Browsing: Mitigation

ในปัจจุบัน ภาคการก่อสร้างเผชิญความท้าทายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่สิ่งแวดล้อม ในขณะที่ต้องรักษามาตรฐานและคุณภาพในการก่อสร้าง กว่า 1 ใ น 3 ของสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกมาจากภาคการก่อสร้าง โดยสาเหตุหลักมาจากการใช้พลังงานเชื้อเพลิงจากฟอสซิลเป็นหลักในการผลิตวัสดุก่อสร้างสำหรับระบายความร้อน ระบบแสงสว่าง ระบบน้ำร้อน อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ซึ่งการบรรเทาและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในด้านการก่อสร้างนอกจากจะสร้างโอกาสในการสร้างระบบเศรษฐกิจที่ยังยืนแล้วยังสร้างโอกาสการทำงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการก่อสร้างมาจากการใช้ไฟฟ้า (8.6 กิกะตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือ GtCO2) และฮาโลคาร์บอน (รวมถึงคลอโรฟลูออโรคาร์บอนหรือ CFCs และไฮโดรคลอโรฟลูโอโรคาร์บอน หรือ HCFCs ในสารทำความเย็นประมาณ 1.5 กิกะตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า) ในปีพ.ศ. 2547 IPCC ประเมินว่าภาคการก่อสร้างปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสู่ชั้นบรรยากาศประมาณ 3 กิกะตันต่อปี ทั้งนี้ภาคการก่อสร้างเสนอการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบประหยัดต้นทุนในทุกภูมิภาคภายในปี พ.ศ. 2573 ซึ่งมีตั้งแต่ 0-2 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิกะตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในประเทศกำลังพัฒนา โดยใช้มาตรการการออกแบบภายในอาคารแบบบูรณาการ การปรับปรุงซ่อมแซมอย่างมีประสิทธิภาพและการใช้อาคารที่ใช้พลังงานน้อยที่สุดหรือเป็นศูนย์และอาคารที่ไม่ใช้พลังงาน กระบวนการบูรณาการเพื่อการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในบริบทของโลกด้านการก่อสร้าง ประกอบด้วย 3 ดานหลักคือ ด้านฮาร์ดแวร์ ได้แก่ กลยุทธ์การออกแบบ เทคโนโลยีและการปฏิบัติ ด้านซอฟ์ทแวร์ ได้แก่ แนวทางปฏิบัติ ประสบการณ์และความรู้ ด้าน Orgware ได้แก่ ความเป็นไปได้สำหรับการดำเนินงานและการแพร่หลายของเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงนโยบายการสนับสนุนและเสริมสร้างศักยภาพการฝึกอบรมซึ่งเป็นรูปแบบพื้นฐานของด้านฮาร์ดแวร์ ซึ่งหมายถึงรูปแบบการดำเนินชีวิตและพฤติกรรมของผู้ใช้งานโดยผ่านการศึกษาและโปรแกรมต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดความตระหนักรู้ กระบวนการบูรณาการเพื่อการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในบริบทของโลกด้านการก่อสร้างดังกล่าวมีส่วนช่วยในการปรับปรุงสามารถกำหนดความชัดเจนในการดำเนินงานและบรรเทาผลกระทบการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการก่อสร้างเพื่อที่จะปรับปรุงสภาพการทำงานและสภาพแวดล้อมของผู้ปฏิบัติงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่กำลังพัฒนาซึ่งมีความต้องการเข้าถึงในด้านเทคโนโลยี รายละเอียดของกรอบการทำงานเพื่อการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในบริบทของโลกด้านการก่อสร้างสามารถแบ่งได้ 8…

