การใช้มาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

Language : English

มาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกบริบทโลก

ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันได้มีการก่อตั้งองค์กร หน่วยงาน และมาตรการต่างๆ เพื่อรับมือกับภาวะโลกร้อน ในปีพ.ศ. 2531 องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization: WMO) และโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UN Environmental Programme: UNEP) ได้แต่งตั้งคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) ซึ่งเป็นหน่วยงานให้คำแนะนำเชิงวิทยาศาสตร์ องค์ความรู้ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องภาวะโลกร้อนแก่ผู้กำหนดนโยบายจากประเทศต่างๆ ในปี 2533 IPCC ได้เผยแพร่รายงานการประเมินเรื่อง “มลพิษที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์มีส่วนในการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจก” ส่งผลเกิดเป็นการประชุมสภาพภูมิอากาศระดับโลกครั้งที่ 2 นอกจากนี้ ในปีพ.ศ. 2531 สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UN General Assembly) ได้จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อการเจรจาระหว่างรัฐบาล (Intergovernmental Negotiating Committee: INC) เป็นคนกลางในการหารือกันระหว่างรัฐบาลของแต่ละประเทศเพื่อทำข้อตกลงในการให้คำมั่นสัญญา การตั้งเป้าหมายและแผนในการลดมลพิษ กลไกทางการเงิน การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี และขอบเขตความรับผิดชอบของประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา ในปีพ.ศ. 2535 UNFCCC ได้เปิดให้แต่ละประเทศมีการลงชื่อในการประชุมระดับโลกที่เมืองริโอ เพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอันเนื่องมาจากการเกิดภาวะเรือนกระจก

 

ในปีพ.ศ. 2540 พิธีสารเกียวโตได้ถูกนำมาใช้อย่างเป็นทางการ จากการตกลงในการประชุมระหว่างกลุ่มประเทศสมาชิกครั้งที่ 3 หลังจากนั้นกลไกพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism: CDM) ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งที่กำหนดขึ้นภายใต้พิธีสารเกียวโตได้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการในปี 2549 หลังจากนั้นก็ได้มีการประชุมหารือระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง ครั้งล่าสุดคือในปี 2015 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยเริ่มให้ความสนใจเรื่องการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

มาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทย

 ประเทศไทยได้เริ่มพัฒนานโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เพื่อให้การบริหารประเทศมีความสอดคล้องกับพันธะสัญญาที่มีต่อ UNFCCC และพิธีสารเกียวโต รวมไปถึงแนวทางการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยประเทศไทยได้เริ่มบูรณาการนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าในนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม ใน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2535-2539) หลังจากนั้น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 (พ.ศ.2540-2544) ได้มีการกำหนดวิสัยทัศน์ในการพัฒนาประเทศในด้านสวัสดิการของประชาชนเป็นแกนหลัก ส่วนในการพัฒนาแบบองค์รวมจะเน้นไปที่ความสมดุลกันระหว่างภาคเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม

 

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 (พ.ศ.2545-2549) ได้มีการนำหลักการเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy) เป็นหลักการนำร่องในการกำหนดแผนพัฒนาแห่งชาติ อย่างไรก็ตามปัญหาในเรื่องคุณภาพการศึกษา การกระจายตัวของรายได้ ความปลอดภัยของสาธารณะ และการกำกับดูแลที่ดีก็ยังคงปรากฏให้เห็นอยู่ ในส่วนของภาคสิ่งแวดล้อมถึงแม้ว่าจะมีการพัฒนาในด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ แต่ประเทศไทยยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายในด้านการปกป้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในส่วนของนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยทั่วไปจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 และ 9 ยังคงมีการนำมาปรับใช้ให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (เช่น อุตสาหกรรมพลังงาน ป่า และทรัพยากรน้ำ) ได้มีการพัฒนานโยบายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอ้างอิงจาก แผนฯ ฉบับที่ 8 และ 9 รวมไปถึงการทำให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศผ่านการศึกษาและการรณรงค์ต่างๆ

 

