นำชุมชนไปสู่ชุมชน และขยายเครือข่ายการเรียนรู้สู่ชุมชนใกล้เคียง

    ชุมชนพื้นที่น้ำแล้ง มีแนวทางดำเนินงานสำหรับการจัดการพื้นที่น้ำแล้ง แบ่งได้เป็น ๒ ประเภทหลัก มีกระบวนการดังต่อไปนี้

    1.1 เริ่มจากตนเองแล้วขยายผลสู่ชุมชน

     

    image001 การจัดการน้ำ [1/3]

    ภาพสรุปแนวทางจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่น้ำแล้ง

    (1) แหล่งน้ำของตนเอง เริ่มจากขุดสระน้ำ บริหารกักเก็บน้ำไว้ให้พอใช้สำหรับการเกษตรตลอดปี
    (2) ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน เพื่อบริหารจัดการดินและน้ำในพื้นที่ของตน
    • แก้ปัญหาดินเสื่อมคุณภาพ และดินไม่กักเก็บน้ำ โดยการใช้ควายตีแปลง ให้เป็นปลักควาย ใช้มูลสัตว์ เป็นอินทรีย์วัตถุ ช่วยปรับสภาพดินให้อุ้มน้ำ และปรับสภาพน้ำ
    • ขุดสระน้ำ 2 ระดับ โดยส่วนที่ตื้น ให้ปลาสามารถมาวางไข่ในน้ำตื้น เวลาน้ำหลาก  และ ใช้เป็นพื้นที่สำหรับปลูกพืชสวนครัวในเวลาน้ำแล้ง
    • การทำการเกษตร สำหรับพื้นที่แล้งและต้องประหยัดน้ำ เพาะปลูกไม้สวนโดยนำพืชประเภทเดียวกัน 2 –3 ต้นปลูกรวมกอเดียวกัน มารวบกิ่งเป็นต้นเดียวกัน จะได้รากแข็งแรงมากพอที่จะหาน้ำให้เพียงพอ รวมทั้ง เพาะปลูกเห็ดต่างๆ ซึ่งต้องการน้ำน้อยกว่าพืชอื่น และได้เป็นรายได้ตลอดทั้งปี
    (3) เปลี่ยนมาทำเกษตรผสมผสาน ตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ และดำเนินชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง
    (4) ขยายผลสำเร็จของการบริหารจัดการน้ำ จากผู้นำชุมชนไปสู่ชุมชน และขยายเครือข่ายการเรียนรู้สู่ชุมชนใกล้เคียง เกิดเป็นศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน

     

    1.2 เริ่มจากชุมชนแล้วขยายผลไปยังชุมชนใกล้เคียง
                (1) ชุมชนหารือกันเรื่องปัญหาการขาดแคลนน้ำ ใช้ข้อมูลทางน้ำเดิมตามธรรมชาติจากผู้เฒ่าผู้แก่ แล้ว หาวิธีแก้ไข
    (2) เกิดการบริหารจัดการน้ำในชุมชน เริ่มจากการขุดลอกขยายคลองธรรมชาติเดิม เพื่อดักน้ำหลากไหลลงทางน้ำไว้  นำน้ำหลากส่งมาตามแนวคลอง มากักเก็บไว้ตามสระน้ำแก้มลิง สำหรับใช้ในยามหน้าแล้งและช่วงฝนทิ้งช่วง
    (3) ชุมชนนำน้ำที่ได้ ใช้ทำการเกษตรตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่
    (4) ขยายผลสำเร็จของการบริหารจัดการน้ำ ไปยังชุมชนใกล้เคียง

     

    2. แนวทางจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนในพื้นที่น้ำหลาก

    image0051 การจัดการน้ำ [1/3]

    รูปภาพปัญหาน้ำหลากเข้าชุมชน

    ปัญหาน้ำท่วม น้ำหลาก มาจากสาเหตุต่างๆ มากมาย เช่น ปริมาณฝนที่ตกหนักถึงหนักมากติดต่อกันในช่วงฤดูฝน พื้นที่ไม่สามารถรับปริมาณน้ำที่ไหลสู่บริเวณนั้นได้เพียงพอ การขยายตัวอย่างขาดการวางแผนของชุมชนเมือง การตัดไม้ทำลายป่าทำให้เกิดการหลากของน้ำเร็วขึ้น การก่อสร้างถนนขวางทางน้ำหลากและมีการระบายน้ำไม่เพียงพอ การสูบน้ำบาดาลทำให้ดินทรุดตัว การเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่แก้มลิงตามธรรมชาติไปทำประโยชน์อย่างอื่น เป็นต้น

    การจัดการปัญหาน้ำท่วมน้ำหลากนั้น สิ่งที่สำคัญคือต้องรู้สาเหตุและความรุนแรงของปัญหา ต้องเข้าใจลักษณะของแหล่งน้ำ ลักษณะพื้นที่ ตลอดจนปริมาณน้ำที่ไหลบ่า ในบทนี้จะกล่าวถึงการจัดการน้ำในพื้นที่น้ำหลาก คือสภาพที่น้ำท่วมบริเวณใดบริเวณหนึ่งเกือบทุกๆ ปี ในฤดูน้ำหลาก เนื่องจาก แหล่งน้ำในบริเวณนั้นไม่สามารถรับปริมาณน้ำที่ไหลสู่บริเวณนั้นได้เพียงพอ พื้นที่บริเวณนี้มักจะเป็นที่ราบลุ่มใกล้ปากแม่น้ำ โดยมีตัวอย่างความสำเร็จของชุมชนปะกาฮะรัง อ.เมือง จ.ปัตตานี ซึ่งได้รับรางวัลที่สามจากการประกวดการจัดการทรัพยากรน้ำ ตามแนวพระราชดำริ ครั้งที่ 2 (พ.ศ.2551)  ซึ่งเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำหลากเป็นประจำทุกปี

    ชุมชนปะกาฮะรัง อ.เมือง จ.ปัตตานี รางวัลที่สาม ประกวดการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2551) 

    next การจัดการน้ำ [1/3]

    ……………………………………………………….


    ลดการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม [2/2]

    7. ข้อควรพิจารณา เครื่องมือที่ใช้

    (1) เครื่องฉีดพ่นควรติดบนรถ ไม่ควรเดินฉีดพ่น เพื่อลดปริมาณการใช้สารเคมีที่มากเกินไป

    (2) ผู้ปฏิบัติควรอยู่ข้างหลังเครื่องฉีดพ่น

    (3) ปรับปรุงเทคนิคและประสิทธิภาพการใช้ในเชิงเศรษฐศาสตร์ – ใช้เครื่องมือที่เหมาะสมต่องาน

    8. ผลของลมต่อการใช้สารเคมี

    ประมาณค่าความเร็วลม
    (เมตร/วินาที)

    รายละเอียด

    สิ่งที่สังเกตุเห็น

    การฉีดพ่น

    < 0.3

    ลมสงบ

    ควันบุหรี่ลอยขึ้นในแนวดิ่ง

    หลีกเลี่ยงการฉีดพ่นในขณะนี้อากาศอบอ้าว มีแดดจ้า

    0.6 – 0.9

    อากาศเบาบาง

    ทิศทางลมสังเกตุจากการปลิวของควันบุหรี่

    หลีกเลี่ยงการฉีดพ่นในขณะที่อากาศร้อน มีแสงแดดจ้า

    0.9 – 1.81

    มีลมอ่อน ๆ

    มีเสียงใบไม้ไหวเบา ๆ มีลมผ่านมาที่ใบหน้า

    เป็นเวลาที่เหมาะสมในการฉีดพ่นสารเคมี

    1.81 – 2.7

    มีลมพัดเบา ๆ

    ใบไม้และกิ่งไม้มีการไหวเอนคงที่

    หลีกเลี่ยงการฉีดพ่นสารเคมีกำจัดวัชพืช

    2.7 – 4.0

    มีลมพัดปานกลาง

    กิ่งไม้ขนาดเล็กไหว มีฝุ่นฟุ้ง เศษกระดาษปลิว

    เป็นเวลาที่ไม่เหมาะสมที่จะฉีดพ่นสารเคมี

     

    9. วิธีการควบคุมวัชพืชและการทำรุ่นในการปลูกมันสำปะหลัง

    image0071 ลดการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม [2/2]

    รูปภาพพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง

    การควบคุมวัชพืชและการทำรุ่นเป็นทางเลือกหนึ่งในการลดการใช้สารเคมีในการเกษตร ทำ ได้หลายวิธี อาทิ

    • การใช้จอบถาก เรียกว่า “การทำรุ่น” เหมาะสำ หรับพื้นที่ที่ปลูกมันสำ ปะหลังไม่มากนัก ใช้แรงงานในครอบครัว ควรเริ่มทำ ครั้งแรกภายใน 1 เดือน ทำ รุ่นเสร็จจึงใส่ปุ๋ยและทำ รุ่นอีก 2 ครั้ง คือ 60 และ 90 วันหลังจากนั้นพุ่มใบมันสำ ปะหลังจะชนกันคลุมพื้นที่ได้หมด วัชพืชจะขึ้นรบกวนได้ยาก
    • การใช้แรงงานสัตว์ โดยใช้วัวหรือควายติดไถหัวหมูพรวนดินระหว่างแถวมันสำปะหลังเรียกว่า การแทงร่อง หรือเดี่ยวร่อง ครั้งแรกจะเริ่มไถให้ดินพลิกเข้าหาโคนต้นมัน เรียกว่า “เดี่ยวเข้า” หรือ “แทงพนม” จะเริ่มหลังจากปลูกประมาณ 15 วัน ซึ่งต้นวัชพืชยังเล็กขี้ไถจะพลิกกลบวัชพืชได้หมด หลังจากนั้นอีก 30 วัน จะใช้ไถอีกครั้งคราวนี้จะใช้ไถออกจากโคนต้นเรียกว่า “การเดี่ยวออก” หรือ “แทงผ่า” และใช้จอบถาก วัชพืชตามแถวจากโคนแถวมันอีก ซึ่งจะเหลือพื้นที่เพียงร้อยละ 25 เท่านั้น ครั้งที่ 3 เมื่อมันสำ ปะหลังอายุ 3-4 เดือน ต้นโตพุ่มใบชนกันไม่สะดวกจะใช้แรงงานสัตว์เพราะจะทำ ให้กิ่งหักหรือกระทบกระเทือนหัวมันได้ จะใช้จอบถากทั้งหมดหรือใช้สาร (ยา) เคมีประเภทฆ่าหญ้า
    • การใช้เครื่องจักรพรวน ระหว่างร่อง จะกระทำ ได้ในขณะมันสำ ปะหลังยังเล็ก (1-2 เดือนหลังปลูก) เป็นเครื่องพรวนดิน ติดรถไถเดินตามหรือรถแทรคเตอร์พรวนดินระหว่างแถวมันและใช้จอบถากบริเวณต้นมัน จะลดพื้นที่การถากหญ้าได้ประมาณครึ่งหนึ่ง แต่ถ้ามันสำ ปะหลังโตจะไม่สามารถกระทำ ได้เพราะจะกระทบต่อการลงหัวและอาจทำ ให้กิ่ว ฉีกหักได้ง่ายการใช้เครื่องพรวนดินระหว่างแถว การปลูกควรจะขยายแถวมันสำ ปะหลังให้กว้างขึ้น แต่จะลดระยะระหว่างต้นลง เพื่อความสะดวกในการปฏิบัติเช่น การปลูกเพื่อใช้เครื่องพรวนดินติดท้ายแทรคเตอร์อาจจะใช้ระยะปลูก ระหว่างต้น 1 เมตร ระหว่างแถว 1เมตร

     

    แหล่งข้อมูลอ้างอิง

    1. ภาควิชาพืชศาสตร์ คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ,

    http://natres.psu.ac.th/Department/PlantScience/

    2. ภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์,

    http://www.eto.ku.ac.th/neweto/e-book/other/other3.pdf

    3. ภาพประกอบจากอินเตอร์เนต

     

    วีดีทัศน์ที่น่าสนใจ

    1. การจัดการสารเคมีโครงการหลวง, http://www.youtube.com/watch?v=C18wfO2QuSk

    2. รายการกิน อยู่ คือ : การทำเกษตรแบบธรรมชาติ

    ตอนที่ 1 http://www.youtube.com/watch?v=cGjkg4aKtKs

    ตอนที่ 2 http://www.youtube.com/watch?v=3DWK3mLtitQ

    3. ตอบปัญหาทางการเกษตร สารเคมีฆ่าแมลง, http://www.youtube.com/watch?v=xBcIRDz6VPc

     

     

    ………………………………………………………………………..


    ลดการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม [1/2]

    1. การตรวจสอบชนิดของสารเคมี

    image0022 ลดการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม [1/2]

    รูปภาพการพ่นสารเคมี

    ขั้นตอนแรกในการใช้สารเคมีให้เหมาะสมและไม่ใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไป คือ ตรวจสอบดูว่าสารเคมีประเภทใดที่ต้องการใช้  สารเคมีชนิดดูดซึม สามารถเคลื่อนย้ายจากบริเวณที่ถูกสารเคมี ไปยังส่วนต่าง ๆ ของพืชได้ ดังนั้นจึงสามารถใช้ขนาดละอองของสารเคมีที่ใหญ่กว่าได้ และใช้เครื่องฉีดพ่นที่มีแรงดันต่ำกว่าได้ สำหรับสารเคมี ชนิดสัมผัส ต้องการให้อนุภาคสารเคมีปกคลุมผิวพืช จึงต้องการขนาดของละอองสารเคมีที่เล็กกว่า เพื่อให้สามารถปกคลุมผิวพืชได้ดีกว่า ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการใช้สารเคมี ได้แก่

