ชุมชนกับการตั้งรับภัยพิบัติในประเทศไทย

Language : English

ระดับน้ำทะเลหนุนสูง จังหวัดภูเก็ต พ.ศ. 2551
ระดับน้ำทะเลหนุนสูง จังหวัดภูเก็ต พ.ศ. 2551

 ภัยพิบัติต่างๆ ในประเทศไทย 

ในปัจจุบันได้เกิดภัยพิบัติเพิ่มมากขึ้นและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทั้ง เหตุภัยพิบัติสึนามิ ดินโคลนถล่ม ไฟไหม้ป่า น้ำท่วมจากเหตุฝนตกมาก น้ำล้นเขื่อน น้ำป่าไหลหลาก พายุพัดถล่มบ้านเรือน รวมทั้งภัยพิบัติจากเหตุความรุนแรงทางการเมืองและสังคม เป็นต้น ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สินอย่างประเมินค่ามิได้ และ ภัยพิบัติจึงมิใช่เรื่องไกลตัวสำหรับคนไทยอีกต่อไป กรณีประสบภัยน้ำท่วมทั่วประเทศ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยรายงานเมื่อ 19 พฤศจิกายน 2553 ว่า มีพื้นที่ประสบภัย 51 จังหวัด 546 อำเภอ 3,877 ตำบล 31,176 หมู่บ้าน 2,523,608 ครัวเรือน มีผู้ได้รับผลกระทบ 8,663,221 คน มีผู้เสียชีวิต 232 ราย

นักวิชาการได้ประมาณการณ์พื้นที่เกษตรเสียหาย มากกว่า 10 ล้านไร่ เป็นความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นในวงกว้าง เมื่อเกิดเหตุประสบภัย จะเกิดภาวะฉุกเฉิน มีผู้เดือดร้อนจำนวนมากและหลายประเภท ทั้งบาดเจ็บ เจ็บป่วย ขาดน้ำ ขาดอาหาร ขาดการติดต่อสื่อสาร อยู่ในภาวะเสี่ยงโดยเฉพาะกลุ่มผู้อ่อนแอ เช่น ผู้ป่วย เด็ก คนชรา ที่ช่วยตนเองไม่ได้จะอยู่ในภาวะอันตรายมากที่สุด และจากเหตุภัยพิบัติหลายครั้ง พบว่าระบบการช่วยเหลือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีข้อจำกัด ด้วยเหตุ หลายประการ ทั้งอาจไม่ได้มีแผนเพื่อการรับมือกับปัญหาวิกฤติที่ดีพอ หรือ เหตุการณ์เกิดขึ้นกว้างขวางกว่าที่ประเมินไว้ หรือ ระบบที่วางไว้เกิดขัดข้องรุนแรงตามมาภายหลังเกิดเหตุ รวมทั้งระบบระเบียบขาดความยืดหยุ่นคล่องตัว ในการดำเนินทำงาน ฯลฯ

 

บทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์ภัยพิบัติ

ทั้งภัยพิบัติสึนามิ และภัยน้ำท่วม และภัยพิบัติอื่น ๆ คือ ผู้ที่ประสบภัยจะรอรับบริการอย่างเดียวไม่ได้เพราะมีผู้เดือดร้อนจำนวนมาก และในบรรดาผู้เดือดร้อนมีระดับที่แตกต่างกัน มีทั้งผู้ที่ช่วยตนเองไม่ได้ ผู้ที่ช่วยตนเองได้ซึ่งพร้อมที่จะช่วยคนอื่นได้ด้วย ชุมชนจึงเป็นด่านแรก ที่จะได้รับผลกระทบ ในขณะที่การจัดการภัยพิบัติที่มาจากศูนย์กลาง ไม่สามารถตอบสนองต่อการแก้ปัญหาและความต้องการของชุมชนได้ทั้งหมด รวมทั้งอาจละเลยศักยภาพทรัพยากรและภูมิปัญญาที่มีอยู่แล้วในชุมชน ดังนั้น การจัดการความเสี่ยงโดยชุมชนเอง จึงเป็นทางเลือกหลักในการเติมช่องว่างดังกล่าว

 

วงจรการจัดการสาธารณภัย

การป้องกันภัยพิบัติสมัยใหม่เป็นการวางแผนเพื่อเผชิญหน้ากับ สถานการณ์ตั้งแต่ก่อนเกิดภัย ระหว่างเกิดภัย และหลังเกิดภัยที่ต่อเนื่องจนครบกระบวนการ เรียกว่า “วงจรการจัดการสาธารณภัย” ประกอบด้วย

