Browsing: Observed Changes

น้ำแข็งมหาสมุทรอยู่ในรูปน้ำทะเลแช่แข็ง มันขึ้นรูป ขยาย และละลายในมหาสมุทร โดยทั่วไปแล้ว น้ำแข็มหาสมุทรจะถูกปกคลุมโดยหิมะ โดยเฉพาะน้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติคที่ช่วยรักษาอุณหภูมิความเย็นและเสถียรภาพของภูมิอากาศโลก พื้นผิวสีขาวสว่างของน้ำแข็งมหาสมุทรช่วยสะท้อนแสงกลับสู่ห้วงอวกาศถึงร้อยละ 80 ของแสงที่มาจากดวงอาทิตย์ทั้งหมด เมื่อน้ำแข็งมหาสมุทรละหลายลงในฤดูร้อน มหาสมุทรดูดซับแสงอาทิตย์มากถึงร้อยละ 90 จึงทำให้มหาสมุทรอาร์คติคมีอุณหภูมิที่สูงขึ้นอีกครั้ง   ทุกๆเดือนกันยายน น้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติคสูญหายไปจากการละลายลงอย่างต่อเนื่อง จากการตรวจสอบของ National Snow & Ice Data Center องค์การนาซ่า ประเทศสหรัฐอเมริกา มวลน้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติคได้ลดลงอย่างต่อเนื่องร้อยละ 13.4 ต่อทศวรรษเทียบกับมวลน้ำแข็งเฉลี่ยช่วงปี พ.ศ. 2524 – 2553 แหล่งข้อมูล: http://climate.nasa.gov/vital-signs/arctic-sea-ice/

แผ่นภูเขาน้ำแข็งคือมวลดินแดนน้ำแข็งกลาเซียร์ขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่ขนาด 50,000 ตารางกิโลเมตร (20,000 ตารางไมล์) ปัจจุบันนี้ โลกมีแผ่นภูเขาน้ำแข็งที่สำคัญซึ่งครอบคลุมทวีปกรีนแลนด์ (Greenland) และแอนตาร์กติกา (Antarctica) ทั้งสองดินแดนภูเขาน้ำแข็งนี้เป็นแหล่งน้ำแข็งที่บรรจุน้ำจืดถึงร้อยละ 99 ของแหล่งน้ำทั้งหมดในโลกใบนี้ แผ่นภูเขาน้ำแข็งแอนตาร์ติคมีขนาดประมาณ 14 ล้านตารางกิโลเมตร (5.4 ล้านตารางไมล์) และมีน้ำแข็ง 30 ล้านลูกบาศก์กิโลเมตร (7.1 ล้านลูกบาศก์ไมล์) ภูเขาน้ำแข็งกรีนแลนด์มีขนาดพื้นที่ประมาณ 1.7 ล้านตารางกิโลเมตร (656,000 ตารางไมล์) และภูเขาน้ำแข็งครอบคลุมทั้งทวีปกรีนแลนด์เป็นส่วนใหญ่ (NSIDC). ดินแดนขั้วโลกมีความสำคัญในการขับเคลื่อนสภาพภูมิอากาศของโลก เมื่อโลกมีอุณหภูมิที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระดับความร้อนในมหาสมุทร ทำให้เกิดการละลายของภูเขาน้ำแข็งที่ดูดซับความร้อนจากมหาสมุทรบริเวณโดยรอบ เมื่อภูเขาน้ำแข็งละลาย ส่งผลต่อการลดลงของแหล่งน้ำจืดจากภูเขาน้ำแข็ง เกิดการเปลี่ยนแปลงของทิศทางของกระแสน้ำในมหาสมุทร และสภาพความเป็นอยู่ของสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ข้อมูลจากองค์การนาซ่า (NASA) จากการสำรวจผ่านสัญญาณดาวเทียมแสดงให้เห็นว่าแผ่นภูเขาน้ำแข็งในทั้งทวีปแอนตาร์กติกาและทวีปกรีนแลนด์ที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาน้ำแข็งได้สูญเสียมวลน้ำแข็งไป ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 ทวีปแอนตาร์กติกาได้สูญเสียแผ่นภูเขาน้ำแข็งไปแล้ว 134 พันล้านเมตริกตัน/ปี ในขณะที่ทวีปกรีนแลนด์ได้ได้สูญเสียแผ่นภูเขาน้ำแข็งไปแล้ว 287 พันล้านเมตริกตัน/ปี ดังรูป แหล่งข้อมูล: https://nsidc.org/cryosphere/quickfacts/icesheets.html