    • แรงดันของเครื่องฉีดพ่น และขนาดของละอองสารเคมี
    • ชนิดของหัวฉีด
    • สภาพแวดล้อมขณะที่ใช้
    • ชนิดของเครื่องมือ
    • ความชำนาญของผู้ปฏิบัติ

     

    2. ปรับแรงดันและขนาดละอองสารเคมีให้เหมาะสม

    image0042 ลดการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม [1/2]

    รูปภาพหัวฉีดเครื่องพ่นสารเคมี

    แรงดันที่สูงกว่าจะลดขนาดของละอองสารเคมี และไปเพิ่มการปลิวของละอองสารเคมี

    • ขนาดของ  ละอองสารเคมีที่เล็กกว่าจะปกคลุมผิวพืชได้ดีกว่า ดังนั้น จึงเป็นการดีสำหรับสารเคมีชนิดสัมผัส เช่น สารเคมี กำจัดเชื้อรา และสารเคมีกำจัดแมลง
    • ขนาดของละอองสารเคมีวัดเป็นไมครอน – 1 ไมครอนเท่ากับ 0.001 มิลลิเมตร
    • ขนาดของละอองสารเคมีที่เล็กกว่า 200 ไมครอน (0.2 มิลลิเมตร) จะง่ายต่อการถูกพัดปลิว
    • เครื่องฉีดพ่นแบบสูบโยกสพายหลัง ทำงานได้ที่แรงดัน 15 ปอนด์/ตารางนิ้ว (1 bar)
    •   ถ้าใช้ระบบเครื่องกล เครื่องฉีดพ่นปกติต้องใช้แรงดัน 30 ปอนด์/ตารางนิ้ว แม้ว่าจะสามารถใช้แรงดันที่ 15 ปอนด์/ตารางนิ้วได้ (เป็นแรงดันขั้นต่ำสุดที่ใช้ทำให้เกิดเป็นละอองสารเคมี)
    • ปัจจุบันมีการใช้วาลว์ควบคุมแรงดันแล้ว ซึ่งสามารถช่วยรักษาระดับแรงดันในเครื่องฉีดพ่น และขนาดของละอองสารเคมีให้คงที่ เพื่อให้เกิดความแน่ใจว่าแรงดันของเครื่องฉีดพ่น และการฉีดพ่นมีความสม่ำเสมอมากกว่าเครื่องพ่นแบบควบคุมขนาดของละอองสารเคมี สามารถควบคุมขนาดได้ตั้งแต่ 50-300 ไมโครมิเตอร์
    • แรงดันไม่ใช่เป็นวิธีการที่ดีในการเพิ่มปริมาณการฉีดพ่น การเพิ่มปริมาณการฉีดพ่นขึ้นเป็น 2 เท่า ต้องใช้แรงดันเพิ่มขึ้น 4 เท่า

    3. สภาวะแวดล้อมขณะปฏิบัติ – เวลาที่ดีที่สุดในการใช้สารเคมี

    image005 ลดการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม [1/2]

    รูปภาพเครื่องพ่นสารเคมี

    การใช้สารเคมีที่ดีที่สุด คือ เวลาเที่ยงวันถึงเวลาบ่าย ๆ แต่ลมจะก่อให้เกิดปัญหาขึ้นบ่อย ๆ เสมอช่วงเวลาที่เหมาะสมอีกช่วงหนึ่ง คือ เวลาเช้า ควรตระหนักไว้ว่า สารเคมีบางชนิดต้องการแสงอาทิตย์ในการรอให้เกิดปฏิกิริยานอกจากนี้  ให้ตรวจดูคำแนะนำบนฉลากเกี่ยวกับ ข้อกำหนดที่เฉพาะเจาะจงก่อนใช้หัวฉีด

    หัวฉีด ความสูง: หัวฉีดควรจะอยู่สูงกว่าบริเวณส่วนของพืชที่จะฉีดพ่น ประมาณ 0.3-0.5 เมตร แบบของหัวฉีด:หัวฉีดรูปโคน จะให้ละอองสารเคมีที่เล็กละเอียดกว่า จึงเหมาะสำหรับใช้กับสารเคมีกำจัดเชื้อรา และสารเคมีกำจัดแมลง หัวฉีดรูปพัด จะให้ละอองสารเคมีที่หยาบกว่า จึงเหมาะที่จะใช้กับสารเคมีกำจัดวัชพืช หัวฉีดเดี่ยวรูปโคน ใช้ฉีดบริเวณโคนต้นพืช – หัวฉีดคู่รูปโคนใช้ฉีดพ่นทั่วไป แบบของหัวฉีดมีหลายชนิด (เช่น รูปพัด หรือชนิดแบน – บางชนิดใช้ฉีดพ่นให้เกิดความสม่ำเสมอของ ความกว้างแนวฉีดพ่น (เช่นการใช้หัวฉีดเดี่ยวกับเครื่องฉีดพ่นแบบคันโยกสพายหลัง) และบางชนิดใช้ฉีดพ่น เป็นแนวเส้นตรงไปตามขอบ (หัวฉีดหลายหัวพ่วงติดกันและมีส่วนที่ซ้อนเหลื่อมกัน) โดยทั่วไปความเร็วเฉลี่ยที่ใช้เดินฉีดพ่น ปรับให้ต่ำกว่า 1 เมตร/วินาที

    4. การเปลี่ยนปริมาตรสารเคมีที่ฉีดพ่น

    ปริมาตรของสารเคมีที่ฉีดพ่น เปลี่ยนแปลงได้โดยการเปลี่ยน ความเร็ว – เป็นการเปลี่ยนปริมาตรสารเคมีโดยตรง – การเพิ่มความเร็วเป็น 2 เท่า จะลดปริมาตรสารเคมี ที่ใช้ต่อพื้นที่ลงครึ่งหนึ่ง ชนิดหัวฉีด – ผลโดยตรงเกิดจากขนาดของรูหัวฉีด แรงดัน – ผลที่เกิดขึ้นเป็นสัดส่วนกัน คือ การเพิ่มปริมาตรการฉีดพ่นขึ้นเป็น 2 เท่า ต้องการแรงดันเพิ่มขึ้น4 เท่า

    5. ความชำนาญของผู้ใช้สารเคมี

    ผู้ใช้สารเคมีควรได้รับการฝึกอบรม – ผู้ใช้สารเคมีต้องการที่จะทราบถึงการวัดปริมาตร – ปริมาณน้ำที่ต้องใช้ในการฉีดพ่นต่อหน่วยพื้นที่และปริมาณสารเคมีที่ต้องการใช้    ความเป็นพิษ ต้องการทราบถึงความเป็นพิษของสารเคมี และวิธีการปฏิบัติที่ปลอดภัยอันตรายต่อผู้ใช้และต่อสิ่งแวดล้อมที่ต่ำ ทำได้โดยการใช้สารเคมีที่มีความเป็นพิษต่ำและมีความปลอดภัย  รวมถึงการใช้อุปกรณ์ป้องกัน (เช่น ถุงมือ ผ้าปิดจมูก เสื้อผ้ากันเปื้อน แว่นตากันฝุ่น)

