ภัยพิบัติทางธรรมชาติ สิ่งใกล้ตัวที่ควรรู้จัก พร้อมวีดีทัศน์ 5 เรื่อง เพื่อง่ายต่อการเรียนรู้

ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (Natural Disasters) รูปแบบต่าง ๆ ทางธรรมชาติที่ได้มีการศึกษารวบรวม และบันทึกรายละเอียดไว้ อาจสรุปได้เป็น 10 ประเภท คือ
1. การระเบิดของภูเขาไฟ (Volcano Eruptions)
2. แผ่นดินไหว (Earthquakes)
3. คลื่นใต้น้ำ (Tsunamis)
4. พายุในรูปแบบต่าง ๆ (Various Kinds of storms) คือ
ก. พายุแถบเส้น Tropics ที่มีแหล่งกำเนิดในมหาสมุทร (Tropical Cyclones)
ข. พายุหมุนที่มีแหล่งกำเนิดบนบก (Tornadoes)
ค. พายุฝนฟ้าคะนอง (Thunderstorms)
5. อุทกภัย (Floods)
6. ภัยแล้ง หรือทุพภิกขภัย (Droughts)
7. อัคคีภัย (Fires)
8. ดินถล่ม และโคลนถล่ม (Landslides and Mudslides)
9. พายุหิมะและหิมะถล่ม (Blizzard and Avalanches) และ
10. โรคระบาดในคนและสัตว์ (Human Epidemics and Animal Diseases)

ลักษณะของภัยแต่ละชนิด
1) ภัยจากน้ำท่วม เป็นภัยที่เกิดขึ้นได้ทุกแห่ง มีลักษณะและความรุนแรงแตกต่างกันออกไป ดังนี้คือ
1.1 การ เกิดน้ำท่วมขังในที่ราบลุ่ม เนื่องมาจากความไม่สมดุลระหว่าง ก.ปริมาณน้ำ ฝน ข.ปริมาณน้ำฝนที่ซึมลงสู่ใต้ดิน และ ค.ปริมาณน้ำผิวดินที่ไหลหรือ ระบายออกจากพื้นที่นั้น ถ้าปริมาณน้ำส่วน ก. มากกว่าส่วน ข. และส่วน ค. รวมกัน ก็จะเกิดการท่วมขัง ความรุนแรงของการท่วมขังไม่มากนัก ค่อยเป็นค่อยไป แต่อาจกินเวลานานกว่าจะ ระบายน้ำออกได้หมด
1.2 การเกิดน้ำป่าบริเวณป่าเขาที่มีความลาดชัน สูง ถ้าปริมาณฝนในพื้นที่รับน้ำมีมาก จนทำให้ปริมาณน้ำผิวดินที่ระบายออก จากพื้นที่มีมาก ด้วยอัตราที่รุนแรงเรียกว่า น้ำป่า ยิ่งถ้าป่าบริเวณ นั้นถูกทำลายและปราศจากพืช ต้นไม้ปกคลุมดิน ก็จะพัดเอาเศษต้นไม้ กิ่ง ไม้ ตะกอน ดิน ทราย และหินลงมาด้วย ก่อให้เกิดความเสียหายแก่พื้นที่ บริเวณท้ายน้ำเป็นอย่างมาก อุทกภัยจากน้ำป่ามีความรุนแรงกว่าประเภท แรก และจำเป็นต้องใช้เวลานานในการแก้ไขจนกว่าพื้นที่นั้นจะกลับฟื้นคืนสภาพ ดังเดิมได้
1.3 น้ำล้นตลิ่งของลำน้ำ เนื่องจากปริมาณและอัตราน้ำ หลากที่เกิดขึ้นในบริเวณต้นน้ำ มีมากเกินกว่าความสามารถของแม่น้ำในบริเวณ ดังกล่าวที่จะรับได้ ถ้าเป็นแม่น้ำขนาดเล็กและปริมาณของน้ำหลากไม่มากนำ หรือเป็นแม่น้ำขนาดใหญ่ ที่มีระบบควบคุมอัตราการไหลที่ดี เช่นมีเขื่อน อ่างเก็บน้ำ ฝายทด น้ำ หรือประตูระบายน้ำฯ ความรุนแรงและความเสียหายอันเกิดขึ้นจากอุทกภัย อาจไม่มากนำ แต่ถ้าเป็นแม่น้ำขนาดใหญ่ที่ปราศจากระบบควบคุมจะก่อให้เกิด ความเสียหายมาก และเป็นวงกว้าง
1.4 น้ำท่วมอันเกิดจากการวิบัติของ ระบบควบคุม เช่น เขื่อนพัง อ่างเก็บน้ำแตก ประตูระบายน้ำไม่อาจทำ หน้าที่ได้ จะก่อให้เกิดน้ำหลาก มีความรุนแรงมากกว่าน้ำป่า และความเสีย หายที่เกิดขึ้นก็มากกว่าเช่นกัน
1.5 การเกิด และการเคลื่อนตัวของ กำแพงน้ำ (ดังเชนBore หรือ Surge) มีความรวดเร็ว และรุนแรงที่ สุด ปรากฏการณ์นี้ เป็นการเพิ่มระดับน้ำด้านเหนือน้ำอย่างมาก และเกิด ขึ้นอย่างรวดเร็ว มักจะเป็นช่วงต่อระหว่างแม่น้ำกับทะเลซึ่งเป็นคอขวด ภาย ใต้สภาพที่เหมาะสมของลำน้ำ และทะเล น้ำท่วมจากสาเหตุนี้จะมีความ รุนแรง และเป็นไปอย่างรวดเร็ว จนไม่อาจอพยพคน สัตว์เลี้ยง สิ่งของได้ ทัน สภาพของความเสียหายจะเป็นไปอย่างกว้างขวาง และมากมาย