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 (พ.ศ.2550-2554) ประเทศไทยได้กำหนดนโยบายด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติ และต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม โดยมีการให้รายละเอียดในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือนโยบายการพัฒนาการเกษตรอินทรีย์ (Organic Agriculture) เป็นครั้งแรก อย่างไรก็ตามผลกระทบต่างๆทั้งในระดับนานาชาติและระดับชาติที่เกิดขึ้นสืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการลดลงของโอโซนในชั้นบรรยากาศทำให้ประเทศไทยตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น

 

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 (พ.ศ.2555-2559) ได้กำหนดให้ภาวะโลกร้อน (Global Warming) มีความสำคัญต่อการพัฒนาของประเทศ ในแผนพัฒนาประเทศ 20 ปีได้มีการแจกแจงวิธีการต่างๆในการปรับปรุงประสิทธิภาพในการอนุรักษ์พลังงาน การใช้พลังงานจากชีวมวล และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในฐานะที่ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศนอกภาคผนวกที่ 1 โดย UNFCCC ประเทศไทยจึงไม่มีพันธะสัญญาในการกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อย่างไรก็ตามจากการทำความตกลงที่ผ่านมาได้ระบุอย่างชัดเจนว่ากลุ่มประเทศกำลังพัฒนารวมไปถึงประเทศไทยปฏิบัติตามเป้าหมายของ UNFCC ว่าด้วยเป้าหมาย “2 องศาเซลเซียส” (2 degree Celsius) หรือการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเกิน 2 องศาเซลเซียส

 

รัฐบาลไทยได้เห็นความสำคัญในข้อนี้และได้ให้การสนับสนุนนโยบายในแต่ละภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดการน้ำและชลประทานเพื่อตอบสนองต่อน้ำท่วมและภัยแล้ง ด้านการเกษตร หรือแม้กระทั่งในด้านพลังงาน เช่น นโยบายรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Feed-in-Tariffs) และสนับสนุนภาคธุรกิจในจัดทำกลไกการพัฒนาที่สะอาด (CDM) ในการผลิตไฟฟ้าแล้วขายกลับเข้าโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศ

 

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) จะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเพิ่มศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้กับทุกภาคส่วน รวมทั้งส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อลดผลกระทบและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลและระบบการเตือนภัย ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติทางธรรมชาติ ให้ความสำคัญกับการป้องกันน้ำท่วม วางแผนป้องกันเมืองและพื้นที่ชายฝั่ง พัฒนาเมืองให้มีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience City) การให้บริการของระบบนิเวศ ส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชนในการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านภัยพิบัติ (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2015) รูปที่ 1 แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการในการบูรณาการนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในแผนพัฒนาสังคมเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของประเทศไทย

รูปที่ 1 วิวัฒนาการในการบูรณาการนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในแผนพัฒนาสังคมเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของประเทศไทย, แหล่งภาพ: ERM-Siam Co., Ltd.
รูปที่ 1 วิวัฒนาการในการบูรณาการนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในแผนพัฒนาสังคมเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของประเทศไทย, แหล่งภาพ: ERM-Siam Co., Ltd.

แผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Thailand Climate Change Master Plan)

วิสัยทัศน์สำหรับแผนแม่บทนี้ คือ การทำให้ประเทศไทยมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและมีการเติบโตที่ปล่อยคาร์บอนต่ำตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนในปี พ.ศ.2593 โดยจะเน้นไปที่การพัฒนาฐานข้อมูล องค์ความรู้ และเทคโนโลยีเพื่อการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Adaptation) ในขณะเดียวกันนโยบายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็ยังคงมีอยู่ผ่านการสร้างกลไกการเติบโตแบบคาร์บอนต่ำเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

แผนแม่บทนี้ได้มีการกำหนดเป้าหมายโดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