    6. หลักการใช้สารเคมี

    (1) ให้มีความปลอดภัยต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม

    (2) ลดการฉีดพ่นสารเคมีที่มากเกินไป

    (3) ปรับปรุงความสม่ำเสมอของการฉีดพ่น ระยะเวลาที่เหมาะสม และความแน่นอนในการฉีดพ่น

    (4) ลดปริมาณสารเคมีที่ใช้: ใส่สารเคมีให้ต่ำลง

    (5) ปรับปรุงความสามารถของผู้ปฏิบัติ: ทำเครื่องมือให้มีความปลอดภัย และสามารถใช้เครื่องมือได้

    (6) สลับชิดสารเคมีที่ใช้ เพื่อป้องกันการปรับตัวให้ดื้อยาของศัตรูพืชที่ต้องการควบคุม

     

    next ลดการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม [1/2]

    ……………………………………………………….


    ลดการเกิดขยะในภาคเกษตรกรรม [3/3]

    3.3 ม.สุรนารีสร้างโรงไฟฟ้าจากขยะเกษตรนำร่องจ่ายกระแสไฟป้อนฟาร์มในมหาวิทยาลัย

    image025 ลดการเกิดขยะในภาคเกษตรกรรม [3/3]

    รูปภาพโรงไฟฟ้าจากขยะเกษตรนำร่องจ่ายกระแสไฟป้อนฟาร์มใน ม.สุรนารี

    รศ.ดร.ประสาท สืบค้า อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) กล่าวว่า โรงไฟฟ้าชีวมวลเฉลิมพระเกียรติเป็นโรงไฟฟ้าชีวมวลต้นแบบ ขนาดกำลังการผลิต 100 กิโลวัตต์ อาศัยเชื้อเพลิงจากของเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น เศษไม้ แกลบ กะลา ซังข้าวโพด และเหง้ามันสำปะหลัง ขีดความสามารถในขณะนี้มีกำลังไฟฟ้ารองรับชุมชนได้ถึง 200 ครัวเรือน

    โรงไฟฟ้าแห่งนี้เป็นผลงานการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีของ ดร.วีรชัย อาจหาญ หัวหน้าสาขาวิชาวิศวกรรมเกษตร และหัวหน้าหน่วยวิจัยวิศวกรรมพลังงาน สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ ที่เริ่มงานวิจัยด้านพลังงานทดแทนตั้งแต่ปี 2546 ใช้งบประมาณไปกว่า 20 ล้านบาท โดยใช้ผลผลิตเกษตรกรรมและ วัสดุที่เหลือใช้จากภาคอุตสาหกรรม ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากเป็นเชื้อเพลิงผลิตกระแสไฟฟ้า

    เบื้องต้นทีมวิจัยได้ออกแบบระบบชิ้นส่วนและสร้างต้นแบบโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดเล็ก 5-10 กิโลวัตต์ ขึ้นก่อน เพื่อทดสอบระบบ และพบว่าสัดส่วนขององค์ประกอบของก๊าซชีวมวลได้ มีค่าความร้อนเพียงพอที่จะนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงให้แก่เครื่องยนต์สันดาปภายใน ซึ่งเป็นต้นกำลังขับเคลื่อนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าทดแทนการใช้น้ำมันได้
    จากนั้นได้วิจัยพัฒนาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งนำไปสู่การร่วมมือกับนักวิจัยจากบริษัท ซาตาเกะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ประเทศญี่ปุ่น และจัดสร้างเป็นโรงไฟฟ้าชีวมวลต้นแบบขนาดกำลังผลิต 100 กิโลวัตต์ ใช้งานภายในบริเวณฟาร์มมหาวิทยาลัยเมื่อปีที่แล้ว โดยเตรียมศึกษารายละเอียด ปรับปรุงและทดสอบระบบที่เหมาะสม ก่อนนำไปใช้งานในเชิงการค้าหรือส่งเสริมให้เป็นวิสาหกิจชุมชนต่อไป

    ส่วนขั้นตอนต่อไปจะเป็นการวิจัยเทคนิคบริหารจัดการโรงไฟฟ้าด้านการจัดการวัตถุดิบ โดยได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการปลูกไม้โตเร็ว ซึ่งใช้เวลาเพียงปีครึ่ง ก็สามารถหมุนเวียนตัดมาป้อนได้ตลอดปี

     

    3.4 โครงการผลิตไฟฟ้าเชื้อเพลิงจากแกลบ

     

    image027 ลดการเกิดขยะในภาคเกษตรกรรม [3/3]

    รูปภาพโครงการผลิตไฟฟ้าเชื้อเพลิงจากแกลบ

    จังหวัดสุรินทร์เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง มีผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญและเป็นผลผลิตหลัก คือ ข้าว ซึ่งจากปริมาณผลผลิตข้าวนาปีในปีเพาะปลูก 2544/2545 ของจังหวัดสุรินทร์ จำนวน 1.48 ล้านตัน ผลผลิตข้าวส่วนใหญ่ประมาณ 1.33 ล้านตันจะถูกป้อนเข้าโรงสีข้าวภายในจังหวัด และได้แกลบซึ่งเป็นเศษวัสดุจากการสีข้าวประมาณ 3 แสนตัน/ปี

    ทางกลุ่มโรงสีข้าวในจังหวัดสุรินทร์นำโดยโรงสีข้าวมุ่งเจริญพร เล็งเห็นว่าแกลบของจังหวัดสุรินทร์สามารถนำมาใช้ประโยชน์เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองภายในจังหวัด ซึ่งส่งผลดีต่อการเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในจังหวัดได้ส่วนหนึ่ง อีกทั้งยังสนับสนุนและสอดคล้องกับนโยบายของประเทศในการช่วยรัฐประหยัดการนำเข้าพลังงานเชิงพาณิชย์อื่นๆ เพื่อใช้ผลิตไฟฟ้า จึงมีแนวคิดที่จะก่อสร้าง “โครงการโรงไฟฟ้ามุ่งเจริญกรีนเพาเวอร์” ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนประเภทเชื้อเพลิงแกลบ โดยได้มอบหมายให้ศูนย์ส่งเสริมพลังงานชีวมวล (Biomass One-stop Clearing House, BOSCH) มูลนิธิพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม (มพส.) ดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้ในการตั้งโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงแกลบในพื้นที่