2.2 ภัยจากพายุหมุนที่ มีแหล่งกำเนิดมาจากมหาสมุทรในบริเวณเส้น Tropics อากาศบริเวณเหนือน้ำใน มหาสมุทรใกล้เส้นศูนย์สูตร เมื่อได้รับความร้อนจากการแฟ่รังสีของดวง อาทิตย์เป็นเวลานาน จะมีความอุณหภูมิสูงขึ้นและลอยตัวขึ้นสู่ท้องฟ้า มวล อากาศเย็นจากบริเวณเส้นรุ้งที่อยู่ห่างไกลออกไปจะเคลื่อนที่มาปะทะกัน แนว ปะทะระหว่างมวลอากาศทั้งสองชนิดก่อให้เกิด Warm Front (มวลอากาศร้อนดัน มวลอากาศเย็นให้เคลื่อนที่) และ Cold Front (มวลอากาศเย็นดันมวลอากาศ ร้อนให้เคลื่อนที่) หมุนรอบแกนกลางซึ่งเรียกว่า Low- Pressure Center แล้วเคลื่อนที่เข้าสู่แผ่นดิน พายุหมุนประเภทนี้มีขนาด เส้นผ่าศูนย์กลางหลายร้องกิโลเมตร และความเร็วลมใกล้ศูนย์กลางของพายุ ประมาณ 100-150 กิโลเมตร/ชั่วโมง ยังผลให้เกิดพายุลมและฝน ตามมาด้วย อุทกภัยในบริเวณกว้างขวาง
ในแต่ละปีมีพายุหมุนประเภท นี้ ทั้งในมหาสมุทรแปซิฟิค (เรียกว่า Tyhoon,T) ในมหาสมุทรแอตแลนติ ค เรียกว่า Hurricane,H) และในความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินมากมายจน นับได้ว่าเป็นภัยจากธรรมชาติที่ร้ายแรงที่สุด

