การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกของอาเซียน

อาเซียน ประกอบด้วย 10 ประเทศ คือ ประเทศไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เมียนมาร์ ลาว กัมพูชา และประเทศบรูไน ทุกประเทศในอาเซียนจัดอยู่ในกลุ่ม นอกภาคผนวกที่ 1

ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประชากรในประเทศอาเซียน หน่วยตันต่อคนต่อปี ข้อมูลปี 2555
บรูไน 22.22 ตัน
มาเลเซีย 7.41 ตัน
โลก 4.45 ตัน
ไทย 4.42 ตัน
สิงคโปร์ 2.54 ตัน
อินโดนีเซีย 1.76 ตัน
เวียดนาม 1.69 ตัน
ฟิลิปปินส์ 0.84 ตัน
ลาว 0.28 ตัน
กัมพูชา 0.28 ตัน
พม่า 0.17

การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกของอาเซียน

ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่แต่ละประเทศปลดปล่อย และคิดเป็นสัดส่วนร้อยละเท่าไรของโลก ดังแสดงในตารางที่ 1 ประเทศในกลุ่มอาเซียนที่ปลดปล่อยมากที่สุดคือประเทศอินโดนีเซีย เนื่องจากมีการผลิตและใช้ถ่านหินเป็นจำนวนมาก ประเทศไทย ถูกปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นอันดับที่สอง โดยเฉพาะในเรื่องภาคพลังงานที่ประเทศไทยใช้สูงสุด
ตารางที่ 1 ประเทศในอาเซียน และปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
295
ที่มา www.wri.gov
ประเทศไทย
ในปี พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000) ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของประเทศไทย รวมทั้งส่วนที่เกิดจากแหล่งปล่อย (emission from source) และส่วนที่ดูดกลับ (removal by sink) เท่ากับ 229.08 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภาคพลังงานเป็นภาคที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดคิดเป็น 159.39 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือคิดเป็นร้อยละ 69.6 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของประเทศ รองลงมาคือภาคการเกษตร 51.8 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือคิดเป็นร้อยละ 22.6 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ภาคกระบวนการอุตสาหกรรมมีปริมาณการปล่อยเท่ากับ 16.39 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า คิดเป็นร้อยละ 7.2 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของประเทศ ตามลำดับ ภาคที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยที่สุดคือภาคของเสียคิดเป็นปริมาณการปล่อยเท่ากับ 9.32 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าหรือคิดเป็นร้อยละ 4.10 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของประเทศ สำหรับการปล่อยในภาคการเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่และป่าไม้ ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีน้อยกว่าปริมาณดูดกลับ ทำให้ค่ารวมของภาคนี้ -7.90 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าคิดเป็นร้อยละ – 3.4 ของปริมาณการปล่อยทั้งหมดของประเทศ
ตารางที่ 1 ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในหน่วยของคาร์บอน ไดออกไซด์เทียบเท่า (ล้านตัน) และ ร้อยละของการปล่อย จากแต่ละภาคในปี พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000)
296
ที่มา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (2553)
ประเทศบรูไน
ประเทศบรูไน จัดอยู่ในกลุ่มประเทศนอกภาคผนวกที่ 1 (non annex I) และยังไม่เคยทำรายงานการสำรวจปริมาณก๊าซเรือนกระจกส่งให้ UNFCCC เป็นที่รู้จักกันว่า ประเทศบรูไนเป็นประเทศสีเขียว มีพื้นที่ป่าดิบชื้นจำนวนมาก ประเทศบรูไนร่ำรวยไปด้วยทรัพยากรน้ำมัน จึงผลิตและส่งน้ำมันเป็นสินค้าออกที่สำคัญของประเทศประชากรบรูไนปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าเท่ากับ 14.97 CO2e T/person/year มากกว่าสิงคโปร์ที่ปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เท่ากับ 13 ตัน/ปี/คน และ มาเลเซียเท่ากับ 7 ตัน/ปี/คน
ประเทศกัมพูชา