    จากการศึกษาพบว่าขนาดโรงไฟฟ้าที่เหมาะสมในโครงการฯ เป็นโรงไฟฟ้าที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าสุทธิ 8.8      เมกะวัตต์ และบริษัท มุ่งเจริญกรีนเพาเวอร์ จำกัด จะจำหน่ายไฟฟ้าแก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ตามระเบียบการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตรายเล็ก (SPP) โดยได้ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแบบ Firm เป็นระยะเวลา     21 ปี   ที่ระดับแรงดัน 22    เควี เป็นปริมาณ 8 เมกะวัตต์ และจำหน่ายไฟฟ้าส่วนที่เหลือแก่โรงสีข้างเคียงเป็นปริมาณ 0.8 เมกะวัตต์ ทำให้โรงไฟฟ้าดังกล่าวจะมีขนาดกำลังการผลิตติดตั้งไม่เกิน 9.9 เมกะ-วัตต์ ใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าประมาณ 18 เดือน และมีความต้องการใช้เชื้อเพลิงแกลบประมาณ 85,000 ตัน/ปี (ประมาณ 270 ตัน/วัน)

     

    แหล่งข้อมูลอ้างอิง

    1. สถาบันสร้างเสริมนวัตกรรมภูมิปัญญาเศรษฐกิจพอเเพียง กรมส่งเสริมการเกษตร, http://www.sewii.doae.go.th/Innovation/index-innovation3-1-2html.html

    2. สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน, http://www.eppo.go.th/royal/m1700_0021.html

    3. กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม http://library.dip.go.th/Industrial%20Innovation/www/innonew1-02.html

    4. กรมอนามัย http://www.anamai.moph.go.th/main.php?filename=index

     

     

    วีดีทัศน์ที่น่าสนใจ

    1. กระถางต้นไม้จากกะลามะพร้าว, http://www.youtube.com/watch?v=YGceZloCAlk

    2. ถ่านจากกะลามะพร้าว, http://www.youtube.com/watch?v=QPC1WOaw5Ms

    3. โรงไฟฟ้าชีวมวลจากกากอ้อยและหญ้าวิทัย, http://www.youtube.com/watch?v=amaTsxE4ibs

    4. ฟาร์มหมู อยู่คู่ชุมชน, http://www.youtube.com/watch?v=62Jm0tb4RlY&playnext=1&list=PLC201BCB8C1DC8F7E&feature=results_main

     

    …………………………………………………………………….


    ลดการเกิดขยะในภาคเกษตรกรรม [2/3]

    2. ระบบผลิตน้ำเย็นโดยใช้พลังงานความร้อนจากแกลบ

    ระบบผลิตน้ำเย็นโดยใช้พลังงานความร้อนจากแกลบที่มีในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา มีขั้นตอนดังนี้

    2.1 เตาเผาแกลบแบบไซโคลนคู่ (Double Cyclonic Furnace)

    เตาเผาแกลบนี้ทำหน้าที่เปลี่ยนเชื้อเพลิงชีวมวลให้เป็นพลังงานความร้อน ด้วยการเผาแกลบเพื่อให้ได้ก๊าซความร้อน ด้วยการเผาแกลบเพื่อให้ได้ก๊าซความร้อน โดยอาศัยการหมุนของกระแสอากาศและแกลบภายในเตาที่ออกแบบให้มีลักษณะเป็นไซโคลน ประกอบด้วย ห้องเผาไหม้ ๒ ห้อง คือ ห้องเผาไหม้หลัก ทำหน้าที่เผาแกลบใน

    image019 ลดการเกิดขยะในภาคเกษตรกรรม [2/3]

    รูปภาพห้องเผาไหม้ ๒ ห้อง

    ช่วงแรก และห้องเผาไหม้รอง ทำหน้าที่เผาก๊าซที่เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์จากห้องเผาไหม้หลักซึ่งเป็นก๊าซพิษ ดังนั้นจึงทำให้ได้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซร้อนอุณหภูมิประมาณ ๓๐๐ องศาเซลเซียสที่ปราศจากกลิ่นและควัน เป็นแหล่งความร้อนให้กับเครื่องกำเนิดน้ำร้อน (Hot Water Generator)

    2.2 เครื่องกำเนิดน้ำร้อน (Hot Water Generator)

    เป็นอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อนจากก๊าซร้อนให้กับน้ำที่ต้องการเพิ่มอุณหภูมิเป็นน้ำร้อน สำหรับเป็นแหล่งพลังงานของเครื่องทำน้ำเย็นแบบดูดซึม โดยน้ำหมุนเวียนรับความร้อนจากก๊าซร้อนจากก๊าซร้อนนำไปถ่ายเทให้กับเครื่องทำน้ำเย็นแบบดูดซึม

    2.3 เครื่องทำน้ำเย็นแบบดูดซึม (Vapors Absorption Chiller)

    เป็นเครื่องทำน้ำเย็นที่อาศัยวัฏจักรทำงานแบบดูดซึมทำหน้าที่ผลิตน้ำเย็นอุณหภูมิ ๗ องศาเซลเซียส สำหรับจ่ายให้อาคารควบคุมสภาวะแวดล้อม อาคารสำนักงานและศาลามหามงคล ระบบทำน้ำเย็นแบบนี้ นอกจากจะประหยัดพลังงานแล้ว ยังเป็นระบบที่เงียบ การบำรุงรักษาน้อย และไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

    3. ตัวอย่างโครงการพลังงานเขียวเยียวยาโลก

    3.1 เปลี่ยนกากอ้อยเป็นพลังงานลดโลกร้อน

    image021 ลดการเกิดขยะในภาคเกษตรกรรม [2/3]

    รูปภาพกากอ้อย

    กลุ่มมิตรผลได้ดำเนินการเปลี่ยนขุมทรัพย์บนดินจากของเหลือใช้การเกษตรอย่าง “กากอ้อย” เป็นพลังงาน แถมยังได้เม็ดเงินและคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามมา โดยปี 2545 กลุ่มมิตรผลได้ตั้งโรงไฟฟ้าด่านช้างขึ้น

    นายณัฐสพล กระจ่างแผ้ว ผอ.โรงไฟฟ้าด่านช้าง เผยว่า ในแต่ละปีทางโรงงานน้ำตาลมิตรผลจะมีกากอ้อยเหลือจากการหีบน้ำหวานออกถึง 4 แสนตัน ถือเป็นวัตถุดิบอย่างดีสำหรับผลิตไฟฟ้า โดยกากอ้อย 2.2 ตันจะเผาได้ไฟฟ้า 1 เมกะวัตต์ชั่วโมง

    ขณะนี้ทางโรงไฟฟ้าด่านช้างได้ทำสัญญาผลิตไฟฟ้าส่งขายแก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยแล้วที่กำลังการผลิต 27 เมกะวัตต์ เป็นเวลา 21 ปี แถมยังมีผลพลอยได้เป็นไอน้ำปั่นไฟสำหรับกระบวนการผลิตน้ำตาล และขี้เถ้าที่เป็นปุ๋ยชั้นเยี่ยมแก่เกษตรกร รวมๆ แล้วโรงไฟฟ้าแห่งนี้สร้างรายได้เข้ากระเป๋ากลุ่มมิตรผลทุกปีถึงปีละ 890 ล้านบาท