2.3 ภัยจากพายุหมุนที่เกิดบนบก ส่วน มากเกิดในมลรัฐต่าง ๆ ทางภาคใต้ และตะวันออกเฉียงใต้ใกล้กับอ่าวเม็กซิโก ได้แก่ Texas, Oklahoma, Kansas, Nebraska, Mississippim, Missouri, Alabama, Tennessee, Kentucky, lowa lllinois, Indiana และ Obio ฯ เป็นต้น (ซึ่งรวมกันเรียก ว่า Central and Gulf Coash states ของประเทศสหรัฐอเมริกา)
พายุ นี้เรียกเฉพาะว่า Tornadoes นับเป็นพายุหมุนที่มีแรงลมสูงสุด ถึง 400-500 ไมล์/ชม. แต่มีอายุของการเกิดสั้น และครอบคลุมพื้นที่ไม่ มากน้ำ เมื่อเทียบกับพายุหมุน Typhoons, Hurricanes และ Cyclones ดังนั้นความเสียหายจึงมีน้อยกว่า
สาเหตุ ของการเกิดพายุหมุนประเภทนี้ได้แก่ การปะทะกันของมวลอากาศ ร้อน (Warm Air Mass) จากบริเวณอ่าวเม็กซิโก ทางภาคใต้ กับมวลอากาศเย็น (Cool Air Mass) จากทางภาคเหนือ และภาคตะวันตก พายุหมุน Tornado ก่อ ให้เกิดเมฆฝนขนาดใหญ่+ฟ้าแลบ+ฟ้าร้อง+ฟ้าผ่า และฝนที่มีความรุนแรงของลมสูง มาก มีรูปร่างคล้ายงวงช้าง (บ้านเราเรียกว่าลมงวงช้าง)ในแต่ละปีจะเกิด พายุหมุนดังกล่าวหลายร้อยลูกแถบ Midwest States ของประเทศสหรัฐอเมริกา

2.4 ภัยจากพายุฝนฟ้าคะนอง พายุ ประเภทนี้พบบ่อยมากในพื้นที่ๆภูมิอากาศร้อน และอบอุ่น อาจกล่าวได้ว่าใน แต่ละวันจะมีพายุฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นทั่วโลกมากถึง ประมาณ 45,000 ลูก ปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดพายุแบบนี้ คือการลอยตัว ขึ้นสู่บรรยากาศระดับสูงของกระแสอากาศที่มีความชื้นมาก และอุณหภูมิสูง อย่างรุนแรง, เมื่ออากาศร้อนชื้นดังกล่าวลอยตัวสูงขึ้นอุณหภูมิจะลดลง และ จะคายความร้อนแอ่งออกมาขณะที่เกิดการลั่นตัวของเมฆฝนเป็นหยดน้ำ การคายความ ร้อนของมวลเมฆฝนดังกล่าวทำให้กระสกลมพัดขึ้นในแนวดิ่ง และเกิดพายุ ขณะ เดียวกันอากาศบริเวณโดยรอบก็จะพัดเข้าสู่บริเวณศูนย์กลางของพายุ การลั่น ตัวของความชื้นในกระแสอากาศก่อให้เกิดเมฆฝนขนาดใหญ่ (Cumulo Nimbus)ลอยขึ้นสู่ระดับสูงประมาณ 15,000 ฟุต (หรือประมาณ 4,600 เมตร) จากฐานถึงยอดของเมฆนั้น เมฆฝนนี้ก่อให้เกิดฝนและลูก เห็บ บางทีอาจมีฟ้าแลบ ฟ้าผ่าร่วมด้วย พายุฝนฟ้าคะนองครอบคลุมพื้นที่ไม่ กว้างขวางนำ และจะสลายตัวภายในระยะเวลาอันสั้นไม่เกิน 1 ถึง 2 ชั่วโมง