แหล่งภาพ: National Geographic Documentary, https://www.youtube.com/watch?v=4vrqibKuVgg นับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2393 ระดับน้ำทะเลได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และระหว่างศตวรรษที่ 20 ระดับน้ำทะเลได้เพิ่มสูงขึ้นประมาณ 15-20 เซนติเมตร (ประมาณ 1.5 – 2.0 มิลลิเมตร/ปี) ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นเกิดจากสาเหตุของการขยายตัวของความร้อนในมหาสมุทร การละลายชองภูเขาน้ำแข็งกลาเซียร์และก้อนน้ำแข็ง และการลดลงของภูเขาน้ำแข็งทวีปกรีนแลนด์ และแผ่นน้ำแข็งแอนตาร์กติกตะวันตก ปริมาณระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น ปีพ.ศ. 2536 - ปัจจุบัน, แหล่งภาพ: องค์การนาซ่า (NASA), ดัดแปลงโดย: ERM-Siam Co., Ltd. การขยายตัวของความร้อนในมหาสมุทรส่งผลให้เกิดการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล ตลอดศตวรรษที่ 21 มานี้ การประเมินของ IPCC ครั้งที่ 4 (the IPCC’s Fourth Assessment) ได้คาดการณ์ว่า การขยายตัวของความร้อนในมหาสมุทรจะส่งผลให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 17-28 เซนติเมตร (บวกลบร้อยละ 50) นอกจากนี้ การละลายของภูเขาน้ำแข็งกลาเซียร์และก้อนน้ำแข็งจะส่งอิทธิพลต่อการเพิ่มของระดับน้ำทะเล ซึ่งมีการคาดการณ์ไว้ว่าภายหลังของกลางศตวรรษที่ 20 การละลายของภูเขาน้ำแข็งดังกล่าวส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลถึง 2.5 เซนติเมตร และยังมีการคาดการณ์ว่าในอนาคตระดับน้ำทะเลจะเพิ่มสูงขึ้น 10-12 เซนติเมตรจากการละลายของภูเขาน้ำแข็งกลาเซียร์และก้อนน้ำแข็ง อีกทั้ง การลดลงของภูเขาน้ำแข็งทวีปกรีนแลนด์…

โดยทั่วไปแล้วมหาสมุทรจะมีค่า pH ประมาณ 8.0 – 8.1 ซึ่งมีความเป็นด่างเล็กน้อย ปรากฏการณ์ทะเลกรดทำให้น้ำทะเลในมหาสมุทรมีความเป็นกรดมากขึ้น เกิดขึ้นจาก 2 สาเหตุ ได้แก่ 1) เกิดจากการปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มสูงในชั้นบรรยากาศอย่างรวดเร็ว ได้ทำละลายกับน้ำทะเลในมหาสมุทร ทำให้ค่าความเป็นกรด-ด่างในมหาสมุทรเปลี่ยนไป มีสภาพเป็นกรดมากขึ้น 2) อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้น้ำทะเลดูดซับก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ได้น้อยลง จากการที่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกดูดซับในระดับน้ำทะเลลึก ลอยตัวสูงขึ้นมาใกล้ระดับพื้นผิวน้ำทะเล ส่งผลให้น้ำทะเลที่ระดับผิวน้ำ มีความเข้มข้นของก๊าซ CO2 สูงยิ่งขึ้น และส่งผลกระทบโดยตรงต่อแนวปะการังและสัตว์น้ำโดยตรง ปรากฏการณ์ทะเลกรด ส่งผลกระทบต่อการผุกร่อนโดยตรงต่อโครงร่างแข็ง (Skeleton) ในส่วนที่แข็งแรงที่สุดที่มีแคลเซียมคาร์บอเนตเป็นองค์ประกอบหลักของปะการังที่กำลังเจริญเติบโต ประกอบกับการกัดเซาะของคลื่นและกระแสน้ำโดยตรง ทำให้แนวปะการังซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำและพืชต่างๆ ถูกทำลาย โดยเฉพาะเต่าทะเลและสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ได้แก่ ปลาหมึก หอย กุ้ง แมงกะพรุน และปลิงทะเล เป็นต้น และเมื่อแพลงตอนและสัตว์น้ำเหล่านี้ ไม่มีแนวปะการังให้ขยายพันธุ์แล้ว ย่อมส่งผลกระทบต่อระบบห่วงโซ่อาหาร และการลดลงของประชากรสัตว์น้ำในทะเลนั้น ส่งผลกระทบต่อการประมงของมนุษย์โดยตรง แหล่งข้อมูล: สร้อยสน (2553). Ocean acidification. (http://www.google.co.th/url?sa=t&rct=j&q=&esrc=s&source=web&cd=8&cad=rja&uact=8&ved=0ahUKEwjj-7uEp97OAhUHpI8KHUYRB-oQFghEMAc&url=http%3A%2F%2Fwww.cssckmutt.in.th%2Fcssc%2Fcssc_classroom%2FSolarenergy%2FAssignment%2FSolEn53%2F30Sep10%2FOceanAcidification.ppt&usg=AFQjCNHQFPKPdtpcxWN_R9SLeV0KxXY3aQ&sig2=jD9G1WH4xrm6CPIqml_aQw)

