การเกษตรกับการตั้งรับภัยพิบัติในประเทศไทย

Language : English

By Philippe Berry, IFPRI - http://www.usaid.gov/; exact source, Public Domain, https://commons.wikimedia.org/w/index.php?curid=4872781
แหล่งภาพ: Philippe Berry, IFPRI – http://www.usaid.gov/; exact source, Public Domain, https://commons.wikimedia.org/w/index.php?curid=4872781

ภาคการผลิตของไทยโดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม มีความอ่อนไหวต่อสภาพ ดิน ฟ้า อากาศ และสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากมีน้ำเป็นปัจจัยหลักในการผลิต เมื่อปริมาณน้ำไม่สมดุลกับความต้องการจึงส่งผลกระทบต่าง ๆ มากมาย เช่น ภัยแล้ง ทำให้พืชขาดน้ำ แห้งตาย ปศุสัตว์ขาดน้ำและอาหาร เช่นเดียวกับอุทกภัยซึ่งส่งผลทำให้พืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหาย ปศุสัตว์ล้มตาย และอาจเกิดโรคระบาดเช่นกัน ผลของภัยพิบัติทำให้เกษตรกรขาดรายได้และมีหนี้สิน นอกจากนั้น ยังส่งผลต่อเนื่องทำให้สินค้าทางการเกษตรขาดแคลน มีราคาแพง

นอกจากภัยพิบัติจะส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมแล้ว การทำการเกษตรโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทำลายสมดุลของระบบนิเวศ ก็เป็นสาเหตุทำให้ความเสี่ยงจากภัยพิบัติมีเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ดี ในกรณีของภัยน้ำท่วม อาจมีผลกระทบด้านบวกด้วย เช่น น้ำท่วมพัดพาดินตะกอนที่มีความอุดมสมบูรณ์มาช่วยเพิ่มปุ๋ยให้พื้นที่เพาะปลูก ช่วยกำจัดวัชพืชและหนูนา ชาวบ้านสามารถจับปลาเป็นอาหารและขายสร้างรายได้

 