2.5 ภัยจากการระเบิดของภูเขาไฟ นับ เป็นมหันตภัยธรรมชาติที่รุนแรง น่าสพรึงกลัว และก่อให้เกิดความเสียหาย มากอย่างหนึ่ง แต่บังเอิญโชคดีที่ไม่เกดขึ้นกระจายทั่วไป เหมือนภัย ธรรมชาติอีก 4 ประเภท ดังได้กล่าวมาแล้ว
ภูเขาไฟมักจะเกิดขึ้นในสภาพของธรรมชาติดังต่อไปนี้คือ
ก. ตามรอยแยกขนาดใหญ่บนผิวโลก
ข. แนวสัน หรือความต่างระดับของพื้นให้มหาสมุทร และ
ค. การเคลื่อนตัวสัมพันธ์กันของ Tectonic Plates บนเปลือกโลก
วง รอบมหาสมุทรแปซิฟิค ซึ่งเชื่อมต่อกับทวีปเอเชีย, ทวีปอเมริกาเหนือ และ ทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งเป้นของของ Pacific Plate นั้นมีชื่อเรียกโดยเฉพาะ ว่า Ring of Fire มีภูเขาไฟขนาดใหญ่ ที่มีอายุมากกว่า 2,000 ปี และยังไม่ดับ สนิทอยู่อีกมากกว่า 300 ลูกกระจัดกระจายไปทั่ว นับตั้งแต่ Alaska, อเมริกาเหนือ, อเมริกา ใต้ ลงไปถึง Chile ข้าม New Zealand, Philippines จนถึงญี่ปุ่น
การ ระเบิดของภูเขาไฟจะพ่น เถ้าถ่าน หินละลายออกมาเป็นจำนวน มหาศาล เมือง Pompeii ประเทศอิตาลี ถูกฝังจากการระเบิดของภูเขา ไฟ Vesuvius เมื่อปี 79 ก่อนคริศตกาล ผู้คนเสียชีวิตหลายพันคน

2.6 ภัยจากการเกิดแผ่นดินไหว แผ่น ดินไหวที่เกิดขึ้น และสัมผัสได้บริเวณเปลือกโลกเป็นผลสืบเนื่องมาจากการ ปล่อยพลังงานออกมาเป็นจำนวนมาก และทันทีทันใดในรูปของคลื่อนแห่งความสั่น สะเทือน ซึ่งเกิดลึกลงไปใต้ดิน หรือใต้พื้นมหาสมุทรจากการเคลื่อนที่ของ เปลือกโลก(Earth Crust) ตามแนวแยก (Fauts) ซึ่งเป็นไปได้ในหลายลักษณะแผ่นดินไหวในแต่ละครั้งอาจมีความรุนแรง มากน้อยต่างกัน และยังผลให้เกิดผลเสียหายต่อชีวิต และทรัพย์สอน ตามไป ด้วยเป็นอย่างมาก แผ่นดินไหวอาจก่อให้เกิด ภูเขาไฟระเบิด หรือคลื่นใต้ น้ำ (Tsunami) ซึ่งช่วยแผ่กระจายความเสียหายไปตามมวลน้ำในมหาสมุทรได้ อย่างมากมายมหาศาล