มหาสมุทรของเรามีความสามารถในการกักเก็บและปลดปล่อยความร้อนช่วงเวลาอย่างสม่ำเสมอ จึงทำหน้าที่ในการควบคุมเสถียรภาพของระบบสภาพภูมิอากาศของโลกแต่ละปีและทศวรรษ  เช่น รูปแบบปรากฏการณ์ทางด้านสภาพภูมิอากาศอย่างปรากฏการณ์เอลนิโน่ (El Niño) และ ความผันผวนของรูปแบบสภาพภูมิอากาศในคาบสมุทรแปซิฟิก (The Pacific Decadal Oscillation: PDO) ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงทุกๆ 20-30 ปี ความร้อนและรูปแบบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะสั้นดังกล่าว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพภูมิอากาศในภูมิภาคต่างๆ พายุไซโคลนในเขตร้อนชื้น และสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล รวมไปทั้งแนวปะการัง และการประมงของมนุษย์ จากรูป แสดงให้เห็นถึงค่าความร้อนในมหาสมุทรที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เส้นสีแดง แสดงถึงค่าความร้อนในมหาสมุทรโดยเฉลี่ยซึ่งวัดจากระดับน้ำทะเลจาก 0-700 เมตร และเส้นสีน้ำเงิน แสดงถึงค่าความร้อนในมหาสมุทรโดยเฉลี่ยซึ่งวัดจากระดับน้ำทะเลจาก 0-2,000 เมตร แสดงให้เห็นถึงมหาสมุทรมีค่าความร้อนที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง (Kennedy, 2015) แหล่งข้อมูล: https://www.nodc.noaa.gov/OC5/3M_HEAT_CONTENT/ https://www.climate.gov/news-features/understanding-climate/2014-state-climate-ocean-heat-content

ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เป็นก๊าซที่ทำหน้าที่กักความร้อนไม่ให้ออกสู่ชั้นบรรยากาศ จึงทำให้โลกของเรามีอุณหภูมิสูงขึ้น ก๊าซ CO2 จะถูกปลดปล่อยผ่านกิจกรรมของมนุษย์โดยตรง เช่น การตัดไม้ทำลายป่า การเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล และการปลดปล่อยจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงในธรรมชาติ เช่น การหายใจของสิ่งมีชีวิต และการระเบิดของภูเขาไฟ จากรูป ค่าความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเก็บรวบรวมข้อมูลของ National Oceanic and Atmospheric Administration (NOAA), Earth System Research Laboratory, Global Monitoring Division ประเทศสหรัฐอเมริกา แสดงให้เห็นถึงค่าความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญเกิน 300 ส่วนในหนึ่งล้านส่วน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1950 (ในช่วงยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 2) จากรูป แสดงถึงความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ยรายเดือนในชั้นบรรยากาศโลกที่วัดจากพื้นผิวมหาสมุทรทั่วทุกมุมโลก เส้นกราฟสีม่วง แสดงให้เห็นถึงค่าความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกวัดทุกๆ วันที่ 15 ของในแต่ละเดือน กราฟสีน้ำเงิน แสดงให้เห็นถึงความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกวัดเป็นรอบฤดู ในเดือนธันวาคม 2558 โลกของเรามีค่าความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 401.62 ส่วนในล้านส่วน ซึ่งเป็นสถิติที่สูงที่สุดในประวัติการณ์ตั้งแต่มีการบันทึกมา (NOAA) เชื่อมไปยัง: ระดับความรุนแรงของภัยพิบัติ แหล่งข้อมูล:…