    ที่สำคัญโรงไฟฟ้าด่านช้างยังเข้าร่วมกลไกการพัฒนาที่สะอาดเพื่อส่งขายคาร์บอนเครดิต 9.3 หมื่นตันต่อปี โดยกำลังทำเอกสารเพื่อยืนยันการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกแก่คณะกรรมการบริหารกลไกการพัฒนาที่สะอาด (ซีดีเอ็ม อีบี) ณ กรุงบอนน์ ประเทศเยอรมนี

    3.2 ขี้หมูผลิตไฟฟ้า” ยิงปืนนัดเดียวได้นกเป็นพวง

    image023 ลดการเกิดขยะในภาคเกษตรกรรม [2/3]

    รูปภาพกระบวนการผลิตขี้หมูผลิตไฟฟ้า

    จ.ราชบุรี ฟาร์มสุกรของนายสมชาย นิติกาญจนา เจ้าของฟาร์มสุกร เอสพีเอ็ม ฟาร์ม ที่วันนี้ขี้หมูที่เคยสร้างความรำคาญและดึงดูดแมลงรบกวนได้เปลี่ยนไปเป็นก๊าซชีวภาพผลิตกระแสไฟฟ้า และได้กากขี้หมูทำปุ๋ยด้วย

    เจ้าของฟาร์มหมูผลิตไฟฟ้ารายนี้เผยว่า แต่ก่อนฟาร์มหมูจะเป็นที่รังเกียจรำคาญของชาวบ้านมาก เพราะมีกลิ่นเหม็นรบกวนจากขี้หมู เกิดน้ำเน่าเสีย หนำซ้ำยังนำแมลงรำคาญอย่างแมลงวันเป็นพาหะก่อโรค

    เขาจึงหันเข้าหา สนพ.เพื่อขอการสนับสนุนเทคโนโลยีเปลี่ยนขี้หมูให้เป็นไบโอแก๊ส เป้าประสงค์แรกเพื่อกำจัดมลพิษจากขี้หมู ทว่าทำให้เขาสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าไว้ใช้เอง ส่งบางส่วนขายให้แก่การไฟฟ้าได้ความร้อนจากเครื่องปั่นไฟสำหรับกกลูกหมูได้กากขี้หมูจากบ่อแก๊สชีวภาพเป็นปุ๋ยอีนทรีย์แห้งและยังจะทำให้มีรายได้จากคาร์บอนเครดิต 7-8 ล้านบาทในเร็วๆนี้ด้วย

    ขณะเดียวกัน เขายังมีแผนปลูกปาล์มน้ำมันเพื่อนำน้ำมันปาล์มที่ได้ไปใช้ในการผลิตอาหารสัตว์ โดยมีผลการศึกษาพบว่าน้ำเสียจากขี้หมู 1 ลบ.ม.จะผลิตแก๊สชีวภาพได้ 25-30 ลบ.ม. แต่หากใส่ต้นปาล์มและใบปาล์มหั่นลงไปผสมจะทำให้ได้แก๊สชีวภาพเพิ่มเป็น 200 ลบ.ม.

    ใครบอกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวแต่ผมจะบอกว่าไม่ใช่ ผมยิงปืนนัดเดียวแต่ได้นกเป็นฝูงเลย ได้ทั้งไฟฟ้าได้เงินจากการขายไฟฟ้า ได้ความร้อนกกลูกหมู ได้ปุ๋ยแล้วยังขายคาร์บอนเครดิตได้ด้วย” นายสมชายกล่าว

     

    next ลดการเกิดขยะในภาคเกษตรกรรม [2/3]

    ……………………………………………………….


    ลดการเกิดขยะในภาคเกษตรกรรม [1/3]

    1.    การนำขยะการเกษตรมาผลิตเชื้อเพลิงอัดแท่ง 

    ถ่านกะลามะพร้าวอัดแท่งไร้ควัน

    1.1 ความเป็นมาของนวัตกรรม 

    มะพร้าวเป็นพืชที่มีการปลูกมากที่สุดในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์  และมีความสำคัญทางเศรษฐกิจพืชหนึ่งของประเทศไทย  การผลิตถ่านกะลามะพร้าวอัดแท่งไร้ควันซึ่งกะลามะพร้าวที่เหลือจากการกะเทาะทำมะพร้าวขาว

    1.2 การออกแบบนวัตกรรม

    image0021 ลดการเกิดขยะในภาคเกษตรกรรม [1/3]

    รูปภาพถ่านกะลามะพร้าวอัดแท่ง

    การทำถ่านกะลามะพร้าวอัดแท่ง  เป็นกระบวนการเพิ่มความหนาแน่นให้กับวัสดุ โดยนำกะลามะพร้าวที่ผ่านกระบวนการเผาไปทำให้มีขนาดเล็กลง  แล้วนำไปอัดเพิ่มความหนาแน่น  จากนั้นก็ลดความชื้นของเชื้อเพลิงอัดแท่ง  ซึ่งวัสดุส่วนใหญ่ที่ใช้ในการอัดแท่ง  คือวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น กะลามะพร้าว

    1.3 วัสดุ อุปกรณ์                

    กะลามะพร้าว, ถังน้ำมัน 200 ลิตร, กระสอบป่าน, ตะกร้า, ชั้นวาง, เครื่องบดถ่าน, เครื่องผสม, เครื่องอัด, แป้งมัน

    น้ำ

    1.4 วิธีการ

    image004 ลดการเกิดขยะในภาคเกษตรกรรม [1/3]

    รูปภาพกะลามะพร้าวที่แห้งสนิท

    (1) นำกะลามะพร้าวที่แห้งสนิท คัดเอาเศษวัสดุอื่นๆ ที่ไม่พึงปะสงค์ เช่น กรวด หิน ดิน ทราย ถุงพลาสติก เศษเหล็กเศษโลหะ ต่างๆ ออกให้หมด เพราะวัสดุเหล่านี้จะเข้าไปผสมกับถ่านกะลา ทำให้ถ่านด้อยคุณภาพและอาจก่อให้เกิดความเสียหายกับเครื่องบดได้

    (2) นำกะลามะพร้าวไปเผาด้วยถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร ที่เปิดฝา โดยใส่เศษกะลาลงไปในถังเพียงเล็กน้อยก่อนแค่ก้นถัง แล้วจุดไฟเผา เมื่อไฟติดกะลาแล้วค่อยๆ กะลามะพร้าวใหม่ลงไปอีกครั้ง ทำสลับกันไปเรื่อยๆ อย่างนี้จนถ่านกะลามะพร้าวเต็มถัง  ไม่ควรเติมกะลาในแต่ละครั้งมากเกินไป เพราะจะทำให้เกิดควันและการเผาไหม้ไม่ทั่วถึง การดูว่ากะลามะพร้าวติดไฟหมดแล้วหรือทั่วถึง หรือไม่  โดยให้สังเกตดูจากควันไฟ  หากควันน้อยลงและกะลาติดไฟแดงๆแสดงว่ากะลากลายเป็นถ่านหมดแล้ว  หลังจากนั้นปล่อยทิ้งไว้ประมาณ5-10 นาที  ให้ใช้กระสอบป่านชุบน้ำให้เปียกบิดพอหมาดๆ นำมาคลุมปากถังแล้วปิดทับด้วยฝาถังให้แน่นสนิท ทิ้งไว้ 1 คืน เพื่อให้ถ่านเย็นลง  รุ่งขึ้นจึงนำถ่านกะลามะพร้าวเข้าเครื่องบดต่อไป  ถ้ายังไม่นำไปเข้าเครื่องบดให้บรรจุใส่กระสอบ เก็บไว้ในสถานที่ที่อากาศถ่ายเทไม่ชื้น

    image0062 ลดการเกิดขยะในภาคเกษตรกรรม [1/3]