เป้าหมายระยะสั้น

ปีเป้าหมาย: พ.ศ.2559

เป้าหมาย   

  • การจัดทำแผนที่แสดงพื้นที่เสี่ยงต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างครอบคลุม
  • การเพิ่มสัดส่วนพื้นที่อนุรักษ์เพื่อพิทักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ
  • ร้อยละ 50 ของจังหวัดชายฝั่งทะเลมีแผนบูรณาการการฟื้นฟูพื้นที่ชายฝั่ง
  • การพัฒนาดัชนีรวมแสดงระดับภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • การจัดทำเป้าหมายและ Roadmap การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • การสร้างแรงจูงใจให้เกิดการพัฒนาแบบคาร์บอนต่ำ
  • การสร้างศูนย์รวมเครือข่ายวิจัยและพัฒนาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • การจัดทำข้อมูลสนับสนุน ยุทธศาสตร์ด้านการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในทุกหน่วยงาน รวมทั้งการจัดตั้งกลไกการให้ความสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

เป้าหมายระยะกลาง

ปีเป้าหมาย:      พ.ศ.2563

เป้าหมาย

  • จัดทำระบบพยากรณ์สภาพอากาศและเตือนภัยล่วงหน้า
  • จัดทำระบบประกันภัยผลผลิตการเกษตร
  • พัฒนากองทุนเพื่อการฟื้นฟู เยียวยา และปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • เพิ่มพื้นที่ป่าไม้ขึ้นเป็นร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศ
  • เพิ่มสัดส่วนพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ
  • ทุกจังหวัดชายฝั่งทะเลมีแผนบูรณาการการฟื้นฟูพื้นที่ชายฝั่ง
  • การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศลงร้อยละ 7-20 ในภาคพลังงานและคมนาคมขนส่ง
  • สัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนต่อการใช้พลังงานอย่างน้อยร้อยละ 25
  • เพิ่มสัดส่วนพื้นที่สีเขียวของชุมชนเมือง
  • การนำเทคโนโลยีโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะมาใช้ในระดับประเทศ

 เป้าหมายระยะยาวและเป้าหมายต่อเนื่อง

เป้าหมาย   

  • มีการจัดการทรัพยากรน้ำและชลประทานที่ดีขึ้นโดยวัดจากเกษตรกรผู้ได้ประโยชน์
  • การเพิ่มความยั่งยืนทางความหลากหลายทางชีวภาพโดยการอนุรักษ์สายพันธุ์และการสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
  • ลดค่าความเข้มของการใช้พลังงานลงร้อยละ 25
  • เพิ่มสัดส่วนการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการคมนาคมขนส่ง
  • เพิ่มการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • ลดพื้นที่กำจัดขยะมูลฝอยแบบเทกอง (open dumping)
  • เพิ่มพื้นที่เกษตรที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP)
  • เพิ่มเกษตรอินทรีย์
  • ลดการเผาในพื้นที่เกษตร
  • ลดสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวม

 

ตามสถานะประวัติการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 ถึง 2555 ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 4 ต่อปี ส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ ไม่รวมคาร์บอนจากป่าไม้ธรรมชาติและการใช้ที่ดินอยู่ที่ 257.63 ถึง 350.68 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (ตาราง 2) เมื่อพิจารณาแยกตามภาคส่วน ภาคส่วนพลังงานมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด รองลงมาเป็นกระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ และภาคการเกษตร ป่าไม้ และการใช้ประโยชน์ที่ดิน เนื่องจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่อาจแก้ปัญหาให้กับทุกภาคส่วนได้ จึงจำเป็นจะต้องนำมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมกับแต่ละภาคส่วนมาใช้

ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย (พ.ศ. 2543-2555), แหล่งข้อมูล :http://www.tgo.or.th/2015/thai/content.php?s1=10&s2=35&sub3=sub3
ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย (พ.ศ. 2543-2555), แหล่งข้อมูล :http://www.tgo.or.th/2015/thai/content.php?s1=10&s2=35&sub3=sub3

แหล่งที่มา:

  • Overseas Development Institute (2012) Thailand climate public expenditure and institutional review, Retrieved from http://www.undp.org/content/dam/thailand/docs/CPEIR%20Thailand(English).pdf
  • สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (2015) ทิศทางของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12. http://www.sukhothai.go.th/mainredcross/7I.pdf
  • สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (2015) แผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ.2559-2593. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. http://www.deqp.go.th/media/36631/%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A1-%E0%B8%9A%E0%B8%97_2558_2593.pdf

Categories: Mitigation,Mitigation Application

Tags:

Menu Title