วิสัยทัศน์สังคมคาร์บอนต่ำของไทย พ.ศ. 2573

Language : English

 

วิสัยทัศน์สังคมคาร์บอนต่ำ ประเทศไทย พ.ศ. 2573
วิสัยทัศน์สังคมคาร์บอนต่ำ ประเทศไทย พ.ศ. 2573

การเผยแพร่เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำเป็นสิ่งจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยให้เป็นสังคมคาร์บอนต่ำ และหลายภาคส่วนจำเป็นต้องเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้อยู่ในระดับต่ำ ยกตัวอย่างเช่น ภาคที่อยู่อาศัย ภาคการก่อสร้างและภาคอุตสหกรรมต้องใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และบางภาคส่วนต้องเปลี่ยนเชื้อเพลิง เช่น ภาคการขนส่งและภาคการผลิตไฟฟ้า

มาตรการในโครงการวิสัยทัศน์สังคมคาร์บอนต่ำ พ.ศ. 2573

วิสัยทัศน์สังคมคาร์บอนต่ำของไทย ปีพ.ศ. 2573 คาดว่าประเทศไทยจะสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกี่ยวกับการผลิตและใช้ไฟฟ้าในประเทศราว 42.5% ในกรณีสภาวะเศรษฐกิจปกติในปีพ.ศ. 2573 นอกจากนี้ยังมีมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 9 มาตรการสำหรับภาคที่อยู่อาศัย ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม ภาคการขนส่งและภาคพลังงาน และในส่วนต่อไปจะเป็นแผนการคร่าวๆ ในการบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปีพ.ศ. 2573

7.1.1.6 GHG reduction 2573_B2

มาตรการ 1  การปรับปรุงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในที่อยู่อาศัย

มาตรการ 1.1 (เกี่ยวข้องกับไฟฟ้า)

คาดว่าประชาชนจะหันมาใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพทั้งหมดในปีพ.ศ. 2573 และกลไกการจัดการด้านการใช้ไฟฟ้าและแผนพัฒนากําลังผลิตไฟฟ้าของประเทศของไทยอาจช่วยให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้

มาตรการ 1.2 (ไม่เกี่ยวข้องกับไฟฟ้า)

คาดว่าประชาชนจะหันมาใช้อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพ เช่น เตาไฟประหยัดพลังงานและเตาที่ใช้ก๊าซ LPG ทั้งหมดในปีพ.ศ. 2573 และแผนพัฒนากําลังผลิตไฟฟ้าของประเทศของไทยอาจช่วยให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้

มาตรการ 2  การปรับปรุงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในอาคาร

คาดว่าประชาชนจะหันมาใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพในอาคารทั้งหมดในปีพ.ศ. 2573 และกลไกการจัดการด้านการใช้ไฟฟ้าและแผนพัฒนากําลังผลิตไฟฟ้าของประเทศของไทยอาจช่วยให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้

มาตรการ 3      การปรับปรุงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในอาคาร (กฎหมายควบคุมอาคาร)

ในมาตรการนี้ การติดตั้งฉนวนอาคารและกรอบอาคารเพื่อกันความร้อนจะต้องเป็นไปตามกฎหมายควบคุมอาคารปีพ.ศ. 2553 รวมถึงการสร้างอาคารใหม่ก็ต้องเป็นไปตามกฎหมายนี้ด้วย ทั้งนี้คาดว่าอัตราการเข้าถึงจะเพิ่มเป็นร้อยละ 100 ในปีพ.ศ. 2573 และกฎหมายควบคุมอาคารฉบับใหม่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายนี้ได้

มาตรการ 4  การปรับปรุงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในอุตสาหกรรม

มาตรการ 4.1 (เกี่ยวข้องกับไฟฟ้า)

มาตรการนี้คาดว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง เทคโนโลยีในภาคย่อยการเกษตร การทำเหมืองแร่และภาคการก่อสร้าง แต่จะปรับปรุงเทคโนโลยีในภาคย่อยสิ่งทอ อาหารและเครื่องดื่ม สารเคมี อุตสาหกรรมแร่โลหะและแร่อโลหะ กลไกการจัดการด้านการใช้ไฟฟ้าและแผนพัฒนากําลังผลิตไฟฟ้าของประเทศของไทยอาจช่วยให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้