    รูปภาพการนำกะลามะพร้าวไปเผาด้วยถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร

    (3) การอัดเพื่อเพิ่มความหนาแน่นของกะลามะพร้าว มีขบวนการดังนี้

    image0082 ลดการเกิดขยะในภาคเกษตรกรรม [1/3]

    รูปภาพการนำถ่านกะลามะพร้าวที่ผ่านกระบวนการเผาเข้าเครื่องบด

    1. นำถ่านกะลามะพร้าวที่ผ่านกระบวนการเผาเข้าเครื่องบด เพื่อให้มีขนาดเล็กลง

    2. นำถ่านกะลามะพร้าวที่ผ่านการบด 100 กก. เข้าเครื่องผสม ใส่แป้งมัน 6 กก. แล้วผสมให้เข้ากันประมาณ 5  นาที แล้วค่อยๆ ใส่น้ำลงไปประมาณ 30-36 ลิตร แล้วแต่สภาพ

    image0103 ลดการเกิดขยะในภาคเกษตรกรรม [1/3]

    รูปภาพถ่านกะลามะพร้าวที่บดเรียบร้อยแล้ว

    3. ภูมิอากาศหรือความชื้นในอากาศ  ใช้เวลาผสมประมาณ10 นาที เวลาผสมต้องดูไปเรื่อยๆว่าส่วนผสมเข้ากันหรือไม่ ข้นหรือเหลวเกินไปหรือไม่ ถ้าไม่แน่ใจให้ใช้มือกำส่วนผสมเมื่อปล่อยมือส่วนผสมไม่แตกเป็นว่าใช้ได้  แต่ไม่ควรเหนียวเกินไป  ถ้าเหนียวเกินไปเวลาลงในเบ้าอัดแท่งถ่านจะไม่เรียบเสมอกันเพราะเหนียวติดเบ้า

    image011 ลดการเกิดขยะในภาคเกษตรกรรม [1/3]

    รูปภาพการผสมส่วนผสมทั้งหมด

    4. หลังจากผสมส่วนผสมเข้ากันดีแล้ว  จึงนำไปใส่เครื่องอัด ใส่ครั้งละประมาณ  10-15 กก. ปรับความแรงเร็วช้าของถ่านที่จะไหลลงมาจากเบ้า(ออกมากหรือน้อย)  ถ้าลงน้อยเกินไปก้อนถ่านก็จะไม่แน่น  ถ้าลงมากเกินไปเครื่องอัดก็รับไม่ไหวมันก็จะติดกัน  ดังนั้นจึงต้องปรับความเร็วให้อยู่ในระดับที่พอดี ถ่านที่ไหลออกมาจะมีแท่นรองรับถ่าน กำหนดความยาวของแท่นถ่านประมาณ 5 นิ้ว หรือตามที่ลูกค้าต้องการ แล้วใช้มีดที่ดัดแปลงขึ้นมาตัดถ่านตามความยาวที่ต้องการ แล้วนำถ่านที่ได้วางใส่ตะกร้า กระบวนการนี้ต้องใช้คนทำ 2 คน

    คนที่ 1 ปรับความแรงเร็วช้าของถ่านที่จะไหลลงมาจากเบ้า และตัดถ่าน

    คนที่ 2 หยิบถ่านที่ตัดแล้วใส่ตะกร้า

    5.  นำถ่านที่ได้ไปตากแดดเพื่อลดความชื้นหรือเข้าเครื่องอบ
    6.นำถ่านที่ได้ไปบรรจุลงภาชนะบรรจุ เช่น ถุงพลาสติก,  ลัง เพื่อจำหน่าย

     

    image018 ลดการเกิดขยะในภาคเกษตรกรรม [1/3]

    รูปภาพถ่านหลังจากใส่บรรจุภัณฑ์

    1.5 ประโยชน์ที่ได้รับ

    1. เกิดการจ้างงานในท้องถิ่น

    2. สร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผลิตภัณฑ์จากกะลามะพร้าว

    3.  ลดปัญหาขยะจากภาคเกษตร

    1.6 เงื่อนไขหรือข้อจำกัดในการนำนวัตกรรมไปปรับใช้ประโยชน์

    ถ่านกะลามะพร้าวที่นำมาเผาถ่าน ต้องคัดแยกวัสดุปลอมปนออก เช่น ถุงพลาสติก ก้อนกรวด เศษเหล็ก  เพราะทำให้คุณภาพของถ่านด้อยลงและอาจทำให้เครื่องเสียหายได้   และกระบวนการเผาถ่านนั้นต้องให้ถ่านกะลามะพร้าวสุกทั่วถึงทุกชิ้น ซึ่งจะมีผลต่อคุณภาพของถ่านกะลามะพร้าวเช่นกัน คือ ทำให้เกิดควัน

    next ลดการเกิดขยะในภาคเกษตรกรรม [1/3]

    ……………………………………………………….


    ลดการเดินทางในภาคเกษตรกรรม

    ระบบโลจิสติกส์….หนทางการลดค่าใช้จ่ายการขนส่งในภาคเกษตรกรรม   

    ปัจจุบันนี้ระบบโลจิสติกส์ (Logistic) ได้ก้าวเข้ามาสู่ในทุกวงการ แต่ความรู้ความเข้าใจในเรื่องระบบ  โลจิสติกส์ เชื่อว่ายังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่เข้าใจชัดเจนในเรื่องนี้ส่วนใหญ่จะเน้นในเรื่องของเส้นทางการนำสินค้าเกษตร และอุตสาหกรรมอาหารไปประเทศเพื่อนบ้าน เช่น จีน เวียดนาม กัมพูชา และลาว เป็นต้น โดยใช้ระบบโลจิสติกส์ เข้ามาบริหารจัดการเพื่อให้สินค้าไปสู่จุดหมายปลายทางอย่างมีคุณภาพ

    image001 ลดการเดินทางในภาคเกษตรกรรม

    รูปภาพประกอบระบบโลจิสติกส์ในสภาพปัจจุบัน

    นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่ากรมวิชาการเกษตรเป็นผู้ที่มีบทบาทในการสร้างมาตรฐานสินค้าเกษตรทั้งระบบด้านการผลิตและในด้านการจัดการต่างๆ ตั้งแต่แปลง GAP พืช โรงคัดบรรจุ GMP และ HACCP ต่อยอดจากสิ่งที่ดำเนินการอยู่แล้วด้วย   ระบบโลจิสติกส์ มาสนับสนุนเพื่อสร้างมาตรฐานสินค้าเกษตรให้ดีมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าทั้งภายในและต่างประเทศในการดำเนินการเกี่ยวกับระบบโลจิสติกส์  จะเน้นในเรื่องการลดการเสียหายสินค้าเกษตรก่อนถึงสู่ตลาดปลายทางเกี่ยวกับเรื่องนี้