มาตรการเตรียมรับมือภัยพิบัติ

  1.  มาตรการป้องกันและลดผลกระทบ
    1. มาตรการที่ใช้โครงสร้าง
      1. พัฒนาแหล่งน้ำระบบชลประทานเพื่อป้องกันและบรรเทาปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง
      2. ปลูกป่าชายเลนเพื่อป้องกันน้ำเซาะตลิ่ง ใช้เป็นแนวกันลม และเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ เพิ่มความอุดมสมบูรณ์แก่ระบบนิเวศ
      3. ปลูกพืชคลุมดินเพื่อป้องกันดินโคลนถล่ม
      4. ปลูกพืชเกษตรเพิ่มผืนป่าเพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์แก่ระบบนิเวศ
    2. มาตรการที่ไม่ใช้โครงสร้าง
      1. วางแผนการจัดสรรน้ำเพื่อให้เพียงพอแก่การเพาะปลูกและไม่ให้ประสบปัญหาภัยแล้ง
      2. จัดทำแผนปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อลดความรุนแรงของภัยแล้ง
      3. ส่งเสริมการจัดการน้ำในชุมชนให้มีเพียงพอต่อความต้องการในการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ และจัดหาแหล่งน้ำสำรองเพื่อป้องกันภัยแล้ง
      4. กำหนดเขตพื้นที่ (zoning) สำหรับกิจกรรมทางการเกษตรให้เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศ และปริมาณน้ำเพื่อลดผลกระทบจากอุทกภัยหรือภัยแล้ง
  2. มาตรการเตรียมความพร้อม
    1. การปรับตัว
      1. พยากรณ์สภาพภูมิอากาศและปริมาณน้ำและใช้นโยบายด้านการเกษตรที่สมดุลกับดินฟ้าอากาศ เช่น เลื่อนฤดูกาลเพาะปลูกและเก็บเกี่ยว จำกัดการปลูกข้าวเพียงปีละ 1-2 ครั้งในพื้นที่ประสบภัยแล้ง
      2. พัฒนาพันธุ์พืชให้สามารถต้านทานสภาพแล้งและน้ำท่วมได้
      3. ปรับเปลี่ยนวิธีการทำการเกษตรให้เหมาะกับสภาพพื้นที่ เช่น ทำการเกษตรลอยน้ำ ในพื้นที่ที่มักประสบภัยน้ำท่วมขังเป็นระยะเวลานาน เปลี่ยนชนิดพืช หรือวางแผนปลูกพืชให้เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศ
      4. ลดการใช้สารเคมีในการเกษตร เพื่อลดโอกาสการปนเปื้อนสารเคมีไปกับน้ำเมื่อเกิดอุทกภัย
      5. ส่งเสริมอาชีพเสริม หรือวิสาหกิจชุมชนให้แก่เกษตรกรเพื่อเป็นทางเลือกในการประกอบอาชีพ และสร้างรายได้แก่ชุมชน
      6. ปรับเปลี่ยนวิถีการทำเกษตรเป็นเกษตรทฤษฎีใหม่แบบผสมผสาน ปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์หลากหลายชนิด ไม่ใช้สารเคมี ช่วยให้มีผลผลิตตลอดปี ลดต้นทุน เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ระบบนิเวศ เพิ่มความมั่นคงทางอาหาร และช่วยกระจายความเสี่ยงหากเกิดภัยจะได้ไม่เสียหายทั้งหมด
      7. แจ้งเตือนเรื่องปริมาณการปล่อยน้ำจากทางการ เพื่อเกษตรกรจะได้ทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทันเวลา
      8. สำรองเสบียงสัตว์และเวชภัณฑ์
      9. วางแผนการอพยพสัตว์และจัดเก็บพันธุ์พืช
      10. ประชาสัมพันธ์และให้ความรู้ ฝึกอบรมเกษตรกรให้รู้จักเตรียมความพร้อม เช่น การเตรียมความพร้อมยานพาหนะ เครื่องจักรกล เครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ ได้แก่ รถบรรทุกน้ำ เครื่องสูบน้ำ อุปกรณ์สูบน้ำ เตรียมการเก็บกักน้ำ เตรียมอาหารสัตว์ และสิ่งจำเป็นต่าง ๆ ก่อนฤดูแล้งและฤดูมรสุม
      11. จัดทำแผนปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติด้านการเกษตร เช่น
        1. แผนเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์เพื่อป้องกันโรคระบาดพืชและสัตว์
        2. แผนการจัดหน่วยเฉพาะกิจลงพื้นที่เพื่อให้คำแนะนำและความช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ประสบภัย
        3. แผนอพยพสัตว์ไปไว้ที่ปลอดภัย รักษาสัตว์ป่วยและบาดเจ็บ
        4. แผนการสำรวจและประเมินความเสียหายของเกษตรกรผู้ประสบภัยและวิธีการให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร
        5. แผนซ่อมแซมสิ่งก่อสร้างและระบบชลประทานเพื่อการเกษตร

เครือข่ายภาคีที่เกี่ยวข้อง

เกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบ/เครือข่ายเกษตรกร/ชุมชน/องค์การบริหารส่วนตำบล/กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

 

องค์กรการเกษตรจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากประชาชนในการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ตารางที่ 1 แสดงตัวอย่างกิจกรรมลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติสำหรับภาคส่วนการเกษตร

ตารางที่ 1   ตัวอย่างกิจกรรมทางการเกษตรเพื่อลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ

มาตรการป้องกันและลดผลกระทบจากภัยพิบัติ
กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาแหล่งน้ำและระบบชลประทานเพื่อป้องกันและลดผลกระทบจากระดับความสูงของน้ำท่วมและภัยแล้ง

การฟื้นฟูป่าชายเลนซึ่งช่วยป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน ช่วยกำบังลม และเป็นอนุบาลสัตว์น้ำ

การปลูกพืชคลุมดินเพื่อป้องกันดินถล่ม

การปลูกพืชกสิกรรมเพื่อเพิ่มพื้นที่ป่า

กิจกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาแผนจัดการแหล่งน้ำเพื่อให้แน่ใจว่ามีน้ำเพียงพอสำหรับการเกษตรในช่วงประสบภัยแล้ง

