Browsing: Climate Change

องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เรียกโดยย่อว่า “อบก.” มีชื่อภาษาอังกฤษว่า “Thailand Greenhouse Gas Management Organization (Public Organization)” เรียกโดยย่อว่า “TGO” ขึ้นภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีวัตถุประสงค์หลักในการวิเคราะห์ กลั่นกรอง และทำความเห็นเกี่ยวกับการให้คำรับรองโครงการที่ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามกลไกการพัฒนาที่สะอาด รวมทั้ง ติดตามประเมินผลโครงการที่ได้รับคำรับรอง ส่งเสริมการพัฒนาโครงการ และการตลาดซื้อขายปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ได้รับการรับรอง เป็นศูนย์กลางข้อมูลที่เกี่ยวกับสถานการณ์ดำเนินงานด้านก๊าซเรือนกระจก จัดทำฐานข้อมูลเกี่ยวกับโครงการที่ได้รับคำรับรอง และการขายปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ได้รับการรับรอง ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพ ตลอดจนให้คำแนะนำแก่หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเกี่ยวกับการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก วิสัยทัศน์ บริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกอย่างมีประสิทธิผล เพื่อช่วยเศรษฐกิจ รักษาสิ่งแวดล้อม และเกื้อกูลสังคม พันธกิจ วิเคราะห์ กลั่นกรอง และทำความเห็นเกี่ยวกับการให้คำรับรองโครงการ ตลอดจนติดตามประเมินผลโครงการที่ได้รับคำรับรอง ส่งเสริมการพัฒนาโครงการ และการตลาดซื้อขายปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ได้รับการรับรอง เป็นศูนย์กลางข้อมูลที่เกี่ยวกับสถานการณ์ดำเนินงานด้านก๊าซเรือนกระจก จัดทำฐานข้อมูลเกี่ยวกับโครงการที่ได้รับคำรับรอง และการขายปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ได้รับการรับรอง ทั้งนี้ ตามนโยบายที่คณะกรรมการแห่งชาติและคณะกรรมการกำหนด ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพ ตลอดจนให้คำแนะนำแก่หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเกี่ยวกับการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก เผยแพร่และประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจัดการก๊าซเรือนกระจก ส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โครงการลดก๊าซเรือนกระจก CDM T-VER Crown Standard VCS JCM คาร์บอนเครดิตและสถานการณ์ตลาด ฉลากคาร์บอน / คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ ข้อมูลเพิ่มเติม: http://www.tgo.or.th

นโยบายเกี่ยวกับไฟป่า เครือข่าย Global Wildland Fire จะนำไปสู่ การพัฒนาหลักการหรือมาตรฐานสากลในด้านการบริหารจัดการไฟป่า การพัฒนาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับข้อตกลงระดับโลกและข้อตกลงระดับภูมิภาคด้านความร่วมมือในการบริหารจัดการไฟป่าข้ามพรมแดน การสนับสนุนผลักดันการแลกเปลี่ยนความรู้และทรัพยากรเพื่อการพัฒนาศักยภาพด้านการบริหารจัดการไฟป่า ตลอดจนการสร้างความร่วมมือในการตอบสนองต่อเหตุไฟป่าฉุกเฉิน การมีส่วนร่วมในการพัฒนานโยบายระหว่างประเทศที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก รวมไปถึงด้านอัคคีภัย เป้าหมายในอนาคตและการมีส่วนร่วมหลัง HFA 2015 (II) จะนำไปสู่ การปฏิรูปสถาบันและการปรับโครงสร้างการกำกับดูแลด้านการบริหารจัดการอัคคีภัย การกระตุ้นให้เกิดการจัดหาเงินทุนระหว่างประเทศเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการอัคคีภัย โดยเป็นปัจจัยหนึ่งในการส่งเสริมการปกป้องสิ่งแวดล้อมและการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ การสร้างผลกระทบที่เกิดจากความสัมพันธ์ของการใช้พื้นที่หรือการใช้ไฟ การเกิดไฟป่า และสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อพื้นที่ชุ่มน้ำธรรมชาติและที่ถูกรบกวนโดยมนุษย์ (พรุพิต หล่ม บึง) ไฟป่าในพื้นที่สูง และสังคม (สุขภาพและความมั่นคง) การสร้างศูนย์กลางในภูมิภาคเพื่อความเป็นเลิศด้านอัคคีภัยสำหรับการปฏิบัติงานที่เชื่อมประสานระหว่างวิทยาศาสตร์ การจัดการ และนโยบาย แหล่งข้อมูล: http://www.preventionweb.net/files/globalplatform/519f703aa7dffThe_Global_Fire_Monitoring_Center_and_the_Global_W._Fire_Network.pdf http://www.fire.uni-freiburg.de/course/meeting/2015/meet2015_02.htm แผนกลยุทธ์ความหลากหลายทางชีวภาพ   ในการประชุม decision X/2 ระหว่างวันที่ 18 ถึง 29 ตุลาคม 2553 ที่จัดขึ้นเป็นสมัยที่สิบของการประชุมภาคี ที่เมืองนาโกย่า จังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่น ได้นำไปสู่การลงมติยอมรับแผนกลยุทธ์ด้านความหลากหลายทางชีวภาพฉบับปรับปรุงสำหรับปี 2554-2563 ที่ครอบคลุมเป้าหมายด้านความหลากหลายทางชีวภาพของจังหวัดไอจิ โดยแผนกลยุทธ์ได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพไม่เพียงเฉพาะสำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงด้านความหลากหลายทางชีวภาพ แต่รวมไปถึงสำหรับระบบขององค์การสหประชาชาติทั้งหมดและพันธมิตรที่มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพและการพัฒนานโยบาย ลดอัตราการสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ รวมถึงป่าไม้ ให้เหลือครึ่งหนึ่งหรือลดอัตราการสูญเสียลงจนเกือบเป็นศูนย์ถ้าเป็นไปได้ ตั้งเป้าหมายการอนุรักษ์ร้อยละ 17 ของพื้นที่แหล่งน้ำบนบกและในแผ่นดิน และร้อยละ 10 ของพื้นที่ทะเลและชายฝั่ง…