    1. ระบบโลจิสติกส์ เข้ามาเกี่ยวข้องกับภาคการเกษตรอย่างไร

    ผู้ที่มีบทบาทที่สำคัญทางด้านการเกษตร   ได้แก่ เกษตรกร  ผู้ส่งออก  และผู้บริโภค    บทบาทของเกษตรกรเกี่ยวข้องกับ GAP โดยตรง เมื่อกรมวิชาการเกษตรดำเนินงานในด้านการจัดการระบบโลจิสติกส์   ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อนำสินค้าจากจุดกำเนิดไปยังที่ต้องการอย่างเป็นระบบ    โดยมาจากแหล่งที่ถูกต้อง  ในปริมาณตามความต้องการที่ถูกต้อง พร้อมด้วยเอกสารข้อมูลที่ถูกต้อง ไปยังจุดหมายปลายทางที่ถูกต้อง ในเวลาที่เหมาะสม และอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ถูกต้องด้วยบริการที่เหมาะสมระบบดังกล่าวนี้ จะเน้นในเรื่องกระบวนการด้านการจัดการที่เหมาะสมเพื่อลดต้นทุนการผลิตและการประหยัดเวลาในการดำเนินงาน การปฏิบัติการโลจิสติกทางภาคการเกษตรมุ่งเน้นเรื่องระบบสารสนเทศ ซึ่งหมายถึงการไหลเวียนของเอกสารข้อมูล เงื่อนไข ที่มีความถูกต้องและสามารถตรวจย้อนกลับในทุกขั้นตอนได้

    2.  ตัวอย่าง โลจิสติกส์ ในเรื่องการซื้อขายสินค้าเกษตรระหว่างเกษตรกร  พ่อค้า และลูกค้า

    หากพ่อค้าต้องการสั่งซื้อลองกองขนาดจัมโบ้ จำนวน 1 ตัน ช่วงเดือนเมษายน และสิงหาคม  เพื่อจัดจำหน่ายตลาดพรีเมี่ยมภายในประเทศ  โดยบรรจุกล่องๆ ละ 10 กก. จำนวน 100 กล่อง  ดังนั้น พ่อค้าต้องมีการวางแผน และกำหนดการสั่งซื้อลองกอง 2 ช่วงเวลา  และต้องหาแหล่งปลูกลองกองที่มีผลผลิตออกในช่วงเวลานั้น  คือ เดือนเมษายน โดยต้องสั่งซื้อจากแปลงปลูกจากภาคตะวันออก  และสิงหาคม   ต้องสั่งซื้อจากแปลงปลูกจากภาคใต้   และต้องเป็นแปลงที่มีใบรับรองตัว Q (บ่งบอกถึงความปลอดภัยของผลิตผลเกษตรต่อลูกค้า) ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ลูกค้าระบุในการสั่งซื้อ รวมทั้งต้องมีการทำสัญญาที่มีข้อตกลงว่าจะให้ส่งที่ไหนกำหนดระยะเวลาในการจัดส่ง ต้องทันเวลา  ทันต่อความต้องการของลูกค้า  ขณะเดียวกันเกษตรกรต้องมีการวางแผนการผลิต และแผนการทำงานในแปลงปลูกลองกอง  ควรจะเร่งการติดดอกออกผลในช่วงใดด้วยวิธีปฏิบัติอย่างไร  และไว้ผลหรือช่อดอกเท่าใด

    image002 ลดการเดินทางในภาคเกษตรกรรม

    รูปภาพโลจิสติกส์ ในเรื่องการซื้อขายสินค้าเกษตรระหว่างเกษตรกร พ่อค้า และลูกค้า

    นอกจากนี้ บรรจุภัณฑ์ก็เป็นสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือกล่องที่ใช้บรรจุผลิตผลเกษตร ต้องมีความแข็งแรงป้องกันความเสียหายจากการซ้อนทับของกล่องด้วยกันได้ หรือการกระแทกระหว่างการขนส่งเมื่อสินค้าไปถึงจุดหมายปลายทาง ยกตัวอย่าง กล่องบรรจุน้ำหนัก 10 กก. สามารถซ้อนทับได้เพียง 5 ชั้น  กล่องบรรจุน้ำหนัก 5 กก.สามารถซ้อนทับได้ 10 ชั้น หากมีการซ้อนทับมากกว่าที่กำหนดทำให้ผลิตผลเกษตรภายในบรรจุภัณฑ์ได้รับความเสียหายได้ รวมทั้งการตกลงกันในเรื่องการขนส่งสินค้าจะจัดส่งด้วยวิธีใดจึงจะเหมาะสม เช่นการขนส่งสินค้าเกษตรด้วยรถห้องเย็นควบคุมอุณหภูมิสามารถลดความเสียหายที่เกิดกับสินค้าเกษตรเมื่อขนส่งด้วยรถบรรทุกธรรมดาภายใต้สภาพอากาศที่ร้อน  หรือฝนตกและจุดหมายปลายทางอยู่ไกลจะแหล่งผลิตมาก  จึงกล่าวได้ว่า การจัดส่งในทุกขั้นตอนต้องพยายามให้เกิดความเสียหายให้น้อยที่สุด  การจัดการโลจิสติกส์  จะจัดการรวมไปถึงทรัพยากรบุคคล    การใช้แรงงานอย่างมีประสิทธิภาพมีความชำนาญ  อุปกรณ์ที่ใช้ต้องเหมาะสมกับทรัพยากรบุคคล  ความถนัด  ความชำนาญ         เพื่อให้การทำงานในแต่ละขั้นตอนเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเท่ากับเป็นการลดต้นทุนการดำเนินการไปในตัว

     

    แหล่งข้อมูลอ้างอิง

    1. กรมวิชาการเกษตร,  http://it.doa.go.th/pibai/pibai/n12/v_11-dec/rai.html

    2. กรมทางหลวง, http://www.doh.go.th/web/hwyorg33100/page/Logistics.htm

    3. ภาพประกอบจากอินเตอร์เนต

     

    วีดีทัศน์ที่น่าสนใจ

    1. ASEAN Beyond 2015 – R3A, http://www.youtube.com/watch?v=Pw6iiw-RpEM

    2. เดินหน้ารถไฟความเร็วสูงของไทย, http://www.youtube.com/watch?v=am_7-6ndajM

    3. การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ไทย, http://www.youtube.com/watch?v=umJJd-y4hEQ