มาตรการ 4.2 (ไม่เกี่ยวข้องกับไฟฟ้า)

มาตรการนี้คาดว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีในภาคการเกษตร การทำเหมืองแร่และการก่อสร้าง แต่จะปรับปรุงเทคโนโลยีในภาคสิ่งทอ อาหารและเครื่องดื่ม สารเคมี อุตสาหกรรมแร่โลหะและแร่อโลหะ กลไกการจัดการด้านการใช้ไฟฟ้าและแผนพัฒนากําลังผลิตไฟฟ้าของประเทศของไทยอาจช่วยให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้

มาตรการ 5  การเปลี่ยนเชื้อเพลิงในอุตสาหกรรม

ในมาตรการนี้ คาดว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีในภาคการเกษตร การทำเหมืองแร่และการก่อสร้างแต่จะมีการปรับปรุงเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม อุตสาหกรรมสารเคมี อุตสาหกรรมแร่โลหะและอุตสาหกรรมแร่อโลหะ โดยเปลี่ยนไปใช้เชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำ กลไกการจัดการด้านการใช้ไฟฟ้าและแผนพัฒนากําลังผลิตไฟฟ้าของประเทศของไทยอาจช่วยให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้โดยไม่มีอุปสรรคมาก

มาตรการ 6  การปรับปรุงการประหยัดน้ำมันในภาคการขนส่ง

มาตรการ 6.1 (การปรับปรุงประสิทธิภาพ)

ในมาตรการนี้ การปรับปรุงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพทั้งในการขนส่งผู้โดยสารและการขนส่งสินค้า เช่น รถขนาดเล็ก รถขนาดใหญ่ รถโดยสาร และรถจักรยานยนต์ จะต้องเพิ่มขึ้นสูงสุดร้อยละ 20 ภายในปี 2573 โดยการใช้เทคโนโลยียานยนต์ที่ล้ำสมัย นอกจากนี้จะมีการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้รถอีโคคาร์ด้วยการลดภาษีและให้เงินอุดหนุนการลงทุนบางส่วน และจำเป็นต้องมีการพัฒนามาตรฐานเพื่อควบคุมให้ยานพาหนะต่างๆ มีความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม

มาตรการ 6.2 (การจัดการความต้องการเดินทาง)

ในมาตรการนี้ จำเป็นต้องส่งเสริมการจัดการความต้องการเดินทางในการขนส่งผู้โดยสาร และคาดว่าความต้องการเดินทางด้วยรถขนาดเล็ก รถขนาดใหญ่ รถโดยสารและรถจักรยานยนต์จะลดลงร้อยละ 7.4 เนื่องจากมีการใช้รถที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การจัดระเบียบรถโดยสารและการขนส่งแบบไม่ใช้เครื่องยนต์ ผลการวิจัยหลายของกระทรวงพลังงานหลายฉบับระบุว่า การดำเนินมาตรการนี้ไม่จำเป็นต้องใช้การลงทุนด้วยเงินทุน ใช้เพียงแรงจูงใจและการส่งเสริม และการจัดการความต้องการเดินทางก็เป็นมาตรการที่คุ้มค่า

มาตรการ 7 การเปลี่ยนเชื้อเพลิงในภาคการขนส่ง (รถที่ใช้ก๊าซธรรมชาติและรถไฮบริด)

มาตรการ 7.1 (รถที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ)

เทคโนโลยีที่ใช้ในการขนส่งผู้โดยสารและการขนส่งสินค้า เช่น รถขนาดเล็ก รถขนาดใหญ่และรถโดยสาร จะเปลี่ยนเชื้อเพลิงจากน้ำมันไปเป็นก๊าซธรรมชาติอัดหรือก๊าซ CNG นอกจากนี้จะมีการปรับปรุงเทคโนโลยีในเครื่องยนต์ที่ใช้ก๊าซ CNG เพิ่มขึ้นร้อยละ 20 ในปีพ.ศ. 2573