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีภารกิจเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายและแผนการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวด ล้อม โดยเสนอแนะนโยบายและแผนการอนุรักษ์และบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่ง แวดล้อม รวมทั้งสนับสนุนการจัดการเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนติดตามตรวจสอบ มาตรการเงื่อนไข ผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความเข้มแข็งด้านเศรษฐกิจของประเทศ และสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนและคุณภาพชีวิตที่ดี ข้อมูลเพิ่มเติม: http://www.onep.go.th สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำเสนอแผนและยุทธศาสตร์เกี่ยวข้องกับการดำเนินการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดังนี้ แผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2558-2593 รายงานแห่งชาติฉบับที่ 2 "การจัดทำบัญชี ก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย เสนอต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม" ยุทธศาสตร์แห่งชาติว่าด้วยการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2551-2555 (ร่าง)แผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

กองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (GEF) ถูกก่อตั้งขึ้นก่อนการประชุมสุดยอดของโลก (Earth Summit) ที่นครริโอ เดอ จาเนโร ในปี 2535 โดยมีจุดประสงค์เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม นับตั้งแต่ก่อตั้งได้ให้เงินช่วยเหลือจำนวน 14,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และระดมเงิน 75,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับโครงการต่างๆ เกือบ 4,000 โครงการ นอกจากนี้กองทุนสิ่งแวดล้อมโลกยังเป็นพันธมิตรกับประเทศต่างๆ สถาบันระหว่างประเทศ องค์กรประชาสังคม และภาคเอกชน 183 แห่งในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมโลกด้วย กองทุนสิ่งแวดล้อมโลกทำหน้าที่เป็นกลไกทางการเงินให้กับอนุสัญญาเหล่านี้ อนุสัญญาว่าด้วยความหลากลายทางชีวภาพ (CBD) อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) อนุสัญญาสตอกโฮล์มว่าด้วยสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน (POPs) อนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย (UNCCD) อนุสัญญามินามาตะว่าด้วยการจัดการสารปรอท กองทุนสิ่งแวดล้อมโลก ถึงแม้จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับพิธีสาร ถึงแม้ว่ากองทุนสิ่งแวดล้อมโลกจะไม่ได้เกี่ยวข้องอย่างเป็นทางการกับพิธีสารมอนทรีออลว่าด้วยสารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน (MP) แต่ก็สนับสนุนการปฏิบัติตามพิธีสารฉบับดังกล่าวในหลายประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ข้อมูลเพิ่มเติม: https://www.thegef.org/gef/whatisgef

โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) เป็นหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลกที่สำคัญ ทำหน้าที่กำหนดวาระด้านสิ่งแวดล้อมทั่วโลก ส่งเสริมการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนภายในระบบของสหประชาชาติและทำหน้าที่ผู้สนับสนุนสิ่งแวดล้อมโลกที่มีอำนาจ UNEP มีหน้าที่หลัก 3 อย่าง ได้แก่ 1) ประเมินสภาพและแนวโน้มของสิ่งแวดล้อมในระดับชาติและระดับภูมิภาค 2) พัฒนาเอกสารด้านสิ่งแวดล้อมระดับชาติและระหว่างประเทศ 3) เสริมสร้างสถาบันต่างๆ เพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างชาญฉลาด แหล่งข้อมูล: http://www.unep.org/climatechange/ http://www.unep.org/pdf/UNEP_CC_STRATEGY_web.pdf

โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ทำหน้าที่ช่วยประเทศต่างๆ แก้ไขปัญหาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และยังคงเป็นองค์กรด้านการปรับตัวและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่ใหญ่ที่สุดในระบบของสหประชาชาติ นอกจากนี้ UNDP ยังให้การสนับสนุนประเทศต่างๆ ในการเปลี่ยนแปลงไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับต่ำและลดโลกร้อนอย่างยั่งยืน รวมถึงช่วยเตรียมความพร้อมและสร้างความเข้มแข็งในการรับมือกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และดำเนินการตามแผนพัฒนาสังคมคาร์บอนต่ำซึ่งมีจุดประสงค์ลดการใช้พลังงานและเพิ่มการใช้พลังงานสะอาดด้วย UNDP ให้ความร่วมมือในการจัดการเจรจาระดับโลกหลายครั้ง ซึ่งรวมถึงการเจรจาภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) และให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิคสำหรับกลไกเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยเหตุนี้ UNDP ได้ช่วยให้กว่า 140 ประเทศเข้าถึงและก่อตั้งความริเริ่มเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้สำเร็จ และที่ผ่านมา UNDP รับผิดชอบเรื่องปัญหาโลกร้อน การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนการเจรจานโยบายสำหรับโลกร้อน การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ UNDP ส่งเสริมการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยบูรณาการข้อมูลความเสี่ยงจากโลกร้อนและทางเลือกในการปรับตัวเข้าด้วยกันให้กลายเป็นกระบวนการวางแผนระดับประเทศหรือต่ำกว่าระดับประเทศและงบประมาณ ทั้งยังส่งเสริมและดำเนินการลงทุนแบบบูรณาการเพื่อปกป้องการดำรงชีพและการพัฒนาจากผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ปัจจุบัน UNDP กำลังให้ความช่วยเหลือด้านการจัดการความเสี่ยงแก่ประเทศต่างๆ กว่า 100 ประเทศ ซึ่งรวมถึงการสนับสนุนให้ประเทศด้อยพัฒนา 50 ประเทศในแอฟริกาและเอเชีย และประเทศกําลังพัฒนาที่เป็นเกาะขนาดเล็กกว่า 20 ประเทศทั่วโลก ดำเนินการขั้นพื้นฐานเพื่อค้นหาความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และหาทางลด จัดการและถ่ายโอนความเสี่ยงดังกล่าว จนถึงขณะนี้ประชาชนและชุมชนที่เสี่ยงได้รับผลกระทบกว่า 2 ล้านแห่งได้รับประโยชน์โดยตรงจากความริเริ่มที่ UNDP เป็นผู้ให้การสนับสนุน ในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปัจจุบัน UNDP กำลังพัฒนาหรือดำเนินโครงการเกี่ยวกับการใช้พลังงานอย่างยั่งยืนราว 170 โครงการ และกำลังสร้างผลงานโดยการให้เงินช่วยเหลือราว 585 ล้านดอลลาร์สหรัฐและให้กู้ร่วมเกือบ 4,670 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งในผลงานดังกล่าวรวมถึงการส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงบริการพลังงานสะอาดและราคาไม่แพง และส่งเสริมชุมชนเมืองที่มั่นคงและทนทานต่อความเสี่ยงจากภูมิอากาศและโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง…