โลกของเรามีอุณหภูมิที่สูงขึ้นจากการวัดความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิบนพื้นผิวของผืนดินและมหาสมุทร หน่วยงาน  Climatic Research Unit และ National Oceanic and Atmospheric Administration ได้เก็บข้อมูลสถิตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตั้งแต่ปี พ.ศ. 2431 – 2558 โลกมีอุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ 1 องศาเซลเซียส (NASA) อันเป็นผลพวงจากปรากฏการณ์เอลนิโน่ (El Niño) และกิจกรรมของมนุษย์ ในช่วงปีพ.ศ. 2554 – 2558 โลกของเรามาถึงช่วงจุดที่ร้อนที่สุดที่เคยได้ทำการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์มวลมนุษชาติ ซึ่งเป็นผลพวงมาจากระดับของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศที่สูงทะลุสถิติในซีกโลกเหนือของช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม 2558 สามารถวัดความเข้มข้นเฉลี่ยของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 400 ส่วนต่อล้านส่วน (part per million: ppm) ในชั้นบรรยากาศเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ส่งผลให้ปี 2558 เป็นปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยบันทึกมา จากการวัดอุณหภูมิบนพื้นผิวมหาสมุทรที่มีค่าสูงที่สุดตั้งแต่เริ่มบันทึกมา และอุณหภูมิที่สูงขึ้นนี้ก็คงจะเป็น “ข่าวร้าย” สำหรับโลกของเราจากนี้เป็นต้นไป (WMO) ความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลกในช่วงปี ค.ศ. 1888 – 2015 (พ.ศ. 2431 – 2558) กราฟสีเขียวแสดงอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกรายปีซึ่งมีความผันผวนมากกว่ากราฟสีส้มที่แสดงอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกราย 5 ปี จะเห็นว่า อุณหภูมิของโลกมีแนวโน้มที่สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งอุณหภูมิที่สูงขึ้นนี้ ส่งผลกระทบต่อมวลมนุษยชาติโดยตรง (เชื่อมไปยัง: ผลกระทบและความเสี่ยงในอนาคต)…

ก๊าซเรือนกระจก ก๊าซเรือนกระจก คือ ก๊าซที่เป็นองค์ประกอบของบรรยากาศโลกห่อหุ้มโลกไว้เสมือนเรือนกระจก ก๊าซเหล่านี้มีความจำเป็นต่อการรักษาอุณหภูมิของโลกให้คงที่ ซึ่งอาจแบ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกตามธรรมชาติและก๊าซเรือนกระจกจากภาคอุตสาหกรรม โดยองค์ประกอบที่สำคัญของก๊าซเรือนกระจก ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2), มีเทน (CH4), ไนตรัสออกไซด์  (N2O), ซีเอฟซี (CFCs), ไฮโดรฟลูโรคาร์บอนคาร์บอน (HFCs), เพอร์ฟลูโรคาร์บอน  (PFCs) และซัลเฟอร์เฮกซาฟลูออร์ไรด์ (SF6) ปรากฏการณ์เรือนกระจก ปรากฏการณ์เรือนกระจก คือ การที่โลกถูกห่อหุ้มด้วยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นองค์ประกอบของบรรยากาศโลกก๊าซเหล่านี้ดูดคลื่นรังสีความร้อนไว้ในเวลากลางวัน แล้วค่อยๆ แผ่รังสีความร้อนออกมาในเวลากลางคืน ทำให้อุณหภูมิในบรรยากาศโลกไม่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันหากไม่มีก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ จะทำให้อุณหภูมิในตอนกลางวันนั้นร้อนจัด และในตอนกลางคืนนั้นหนาวจัด ผลกระทบของธรรมชาติ VS มนุษย์ ต่อปรากฏการณ์ก๊าซเรือนกระจก โดยธรรมชาติแล้ว ก๊าซเรือนกระจกจะช่วยรักษาอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้อยู่ในระดับที่คงที่ อย่างไรก็ตาม กิจกรรมที่ดำเนินการโดยมนุษย์กลับส่งผลให้เกิด “ภาวะโลกร้อน (Global Warming)” อันเกิดจากสาเหตุการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงฟอสซิลและการตัดไม้ทำลายป่า แหล่งข้อมูล: http://ete.cet.edu/gcc/?/globaltemp_ghgandtemp/ http://www.herebeanswers.com/2015/06/what-is-difference-between-natural-greenhouse-effect-and-enhanced-greenhouse-effect.html
Menu Title