Browsing: Climate Change

ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เป็นก๊าซที่ทำหน้าที่กักความร้อนไม่ให้ออกสู่ชั้นบรรยากาศ จึงทำให้โลกของเรามีอุณหภูมิสูงขึ้น ก๊าซ CO2 จะถูกปลดปล่อยผ่านกิจกรรมของมนุษย์โดยตรง เช่น การตัดไม้ทำลายป่า การเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล และการปลดปล่อยจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงในธรรมชาติ เช่น การหายใจของสิ่งมีชีวิต และการระเบิดของภูเขาไฟ จากรูป ค่าความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเก็บรวบรวมข้อมูลของ National Oceanic and Atmospheric Administration (NOAA), Earth System Research Laboratory, Global Monitoring Division ประเทศสหรัฐอเมริกา แสดงให้เห็นถึงค่าความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญเกิน 300 ส่วนในหนึ่งล้านส่วน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1950 (ในช่วงยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 2) จากรูป แสดงถึงความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ยรายเดือนในชั้นบรรยากาศโลกที่วัดจากพื้นผิวมหาสมุทรทั่วทุกมุมโลก เส้นกราฟสีม่วง แสดงให้เห็นถึงค่าความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกวัดทุกๆ วันที่ 15 ของในแต่ละเดือน กราฟสีน้ำเงิน แสดงให้เห็นถึงความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกวัดเป็นรอบฤดู ในเดือนธันวาคม 2558 โลกของเรามีค่าความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 401.62 ส่วนในล้านส่วน ซึ่งเป็นสถิติที่สูงที่สุดในประวัติการณ์ตั้งแต่มีการบันทึกมา (NOAA) เชื่อมไปยัง: ระดับความรุนแรงของภัยพิบัติ แหล่งข้อมูล:…

โลกของเรามีอุณหภูมิที่สูงขึ้นจากการวัดความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิบนพื้นผิวของผืนดินและมหาสมุทร หน่วยงาน  Climatic Research Unit และ National Oceanic and Atmospheric Administration ได้เก็บข้อมูลสถิตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตั้งแต่ปี พ.ศ. 2431 – 2558 โลกมีอุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ 1 องศาเซลเซียส (NASA) อันเป็นผลพวงจากปรากฏการณ์เอลนิโน่ (El Niño) และกิจกรรมของมนุษย์ ในช่วงปีพ.ศ. 2554 – 2558 โลกของเรามาถึงช่วงจุดที่ร้อนที่สุดที่เคยได้ทำการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์มวลมนุษชาติ ซึ่งเป็นผลพวงมาจากระดับของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศที่สูงทะลุสถิติในซีกโลกเหนือของช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม 2558 สามารถวัดความเข้มข้นเฉลี่ยของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 400 ส่วนต่อล้านส่วน (part per million: ppm) ในชั้นบรรยากาศเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ส่งผลให้ปี 2558 เป็นปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยบันทึกมา จากการวัดอุณหภูมิบนพื้นผิวมหาสมุทรที่มีค่าสูงที่สุดตั้งแต่เริ่มบันทึกมา และอุณหภูมิที่สูงขึ้นนี้ก็คงจะเป็น “ข่าวร้าย” สำหรับโลกของเราจากนี้เป็นต้นไป (WMO) ความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลกในช่วงปี ค.ศ. 1888 – 2015 (พ.ศ. 2431 – 2558) กราฟสีเขียวแสดงอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกรายปีซึ่งมีความผันผวนมากกว่ากราฟสีส้มที่แสดงอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกราย 5 ปี จะเห็นว่า อุณหภูมิของโลกมีแนวโน้มที่สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งอุณหภูมิที่สูงขึ้นนี้ ส่งผลกระทบต่อมวลมนุษยชาติโดยตรง (เชื่อมไปยัง: ผลกระทบและความเสี่ยงในอนาคต)…