ในปี พ.ศ. 2547 (ค.ศ. 2004) ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของประเทศกัมพูชาแบ่งตามภาคส่วน ดังนี้ ภาคการเกษตรเป็นภาคที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดคิดเป็น 68,566 GgCO2eq คิดเป็นร้อยละ 38 ภาคพลังงานมีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 65,971 GgCO2eq คิดเป็นร้อยละ 37 ภาคการเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่และป่าไม้มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 26,015 GgCO2eq คิดเป็น 14.5 ภาคของเสียมีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 10,277 GgCO2eq คิดเป็นร้อยละ 6 และภาคกระบวนการอุตสาหกรรมมีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 9,180 GgCO2eq คิดเป็นร้อยละ 5 ของปริมาณการปล่อยทั้งประเทศ (Ministry of Environment, 2002)
ประเทศอินโดนีเซีย
ในปี พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000) ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของก๊าซหลัก 3 ชนิด ได้แก่ CO2 CH4 และ N20 โดยไม่รวมภาคการเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่และป่าไม้และ peat fires มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 556,499GgCO2eq ซึ่งเมื่อรวมกับภาคการเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่และป่าไม้ ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 1,205,753GgCO2eq โดยปริมาณการปล่อยตามภาคส่วน พบว่าภาคการเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่และป่าไม้มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 60 ของปริมาณการปล่อยทั้งประเทศ รองลงมาคือภาคพลังงาน มีปริมาณการปล่อยคิดเป็นร้อยละ 20 ภาคของเสียมีปริมาณการปล่อยคิดเป็นร้อยละ 11 ภาคการเกษตรมีปริมาณการปล่อยคิดเป็นร้อยละ 5 และภาคกระบวนการอุตสาหกรรมมีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยที่สุดคิดเป็นร้อยละ 3 (Ministry of Environment, Republic of Indonesia, 2010)
ประเทศลาว
ในปี พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000) ปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 50,742.91 GgCO2eq ซึ่งภาคที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดคือ ภาคการเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่และป่าไม้มีปริมาณการปล่อย 41,916.52 GgCO2eq คิดเป็นร้อยละ 83 ของปริมาณการปล่อยทั้งประเทศ ตามมาด้วยภาคการเกษตร 7,606.34 GgCO2eq คิดเป็นร้อยละ 15 ภาคพลังงานมีปริมาณการปล่อย 1,039.76 GgCO2eq คิดเป็นร้อยละ 2 ในขณะที่ภาคของเสียและภาคกระบวนการอุตสาหกรรมมีปริมาณการปล่อยน้อยมาก 131.88 และ 48.41 GgCO2eq ตามลำดับ (Ministry’s office Science Technology and Environment Agency, 2000)
ประเทศมาเลเซีย
ปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศมาเลเซียในปี พ.ศ.2543 (ค.ศ. 2000) เท่ากับ 222,987.6 GgCO2eq และปริมาณการดูดกลับเท่ากับ 249,784 GgCO2eq ฉะนั้นปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเท่ากับ -26,796.4 GgCO2eq โดยแบ่งปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามภาคส่วน ดังนี้ ภาคที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด ได้แก่ ภาคพลังงานมีปริมาณการปลดปล่อยเท่ากับ 147,001 GgCO2eq รองลงมาคือ ภาคการเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่และป่าไม้ 29,589.8GgCO2eq ภาคของเสีย 26,357.1 GgCO2eq ภาคกระบวนการอุตสาหกรรม 14,133.7 GgCO2eq และภาคที่ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยที่สุดคือ ภาคการเกษตรซึ่งมีปริมาณการปลดปล่อยเท่ากับ 5,906GgCO2eq(Ministry of Natural Resources and Environment Malaysia, 2011)
ประเทศพม่า
การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี พ.ศ.2543 (ค.ศ. 2000) ของประเทศพม่าสุทธิซึ่งรวมปริมาณการดูดกลับทั้งหมดแล้วเท่ากับ -67,820.5 GgCO2eq โดยปริมาณการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 41,563.75 Gg ซึ่งการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสามารถแบ่งตามภาคส่วนดังนี้ ภาคการเกษตรมีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดเท่ากับ 13,195.41GgCO2eq ภาคพลังงานมีปริมาณการปลดปล่อยเท่ากับ 7,863.47 GgCO2eq ภาคของเสียมีปริมาณการปลดปล่อยเท่ากับ 2,825.97 GgCO2eq ภาคกระบวนการอุตสาหกรรมมีปริมาณการปลดปล่อยเท่ากับ 463.3GgCO2eq และภาคการเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่และป่าไม้มีปริมาณการปลดปล่อยเท่ากับ 40,404.86GgCO2eq มีปริมาณการดูดกลับเท่ากับ 142,221.19GgCO2eq ฉะนั้นมีปริมาณการปลดปล่อยสุทธิน้อยที่สุดคือเท่ากับ -101,816.38GgCO2eq (Ministry of Environmental Conservation and Forest, 2012)