การพัฒนาการวางแผนทำฝนเทียมเพื่อลดผลกระทบจากภัยแล้ว

การส่งเสริมการจัดการแหล่งน้ำในชุมชนเพื่อตอบสนองความต้องการในการเพาะปลูกและให้ความช่วยเหลือในการจัดหาทรัพยากรน้ำ

การแบ่งเขตการเกษตรกรรมให้เหมาะสมกับภูมิศาสตร์ท้องถิ่นและปริมาณน้ำ

มาตรการเตรียมความพร้อม
การปรับตัว การใช้วิธีการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศและแหล่งน้ำที่มีอยู่ สำหรับกิจกรรมทางการเกษตร เช่น การเปลี่ยนฤดูการเพาะปลูกไปเป็นเพียงปีละ 1 หรือ 2 ครั้งในพื้นที่ประสบภัยแล้ง

การประยุกต์ใช้วิธีทางการเกษตรที่สอดคล้องกับภูมิศาสตร์ท้องถิ่น เช่น ฟาร์มลอยน้ำในพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมเป็นเวลานาน

ส่งเสริมอาชีพทางเลือกในชุมชนเกษตรกรหรือจัดตั้งกิจการเพื่อสังคม

ปรับการเกษตรแบบดั้งเดิมไปเป็นการเกษตรแบบผสมผสาน

การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ การแจ้งชุมชนเกษตรกรเกี่ยวกับการปล่อยน้ำจากเขื่อนล่วงหน้า

การเก็บรักษาเสบียงอาหารสัตว์และยา

การเตรียมพร้อมอพยพสัตว์และแผนเก็บเกี่ยว

การฝึกอบรมให้เกษตรกรเตรียมพร้อมยานพาหนะ เครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ น้ำและอาหารสัตว์  ในช่วงประสบภัยแล้ง

การพัฒนาแผนเพื่อจัดการกับโรคที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร อพยพและรักษาสัตว์ที่ป่วย ประเมินความเสี่ยงให้กับเกษตรกร ฯลฯ

 

ตัวอย่างกิจกรรมด้านการเกษตรสำหรับการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติในประเทศไทย

ตัวอย่างที่ 1: การทำคลังเสบียงสัตว์

กรมปศุสัตว์ได้จัดตั้งคลังเสบียงสัตว์ตำบล ใน 29 พื้นที่เพื่อผลิตหญ้าแห้ง 5000 กิโลกรัมต่อปี

ตัวอย่างที่ 2: การปลูกข้าวขึ้นน้ำ

เกษตรกรคนหนึ่งในจังหวัดสุพรรณบุรีได้ริเริ่มการปลูกข้าวขึ้นน้ำในแม่น้ำ เนื่องจากพื้นที่นาถูกน้ำท่วมบ่อยครั้ง การปลูกข้าวด้วยวิธีนี้ทำให้เกษตรกรผู้นี้ประหยัดค่าใช่จ่ายในการเตรียมดิน ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าปุ๋ย ค่ายาฆ่าแมลงและค่าการจัดการน้ำ ดังนั้นข้าวที่ได้จากการปลูกข้าวขึ้นน้ำจึงเป็นข้าวที่ปลอดสารเคมี

รูปที่ 1 การปลูกข้าวขึ้นน้ำ แหล่งที่มา: เกษตรพอเพียงคลับ.คอม cited by DDMP (2014)
รูปที่ 1 การปลูกข้าวขึ้นน้ำ
แหล่งภาพ: เกษตรพอเพียงคลับ.คอม cited by DDMP (2014)

 

นอกจากนี้ภาคส่วนอื่นๆ เช่น โครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา สาธารณสุขและที่อยู่อาศัย ยังสามารถดำเนินมาตรการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติได้เช่นกัน ผู้ที่สนใจสามารถอ่านเพิ่มข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางการป้องกันและลดผลกระทบจากภัยพิบัติ ได้จากแนวปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ (Disaster Risk Reduction Guideline)

 

แหล่งข้อมูล:

 

Categories: Adaptation,Disaster Resilience

Tags:

Menu Title