ก๊าซเรือนกระจก ก๊าซเรือนกระจก คือ ก๊าซที่เป็นองค์ประกอบของบรรยากาศโลกห่อหุ้มโลกไว้เสมือนเรือนกระจก ก๊าซเหล่านี้มีความจำเป็นต่อการรักษาอุณหภูมิของโลกให้คงที่ ซึ่งอาจแบ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกตามธรรมชาติและก๊าซเรือนกระจกจากภาคอุตสาหกรรม โดยองค์ประกอบที่สำคัญของก๊าซเรือนกระจก ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2), มีเทน (CH4), ไนตรัสออกไซด์  (N2O), ซีเอฟซี (CFCs), ไฮโดรฟลูโรคาร์บอนคาร์บอน (HFCs), เพอร์ฟลูโรคาร์บอน  (PFCs) และซัลเฟอร์เฮกซาฟลูออร์ไรด์ (SF6) ปรากฏการณ์เรือนกระจก ปรากฏการณ์เรือนกระจก คือ การที่โลกถูกห่อหุ้มด้วยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นองค์ประกอบของบรรยากาศโลกก๊าซเหล่านี้ดูดคลื่นรังสีความร้อนไว้ในเวลากลางวัน แล้วค่อยๆ แผ่รังสีความร้อนออกมาในเวลากลางคืน ทำให้อุณหภูมิในบรรยากาศโลกไม่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันหากไม่มีก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ จะทำให้อุณหภูมิในตอนกลางวันนั้นร้อนจัด และในตอนกลางคืนนั้นหนาวจัด ผลกระทบของธรรมชาติ VS มนุษย์ ต่อปรากฏการณ์ก๊าซเรือนกระจก โดยธรรมชาติแล้ว ก๊าซเรือนกระจกจะช่วยรักษาอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้อยู่ในระดับที่คงที่ อย่างไรก็ตาม กิจกรรมที่ดำเนินการโดยมนุษย์กลับส่งผลให้เกิด “ภาวะโลกร้อน (Global Warming)” อันเกิดจากสาเหตุการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงฟอสซิลและการตัดไม้ทำลายป่า แหล่งข้อมูล: http://ete.cet.edu/gcc/?/globaltemp_ghgandtemp/ http://www.herebeanswers.com/2015/06/what-is-difference-between-natural-greenhouse-effect-and-enhanced-greenhouse-effect.html

พิธีสารเกียวโตเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศที่เชื่อมโยงกับอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งกำหนดให้ประเทศภาคีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมายโดยมีผลผูกพันตามกฎหมาย เนื่องจากประเทศพัฒนาแล้วเป็นสาเหตุสำคัญของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณสูงสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งเป็นผลมาจากการทำอุตสาหกรรมกว่า 150 ปี พิธีสารเกียวโตจึงได้เพิ่มเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้กับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ภายใต้หลักการ “ความรับผิดชอบร่วมกันในระดับที่แตกต่างกัน” พิธีสารเกียวโตได้รับการลงนามรับรองที่เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2540 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2548 ส่วนความตกลงมาร์ราเกชหรือรายละเอียดข้อบังคับในการปฏิบัติตามพิธีสารเกียวโตได้รับการลงนามรับรองในที่ประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 7 (COP7) ที่เมืองมาร์ราเกช ประเทศโมรอกโก ในปี 2544 ระยะผูกพันช่วงแรกเริ่มขึ้นในปี 2551 และสิ้นสุดลงในปี 2555 ข้อตกลงแก้ไขพิธีสารเกียวโตได้รับการลงนามรับรองที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2555  สาระสำคัญของข้อตกลงแก้ไขพิธีสารเกียวโต มีดังนี้ พันธกรณีระยะใหม่ในการลดก๊าซเรือนกระจกสำหรับประเทศภาคีสมาชิกพิธีสารเกียวโตในภาคผนวกที่ 1 หรือกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งยอมรับพันธกรณีในช่วงระยะผูกพันที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 ไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 รายชื่อก๊าซเรือนกระจกที่ประเทศภาคีต้องส่งรายงานในระยะผูกพันที่ 2 ฉบับแก้ไข แก้ไขหลายมาตราของพิธีสารเกียวโตที่เกี่ยวข้องกับระยะผูกพันช่วงแรกและจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงสำหรับระยะผูกพันช่วงที่ 2 กลไกภายใต้พิธีสารเกียวโต พิธีสารเกียวโตกำหนดให้ประเทศภาคีต้องทำตามเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยการใช้นโยบายระดับประเทศ แต่ก็เสนอวิธีเพิ่มเติมในการบรรลุเป้าหมายด้วยกลไกทางการตลาด 3 อย่าง หรือที่เรียกว่า กลไกภายใต้พิธีสารเกียวโต ได้แก่ กลไกการซื้อขายสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกระหว่างประเทศ…