ประเทศฟิลิปปินส์
ในปี พ.ศ. 2537 (ค.ศ. 1994) ประเทศฟิลิปปินส์มีปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่ากับ 100,864 ktons of CO2eq ซึ่งมีปริมาณการดูดกลับ 126 ktons of CO2eq ฉะนั้นปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งประเทศสุทธิเท่ากับ 100,738 ktons of CO2eq โดยภาคพลังงานมีปริมาณการปลดปล่อยมากที่สุดเท่ากับ 50,038 ktons of CO2eq คิดเป็นร้อยละ 49 รองลงมาคือภาคการเกษตร 33,130 ktons of CO2eq คิดเป็นร้อยละ 33 ภาคกระบวนการอุตสาหกรรม 10,603 ktons of CO2eq คิดเป็นร้อยละ 11 ภาคของเสีย 7,094 ktons of CO2eq คิดเป็นร้อยละ 7 และภาคการเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่และป่าไม้มีปริมาณการปลดปล่อยน้อยที่สุดเท่ากับ -126 ktons of CO2eq (Inter-Agency Committee on Climate Change, 1999)
ประเทศสิงคโปร์
ประเทศสิงคโปร์มีปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี พ.ศ.2543 (ค.ศ. 2000) ทั้งหมด 38,789.97 GgCO2eq ซึ่งประเทศสิงคโปร์มีการปลดปล่อยจาก 3 ภาคส่วน ได้แก่ ภาคพลังงานมีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดเท่ากับ 37,945.07 GgCO2eq รองลงมาคือภาคกระบวนการอุตสาหกรรมเท่ากับ 587.57 GgCO2eq และภาคของเสียมีปริมาณการปลดปล่อยน้อยที่สุดเท่ากับ 257.33 GgCO2eq (National Environment Agency, 2010)
ประเทศเวียดนาม
ในปี พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000) ประเทศเวียดนามมีปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิทั้งหมด 150,899.73 พันตัน CO2eq โดยสามารถแบ่งตามภาคส่วน ดังนี้ ภาคการเกษตรเป็นภาคที่มีปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดเท่ากับ 65,090.65 พันตัน CO2eq คิดเป็นร้อยละ 43 รองลงมาคือภาคพลังงานมีปริมาณการปลดปล่อยเท่ากับ 52,773.46 พันตัน CO2eq35 ภาคการเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่และป่าไม้มีปริมาณการปลดปล่อย 15,104.72 พันตัน CO2eq คิดเป็นร้อยละ10 ภาคกระบวนการอุตสาหกรรมมีปริมาณการปลดปล่อยเท่ากับ 10,005.72 พันตัน CO2eq คิดเป็นร้อยละ 6.6 และภาคของเสียมีปริมาณการปลดปล่อยน้อยที่สุดเท่ากับ 7,925.18 พันตัน CO2eq คิดเป็นร้อยละ 5.3 (Ministry of Natural Resource and Environment Vietnam, 2010 )
เอกสารอ้างอิง
Inter-Agency Committee on Climate Change, 1999. The Philippines’ Initial National Communication on Climate Change. 107 p.
Ministry of Environment, Republic of Indonesia, 2010. Indonesia Second National Communication to the United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCCC). 200p.
Ministry of Natural Resources and Environment Malaysia, 2011. Malaysia Second National Communication to the United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCCC). 145p.
Ministry of Natural Resource and Environment Vietnam, 2010. Vietnam Second National Communication to the United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCCC). 154p.
Ministry of Environmental Conservation and Forestry, Myanmar, 2012. Myanmar’s Initial National Communication under the United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCCC). 313p.
National Environment Agency, 2010. Singapore’s Second National Communication to the United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCCC). 84p.
Ministry’s office Science Technology and Environment Agency, 2000. Lao People Democratic Republic, the first’s National Communication to the United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCCC). 97p.
Ministry of Environment. 2002. Cambodia’s initial National Communication to the United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCCC). 79p.

Categories: Global News,News

Menu Title