มาตรการ 7.2 (รถไฮบริด)

รถไฮบริดและรถปลั๊กอินไฮบริดจะถูกใช้แทนรถที่ใช้เครื่องยนต์แบบเก่าที่ต้องใช้น้ำมัน ซึ่งจะทำให้ประหยัดพลังงานได้ร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับสภาวะเศรษฐกิจปกติในปีพ.ศ. 2573

มาตรการ 8 การปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งในภาคการขนส่ง

มาตรการ 8.1 (ภาคการขนส่งผู้โดยสาร)

ในมาตรการนี้จะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งผู้โดยสาร โดยสัดส่วนของการเดินทางจะเป็น การเดินร้อยละ 25 รถโดยสารร้อยละ 20 รถขนาดเล็กร้อยละ 15 จักรยานร้อยละ 12.8 รถไฟร้อยละ 12 รถจักยานยนต์ร้อยละ 10 รถขนาดใหญ่ร้อยละ 5 และเครื่องบินร้อยละ 0.2

มาตรการ 8.2 (ภาคการขนส่งสินค้า)

ในมาตรการนี้จะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้าเฉพาะประเภทรถขนาดใหญ่และรถไฟเท่านั้น แต่จะไม่มีการปรับเปลี่ยนสัดส่วนการขนส่งด้วยรถขนาดเล็ก เรือและเครื่องบิน โดยสัดส่วนการขนส่งสินค้าด้วยรถขนาดใหญ่จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 28 และใช้หันมารถไฟแทน

มาตรการ 9 การปรับปรุงประสิทธิภาพและการเปลี่ยนเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า

มาตรการ 9.1 (การสูญเสียในการส่งผ่านและระบบจำหน่ายไฟฟ้า)

ในมาตรการนี้จะปรับปรุงการสูญเสียในการส่งผ่านและระบบจำหน่ายไฟฟ้าให้เป็นร้อยละ 5

มาตรการ9.2 (การเปลี่ยนเชื้อเพลิง)

ในมาตรการนี้จะมีการพิจารณาแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยพ.ศ. 2553 และจะเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนและพลังงานนิวเคลียร์ในการผลิตไฟฟ้า

มาตรการ 9.3 (การถ่ายทอดเทคโนโลยี)

ในมาตรการนี้ จะมีการใช้เทคโนโลยีโรงไฟฟ้าแบบใหม่ เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมกับกระบวนการผลิตก๊าซจากถ่านหิน (Integrated Gasification Combine Cycle, IGCC) และโรงไฟฟ้ากังหันก๊าซพลังงานความร้อนร่วม (Combined Cycle Gas Turbine, CCGT) เพื่อใช้แทนเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าแบบเก่า เช่น ถ่านหินและโรงไฟฟ้าลิกไนต์ ดังนั้นประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 56 สำหรับโรงไฟฟ้ากังหันก๊าซพลังงานความร้อนร่วม และร้อยละ 48 สำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมกับกระบวนการผลิตก๊าซจากถ่านหิน

มาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคที่อยู่อาศัย ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม ภาคการขนส่งและภาคพลังงาน อาจทำให้ประเทศไทยสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 239,560 กิโลตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (ktCO2) ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 42.5 ในกรณีสภาวะเศรษฐกิจปกติปีพ.ศ. 2573 และด้วยความร่วมมือจากทุกคน เราสามารถช่วยให้ประเทศไทยกลายเป็นสังคมคาร์บอนต่ำได้ด้วยการดำรงชีพอย่างยั่งยืน ซึ่งแบ่งออกเป็นด้านอาหาร ที่อยู่อาศัย พลังงาน การขนส่ง น้ำ ขยะและของเสีย และการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน

 

แหล่งข้อมูล:

  • 2010. Low-carbon society vision 2030: Thailand. Sirindhorn International Institute of Technology. Thammasat University

 

Categories: Low Carbon Society,Sustainable Living

Tags:

Menu Title