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะส่งผลกระทบต่อความเสี่ยงที่มีอยู่และความเสี่ยงในรูปแบบใหม่ๆต่อระบบนิเวศและมนุษยชาติ สภาวะโลกร้อนในอนาคตยังส่งผลกระทบที่รุนแรง แพร่กระจายและย้อนกลับไม่ได้ต่อผู้คน สิ่งมีชีวิตทุกสปีซี่ และระบบนิเวศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การดำเนินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูงนั้น ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบในเชิงลบต่อความหลากหลายทางชีววภาพ การบริการของระบบนิเวศ และการพัฒนาทางเศรษฐกิจ แต่ยังนำไปสู่ความเสี่ยงในเรื่องของความเป็นอยู่ อาหาร และความมั่นคงของมนุษย์อีกด้วย ปัจจัยเสี่ยงทั้ง 14 ปัจจัย สำหรับแต่ละภูมิภาค รวมทั้งศักยภาพในการลดความเสี่ยงผ่านการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Mitigation) และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (adaptation) และข้อจำกัดในการปรับตัวฯ ในแต่ละปัจจัยเสี่ยงถูกแบ่งระดับจากต่ำมาก ต่ำ ปานกลาย สูง และสูงมาก ซึ่งถูกแบ่งจากช่วงเวลาปัจจุบัน (present) ระยะใกล้ (near term) (ในช่วง พ.ศ. 2573- พ.ศ. 2583) และระยะยาว (long term) (ในช่วง พ.ศ. 2623- พ.ศ. 2643) ในระยะใกล้ มีการประมาณการณ์กันว่า ระดับอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะไม่ได้แตกต่างจากแผนจำลองการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ได้อย่างเห็นได้ชัด ในระยะยาว ระดับความเสี่ยงมีความเป็นไปได้  2 ทิศทาง ได้แก่ อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น 2 และ 4 องศาเซลเซียสจากระดับอุณหภูมิก่อนยุคอุตสาหกรรม (Pre-industrial levels) สำหรับแต่ละกรอบเวลานั้น ระดับความเสี่ยงถูกอ้างอิงจากความต่อเนื่องของการปรับตัวในปัจจุบัน และการคาดการณ์การปรับตัวในระดับสูงในปัจจุบันหรืออนาคต ปัจจัยเสี่ยงต่างๆไม่จำเป็นต้องมีความเกี่ยวโยงกัน โดยเฉพาะในภูมิภาคที่ต่างกัน IPCC…

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาซับซ้อนที่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตบนโลกของเราในทุกๆ ด้าน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในปีพ.ศ. 2553 รัฐบาลหลายประเทศเห็นตรงกันว่าจำเป็นต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้นต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส และเพื่อให้เห็นภาพรวมของการแก้ไขปัญหาโลกร้อนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น จะเริ่มต้นด้วยการเล่าความเป็นมาคร่าวๆ และเหตุการณ์สำคัญของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ในเรื่องข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพอากาศ ในปีพ.ศ. 2535 หลายประเทศได้ร่วมลงนามรับรองอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นผลมาจากการที่โลกร้อนขึ้น และเพื่อจัดการกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในปีพ.ศ. 2538 หลายประเทศตระหนักว่าข้อกำหนดลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังไม่เพียงพอ จึงได้เจรจาหารือกันอีกหลายครั้งโดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ทั่วโลกเพิ่มการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปีพ.ศ. 2540 ก็ได้จัดทำพิธีสารเกียวโตขึ้น พิธีสารเกียวโต กำหนดให้ประเทศพัฒนาแล้วลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยเป็นข้อผูกพันทางกฎหมาย ระยะเวลาผูกมัดพิธีสารเกียวโตช่วงแรกเริ่มขึ้นในปีพ.ศ. 2551 และสิ้นสุดในปีพ.ศ. 2555 ช่วงที่ 2 เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2556 และจะสิ้นสุดลงในปีพ.ศ. 2563 ปัจจุบันอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) มีภาคีสมาชิก 195 ประเทศ ส่วนพิธีสารเกียวโตมีภาคีสมาชิก 192 ประเทศ พิธีสารเกียวโตมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2548 และนับแต่นั้นมาประเทศภาคีก็ได้เจรจาหารือกันมาเรื่อยๆ และได้ปรับปรุงแก้ไขพิธีสารเกียวโตเพื่อบรรลุเป้าหมายที่สูงขึ้นให้ได้ภายในปี 2573 ลำดับเหตุการณ์การเจรจา ดาวน์โหลด: ลำดับเหตุการณ์เจรจา UNFCCC แหล่งข้อมูล: https://unfccc.int/essential_background/items/6031.php http://www.scribd.com/doc/280184753/History-of-the-UNFCCC-Negotiations?mc_cid=59aa560ee3&mc_eid=3a3280bfbe…

More U.S. drivers are springing for premium gasoline, and part of the trend has nothing to do with oil’s slump. Though gas prices have dipped to the lowest levels since 2009, automakers are also making fundamental changes to how cars run. Those changes, according to a recent government analysis, will have “widespread implications” for future fuel markets. Pushing the higher octane button at the pump no…

Portugal became the latest country to coast solely on renewable energy this month, going without fossil-fuel power for four days straight. Denmark, Germany, and others recently have declared similar feats. But are these temporary clean-power surges a mark of real change, and if so, how far can that go? “This is definitely signalling a shift in terms of the energy mix,” says Luca De Lorenzo, project…

The team that's attempting to make the first solar-powered flight around the world completed another milestone Sunday, when its craft landed at Moffett Airfield in California's San Francisco Bay area. Having taken off from Hawaii, this was the ninth leg of the trip and represented the team's first return to the air since last July, after weather and repairs to its plane led to a delay in…
Menu Title