2.7 ภัยจากคลื่นใต้น้ำ คลื่น และกระแสน้ำ เป็นการเคลื่อนไหวของน้ำในทะเล 2 ลักษณะซึ่งไม่เหมือน กัน แต่มีความเกี่ยวเนื่องกันบาทีพลังงานจากคลื่น, กระแสน้ำ เสริมด้วย ลม และพายุที่มีความเร็วสูงจะก่อให้เกิดอุทกภัยที่มีความรุนแรง และอำนาจ ทำลายล้างสูงมาก
ดังจะเห็นได้จากปรากฏการณ์ เมื่อเดือนมกราคม ปีค.ศ.1753 ในทะเลเหนือ กล่าวคือ ระดังน้ำสูง (High Spring Tide) บวกกับคลื่นสูง (Storm Waves) และลม (Winds) ซึ่งมีความเร็วสูงถึง 185 กิโลเมตร/ ชั่วโมง (หรือ 115 ไมล์/ชม.) ทำให้ระดับน้ำในทะเลเหนือสูงกว่าปกติถึง 3 เมตร (10 ฟุต) ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “SURGE” ในทะเล, ผลลัพธ์ก็คือ เกิดน้ำท่วม เป็นบริเวณกว้างขวางแถบชายทะเลภาคตะวันออกของอังกฤษ ในส่วนของเนเธอร์แลนด์ พื้นที่ประมาณ 4.3ของประเทศถูกน้ำท่วมขัง ทำให้บ้านเรือน ราว 30,000 หลังได้รับความเสียหาย และถูกทำลาย มีผู้คนเสียชีวิตกว่า 1,800 คน
คลื่นในทะเลและมหาสมุทรส่วนใหญ่เกิดจากแรง เสียดทานอันเนื่องมาจากความเร็วของลมพัดเหนือน้ำ การเคลื่อนที่ของคลื่น เคลื่อนตัวใน 2 ลักษณะประกอบกัน คือ 1 การหมุนตัว (Rotation) และ 2. การเคลื่อนตัวในแนวเส้นตรงไปข้างหน้า (Trancslation) คลื่นที่พัดเข้า สู่ชยฝั่งทะเลแล้วสลายตัวขึ้นไปตามชายหาด หรือกระทบกับผาหิน มักมีกำเนิด จากพายุในตอนกลางของมหาสมุทร หรือลมที่เกิดขึ้นในบางส่วนของมหาสมุทรนั้น
คลื่น ใต้น้ำ (ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Tidal Waves, หรือ Tsunami) ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง กับกระแสน้ำ (Tides) ในมหาสมุทรเลยแม้แต่น้อย สาเหตุหลักเกิดมาจาก
ก. แผ่นดินไหว (Earthquakes)
ข. การระเบิดของภูเขาไฟ (Volcanic Eruptions) หรือ
ค. การถล่มทะลายของภูเขาไฟหรือมวลดินใต้น้ำ (Submarine Landslides)
แต่สาเหตุหลักของการเกิดคลื่นใต้น้ำส่วนใหญ่และขนาดใหญ่ที่มีความรุนแรงมากคือ “แผ่นดินไหว” ซึ่งเกิดขึ้นใต้ท้องมหาสมุทร
ใน ท้องทะเลคลื่นจากความสั้นสะเทือน (Shock Waves) ที่เกิดขึ้นจากบริเวณ ศูนย์กลางของแผ่นดินไหว แล้วกระจายออกไปทุกทิศทางโดยรอบนั้นมักมีความสูง น้อยมาก เพียง 60 ถึง 90 เซนติเมตร (2 ถึง 3 ฟุต ) แต่ความยาวของคลื่นอาจะเป็นหลายร้อยกิโลเมตร และความเร็วหลายร้อย กิโลเมตร/ชั่วโมงดังตัวอย่างของคลื่นใต้น้ำในร่องลึกใต้มหาสมุทรบริเวณที่ เรียกว่า Aleutian Trench ทางเหนือสุดของมหาสมุทรแปซิฟิค เมื่อ ปี 1946 ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากมายต่อหมู่เกาะฮอนโนลูลู ซึ่งอยู่ กลางมหาสมุทรแปซิฟิค Tsunami ที่เกิดขึ้นเดินทางจากแหล่งกำเนิด จนถึง หมู่เกาะฮอนโนลูลูใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง 34 นาที ต่อระยะทาง 3,220 กิโลเมตร (หรือ2,000ไมล์) ด้วยความเร็วเฉลี่ยราว 00 กิโลเมตร/ชั่วโมง (หรือ 438ไมล์/ชั่วโมง) ซึ่งเป็นความเร็วที่สูงมาก เทียบได้กับความเร็วของเครื่องบินไอพ่น
คลื่น ที่มากระทบชายฝั่งของหมู่เกาะฮอนโนลูลูมีความสูงกว่า 38 เมตร (หรือ 1125 ฟุต) จากการเปลี่ยนรูปของพลังงานจลน์จากคลื่นสูง 15 เมตร (50 ฟุต) มาเป็น พลังงานศักย์ดังกล่าว
ส่วนมาก Tsunami มีความ รุนแรงมากที่สุดมักจะเกิดในบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิค แต่มีเพียงบางส่วนที่ เกิดในมหาสมุทรแอตแลนติค

Categories: Research & Article

Menu Title