  1. ระยะก่อนเกิดภัย คือการเตรียมพร้อม (preparedness) การล่วงหน้าหรือการกา หนด มาตรการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้กับรัฐบาล องค์กรปฏิบัติ ชุมชน และบุคคล ในการเผชิญกับ ภาวการณ์เกิดภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที ซึ่งร่วมทั้ง การป้องกัน (Prevention) หรือ การดาเนินการเพื่อหลีกเลี่ยงหรือขัดขวางมิให้ภัยพิบัติ และความสูญเสียเกิดขึ้น และ การบรรเทาผลกระทบ (Mitigation) ที่มุ่งในการลดผลกระทบและความ รุนแรงของภัยพิบัติที่ก่อให้เกิดอันตรายและความสูญเสียแก่ชุมชนและประเทศ
  2. ระหว่างเกิดภัย คือ การรับสถานการณ์ฉุกเฉิน (Emergency Response) คือ การปฏิบัติอย่างทันทีทันใดเมื่อ ภัยพิบัติเกิดขึ้น ประกอบด้วย การกู้ภัย การให้การ รักษาพยาบาล การให้การบริการที่จาเป็นใน สถานการณ์ฉุกเฉิน การจัดหาสิ่งของที่จำเป็นและ แจกจ่ายได้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน
  3. ระยะหลังเกิดภัย คือ การฟื้นฟูบูรณะ (Recovery) บูรณะเป็นขั้นตอนที่ดำเนินการเมื่อเหตุการณ์ภัย พิบัติผ่านพ้นไปแล้ว เพื่อให้พื้นที่หรือชุมชนที่ได้รับ ภัยพิบัติกลับคืนสู่สภาพที่ดีขึ้น และการวางแผนการพัฒนา (Development) ภายหลังเหตุการณ์ภัยพิบัติครอบคลุมถึงการ ทบทวน และศึกษาประสบการณ์การจัดการภัย พิบัติที่เกิดขึ้นแล้วทาการปรับปรุงระบบการดาเนิน งานต่างๆ ที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อ ลดความสูญเสียให้น้อยที่สุด

เครือข่ายภาคีที่เกี่ยวข้อง 

ผู้ประสบพิบัติพื้นที่/สมาชิกเครือข่ายอาสาสมัครทรัพยากรรมชาติและสิ่งแวดล้อม/ผู้นำท้องถิ่น/กลุ่มชาวบ้าน/สำนักอาสาสมัครและเครือข่าย/มูลนิธิ/ศูนย์เสริมสร้างองค์กรชาวบ้านเพื่อฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม

ตัวอย่างการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติของแต่ละภาคส่วน

ตัวอย่างที่ 1: การจัดการภัยพิบัติของชุมชน

ชุมชนตะโหมดดำเนินการทำแผนผังเพื่อรับมือภัยพิบัติ เป็นพื้นที่ที่แสดงพื้นที่ทั้งภายในชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียงภายนอกชุมชน โดยจะบอกถึงพื้นที่ได้รับผลกระทบหรือพื้นที่อันตราย และพื้นที่ปลอดภัย ที่ช่วยบอกให้รู้ได้ว่าบริเวณไหนของชุมชนจะเกิดน้ำท่วมหรือไม่ และท่วมมากน้อยแต่ไหน และยังบอกถึงรายละเอียดของครัวเรือนด้วย ช่วยให้รู้ว่าครัวเรือนใดมีเด็ก คนพิการ คนชราอยู่บ้าง ทำให้รู้ได้ว่าจุดใดหรือครัวเรือนใดควนได้รับความช่วยเหลือก่อนหรือหลัง เป้าหมายของการทาผังชุมชนก็เพื่อให้คนในชุมชนเห็นภาพรวมของชุมชนว่าบริเวณไหนในชุมชนที่เสี่ยงภัย และเพราะอะไรบริเวณนั้นๆ ถึงมีความเสี่ยงภัยมากกว่าบริเวณอื่น ช่วยให้คนในชุมชนเตรียมพร้อมรับมือกับอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นและลดผลกระทบจากภัยหรือภัยพิบัติ เพื่อให้ชุมชนทราบว่าหากมีการเกิดภัยขึ้นอีกจะมีบุคคลใดในชุมชนที่มีความล่อแหลมต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน หรือจะมีสิ่งใดบ้างที่จะเสียหายจากภัยพิบัติ จากนั้นจะต้องมีการสำรวจความสาคัญในการช่วยเหลือขนย้ายอพยพ เช่น เด็ก คนชรา คนพิการ สตรีมีครรภ์ จะต้องอยู่ในลาดับแรกของการอพยพเคลื่อนย้าย ดังนั้น การทำแผนผังภัยพิบัติ จึงต้องแผนที่ปลอดภัย (safety map) ควบคู่ไปกับการทาแผนที่เสี่ยงภัย (risk map) ด้วย

 

นอกจากนี้ภาคส่วนอื่นๆ เช่น โครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา สาธารณสุขและที่อยู่อาศัย ยังสามารถดำเนินมาตรการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติได้เช่นกัน ผู้ที่สนใจสามารถอ่านเพิ่มข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางการป้องกันและลดผลกระทบจากภัยพิบัติ ได้จากแนวปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ (Disaster Risk Reduction Guideline)

 

แหล่งข้อมูล:

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

 

Categories: Adaptation,Disaster Resilience

Tags:

Menu Title