สภาพภูมิอากาศเป็นหนึ่งปัจจัยของการมีสุขภาพที่ดีของผู้คนในพื้นที่ใดๆ ที่ส่งผลกระทบต่อปัจจัยการเข้าถึงทรัพยากรขั้นพื้นฐาน อาทิ อาหาร น้ำ ที่อยู่อาศัย และพลังงาน ตลอดศตวรรษที่ 21 การเพิ่มขึ้นของโรคภัยไข้เจ็บในรูปแบบใหม่ๆ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาและรายได้น้อย เป็นผลพวงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของการบาดเจ็บ และโรคภัยที่เกิดจากคลื่นความร้อนที่ทวีคูณความรุนแรง การเพิ่มขึ้นของผู้คนที่ขาดสารอาหารอันเนื่องมากจากผลผลิตทางอาหารลดลงในประเทศที่ยากจน ความเสี่ยงในการสูญเสียความสามารถในการทำงาน และผลิตภาพของแรงงานลดลงในกลุ่มประชากรเสี่ยง (Vulnerable population) เป็นต้น การเปลี่ยนแปลงแรกสุดด้านสุขอนามัยที่เห็นได้ชัดอาจมาจากเปลี่ยนแปลงพิกัดด้านภูมิศาสตร์และฤดูกาลของเชื้อโรคติดต่อรวมถึงเชื้อที่ต้องใช้พาหะนำโรค เช่น มาลาเรีย ไข้เลือดออก หรือโรคติดเชื้อจากอาหาร (ท้องร่วง; Salmonellosis) ซึ่งจะเห็นได้ชัดที่สุดในช่วงเดือนที่มีอากาศร้อน การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลกส่งผลกระทบต่อการดำเนินระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศหลายแห่ง เช่นเดียวกันกับผลกระทบต่อสุขอนามัยของมนุษย์ที่บางผลกระทบมีประโยชน์ต่อสุขอนามัยของคน เช่น ฤดูหนาวที่ไม่หนาวจัดลดการเสียชีวิตในช่วงที่หนาวสุดในประเทศแถบอบอุ่น ในขณะเดียวกัน อุณหภูมิที่สูงขึ้นในเขตร้อนอาจลดอัตราการรอดของประชากรยุงที่เป็นพาหะของเชื้อโรคได้ อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์พิจารณาว่าในภาพรวมแล้ว ผลกระทบด้านสุขอนามัยส่วนใหญ่เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศยังคงมีผลเสียมากกว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมามีความเป็นไปได้ในการส่งผลด้านสุขภาพ ในความจริงแล้วองค์การอนามัยโลกได้คาดคะเนไว้ในรายงาน "World Health Report 2002" ว่าในปี 2000 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศถูกคาดการณ์ว่าเป็นสาเหตุของโรคท้องร่วงประมาณร้อยละ 2.4 จากทั่วโลก และเป็นสาเหตุของโรคมาลาเรียร้อยละ 6 ในบางประเทศที่มีรายได้ปานกลาง อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยสามารถโดนระบุได้ยากในสภาพที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ จากปัจจัยอื่นๆ ที่มีอยู่แล้ว การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยดังกล่าวนั้น จะสามารถบ่งชี้ได้ง่ายขึ้นถ้ามีการสังเกตที่คล้ายกันในกลุ่มประชากรที่ต่างกันออกไป ในประเทศไทย อุณหภูมิที่สูงขึ้นก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านสุขภาพ โดยเฉพาะความเครียดจากความร้อน การเจ็บป่วย และโรคที่เกิดจากเชื้อในน้ำ ซึ่งความเครียดจากความร้อนจะนำไปสู่เหตุการณ์ตะคริวแดด เพลียแดด และลมแดดได้…

ประชากรโลกจะต้องเผชิญกับสถานการณ์ขาดแคลนน้ำ ภัยแล้ง และน้ำท่วมอย่างรุนแรงและฉับพลันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในศตวรรษที่ 21 ส่งผลให้แหล่งน้ำผิวดิน และแหล่งน้ำบาดาลต้องเหือดแห้งไปในภูมิภาคกึ่งโซนร้อน และในภูมิภาคที่แห้งแล้งอยู่แล้วก็ดูเหมือนว่าภัยแล้งจะเพิ่มความรุนแรงขึ้นอีก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลต่อให้เกิดความเสี่ยงของการด้อยคุณภาพของน้ำดิบที่น้ำมาผลิตน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคโดยตรง IPCC (2014) คาดการณ์ว่าสัตว์น้ำในทะเลจะเกิดการอพยพย้ายถิ่น และการแพร่กระจายเผ่าพันธุ์ที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงการลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลในหลายภูมิภาคที่อ่อนไหวในปี 2643 จากการสังเกตการณ์ทางด้านการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศ ระบบน้ำทะเลที่สูงขึ้นจะส่งผลต่อระบบชายฝั่งและที่ราบลุ่มที่มีพื้นที่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล (low-lying coastal areas) มีโอกาสที่จะจมลงจากน้ำท่วมและผุกร่อนในศตวรรษที่ 21 และหลังจากนั้น ความเสี่ยงจากชายฝั่งอาจจะส่งผลกระทบต่อขนาดการเจริญเติบโตของประชากร การพัฒนาเศรษฐกิจ และความเป็นเมือง (Urbanization) ซึ่งเหล่านี้เป็นความกดดันของกลุ่มประชากรที่อยู่อาศัยบริเวณชายฝั่ง การประมงและการท่องเที่ยวอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปัจจัยอื่นๆ และผลกระทบจากแนวปะการังส่งผลต่อการผุกร่อนของที่อยู่อาศัยของอนุบาลสัตว์น้ำ การเพิ่มขึ้นของน้ำท่วมตามบริเวณแนวชายฝั่งจากคลื่นและพายุ และการเสื่อมลงของสภาพแวดล้อมโดยรอบ ความเสียหายอย่างมากเหล่านี้อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลและหมู่เกาะทั้งหลาย แหล่งข้อมูล: IPCC, 2014: Climate Change 2014: Synthesis Report. Contribution of Working Groups I, II and III to the Fifth Assessment Report of the Intergovernmental Panel on Climate Change [Core Writing…

ป่าไม้มีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพในธรรมชาติและระบบนิเวศอย่างมาก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อระบบนิเวศทั้งระบบ การคาดการณ์ปี 2050 (พ.ศ. 2593) แสดงให้เห็นว่าป่าไม้และระบบนิเวศของโลกจะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าที่มันสามารถจะดูดซับได้ อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นส่งผลโดยตรงต่อสิ่งมีชีวิตทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นพืช และสัตว์บางชนิดจำต้องอพยพไปอยู่ในดินแดนที่มีอากาศเย็นกว่า ในดินแดนเขตอบอุ่น (Temperate Region) สัตว์ พืช และพรรณไม้ สามารถเคลื่อนย้าย อพยพตัวเองได้ประมาณ 25-40 กิโลเมตรต่อศตวรรษ อย่างไรก็ตาม อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 3 องศาเซลเซียสในหลายร้อยปีที่ผ่านมา ส่งผลให้สิ่งมีชีวิตทั้งหลายอาจจำต้องอพยพย้ายที่อยู่ไปไกลมากกว่าหลายร้อยกิโลเมตร การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มสูงขึ้ยอย่างมีนัยยสำคัญ และปัจจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอื่นๆ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อป่าไม้ที่เสื่อมโทรมลงและการสูญพันธ์ของสิ่งมีชีวิตนานาชนิด ยกตัวอย่างเช่น การคาดการณ์ในผืนป่าอเมซอน ระบุว่า ร้อยละ 43 ของตัวแทนสิ่งมีชีวิตทั้ง 193 ชนิดจะสูญพันธ์ลงในปีพ.ศ. 2638 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ของสัตว์และพรรณพืชทุกชนิด สภาวะโลกร้อนส่งผลต่ออัตราการเพิ่มขึ้นของไฟป่า ผลผลิตในฟืขตกต่ำลง ภาวะภัยแล้ง พายุ ไฟป่า การแพร่กระจายของแมลงอย่างรวดเร็ว และส่งผลกระทบโดยตรงต่อที่อยู่อาศัยของผู้คนนับล้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้รายได้น้อย แหล่งข้อมูล: Climate change and its impact on forests, VITAL FOREST GRAPHICS, หน้า 35-36

ภาคพลังงานเป็นภาคที่ส่งผลกระทบต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด และโดยทั่วไปแล้ว จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึง ร้อยละ 90 และก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ ร้อยละ 75 ของก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดในประเทศที่พัฒนาแล้ว การปล่อยก๊าซเรือกระจกหลัก (Stationary combustion) คิดเป็นร้อยละ 70 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงาน ร้อยละ 50 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลักนี้มีความเกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะโรงผลิตไฟฟ้าและโรงกลั่นน้ำมัน (Power plant and refineries) และร้อยละ 25 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงานเป็นผลพวงจากการเผาไหม้จากกิจกรรมการขนส่ง (การขนส่งบนถนนและการขนส่งอื่นๆ) การใช้พลังงานที่เกี่ยวข้องกับการเผาไหม้เชื้อเพลิงสามารถแบ่งประเภทของกิจกรรมได้ดังนี้ 1) อุตสากรรมพลังงาน 2) โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆและการก่อสร้าง 3) การขนส่ง 4) ภาคอื่นๆ 5) ไม่สามารถระบุได้ ดังรูปด้านล่าง (Garg, Kazunari & Pulles, 2006). แหล่งข้อมูล: Garg, A., & Pulles, T. (2006). Draft 2006 IPCC Guidelines for National Greenhouse Gas Inventories. IPCC. Retrieved from: https://www.ipcc.ch/meetings/session25/doc4a4b/vol2.pdf…
Menu Title