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการจัดการขยะและของเสียคิดเป็นส่วนน้อยของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ทั้งหมด ภาคส่วนนี้จึงอยู่ในฐานะผู้ประหยัดก๊าซเรือนกระจกให้กับภาคส่วนอื่นๆ ด้วยการป้องกันการเกิดขยะและนำขยะกลับมาใช้ใหม่  (UNEP, 2010) มาตรการที่สามารถนำมาใช้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคส่วนนี้ ได้แก่ การนำก๊าซมีเทนที่เกิดจากการฝังกลบขยะมูลฝอยมาใช้ใหม่ การใช้เตาเผาขยะที่มีการนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่ การทำปุ๋ยหมักจากขยะอินทรีย์ การบำบัดน้ำเสีย การรีไซเคิลและการลดจำนวนขยะให้เหลือน้อยที่สุด (IPCC, 2550) ในส่วนของขยะจากการบริโภค (Post-consumer waste) นับเป็นส่วนน้อยที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด โดยส่วนประกอบหลักของก๊าซเรือนกระจกส่วนนี้ ประกอบด้วยก๊าซมีเทนที่เกิดจากการนำขยะไปฝังกลบ ก๊าซมีเทนที่เกิดจากน้ำเสีย และก๊าซไนตรัสออกไซด์ นอกจากนี้ ยังมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) อีกเล็กน้อย ที่เกิดจากการเผาขยะที่มีคาร์บอน (เช่น พลาสติก และวัตถุสิ่งทอสังเคราะห์) การทำให้ก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากขยะและของเสียลดน้อยลง สามารถทำได้ด้วยเทคโนโลยีที่หลากหลาย เช่น การนำก๊าซที่เกิดจากขยะที่ถูกฝังกลบมาใช้ (เพื่อลดการปล่อยก๊าซมีเทน) การนำขยะจากการบริโภคมาใช้ใหม่ (เพื่อป้องกันการสร้างขยะ) การทำปุ๋ยจากขยะและของเสีย (เพื่อหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก) รวมไปถึงการดำเนินกระบวนการที่สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่าการนำขยะไปฝังกลบ (กระบวนการที่ใช้ความร้อน เช่น การกำจัดขยะโดยการเผา กระบวนการเผาไหม้ร่วมกันทางอุตสาหกรรม การบำบัดโดยวิธีเชิงกลชีวภาพ (Mechanical Biological Treatment (MBT)) และการย่อยสลายโดยไม่ใช้ออกซิเจน) ดังนั้น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากขยะและของเสีย ต้องอาศัยเทคโนโลยีที่หลากหลาย โดยการนำเทคโนโลยีต่างๆ ไปประยุกต์ใช้นั้นจะขึ้นอยู่กับแรงผลักดันจากระดับท้องถิ่น ประเทศ และภูมิภาค ในการบริหารจัดการขยะและของเสีย และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แหล่งข้อมูล: UNEP. 2010. Waste…

ภาคการขนส่งเป็นต้นเหตุการปล่อยคาร์บอนที่เกี่ยวข้องกับพลังงานราว 1 ใน 4 ของการปล่อยทั่วโลก เนื่องจากการขนส่งจำเป็นต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิง (UNFCCC, 2014) แต่ก็มีหลายมาตรการที่สามารถนำมาใช้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการขนส่งได้ หลายประเทศสนับสนุนการใช้ยานพาหนะที่ประหยัดน้ำมันและยานพาหนะแบบไฮบริด ปัจจุบันทั่วโลกก็หันมาให้ความสนใจรถที่ใช้ไฟฟ้าเนื่องจากเทคโนโลยีของรถชนิดนี้สามารถทำกำไรได้และช่วยลดต้นทุน นอกจากนี้การใช้รถไฟและระบบขนส่งสาธารณะยังสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในเมืองใหญ่ได้ ยานพาหนะสะอาด (Cleaner Vehicles) เทคโนโลยีทางเลือกเพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมในภาคการคมนาคมขนส่งมีอยู่หลายอย่างด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยียานพาหนะขั้นสูง เชื้อเพลิงทางเลือก และการปรับปรุงคุณภาพเชื้อเพลิง โดยในส่วนนี้จะทำการเปรียบเทียบระหว่างเทคโนโลยียานพาหนะ 3 ประเภท ได้แก่ รถยนต์ไฮบริด (Hybrid Electric Vehicles: HEV) รถยนต์ไฮบริดจ์เป็นการผสมผสานเทคโนโลยีเครื่องยนต์เผาไหม้และเครื่องยนต์ไฟฟ้าเข้าด้วยกัน ส่งผลให้มีการใช้เชื้อเพลิงและการปล่อยมลพิษจากท่อไอเสียลดลงเมื่อเทียบกับรถยนต์แบบธรรมดา การพัฒนารถยนต์ไฮบริดจ์ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนารถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้าซึ่งจะทำให้ไม่มีการปล่อยมลพิษที่เกิดจากการเผาไม้ชื้อเพลิงอีก รถยนต์ดีเซลสะอาด (Clean Diesel Vehicles: CDV) เป็นการผสมผสานกันของเทคโนโลยีบำบัดขั้นสูงในเครื่องยนต์ เช่น ตัวกรอง หรือการใช้น้ำมันดีเซลที่มีสารประกอบซัลเฟอร์ต่ำในรถยนต์ เทคโนโลยีเหล่านี้สามารถนำไปใช้สำหรับรถโดยสารประจำทางหรือรถบรรทุกก็ได้ รถยนต์ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติอัดแรงดัน (Compressed Natural Gas Vehicles: CNG) เป็นการดัดแปลงเครื่องยนต์ให้สามารถทำงานได้โดยการใช้ก๊าซธรรมชาติ (95% ก๊าซมีเทน) โดยจะทำการบรรจุก๊าซเข้าไปในถังเชื้อเพลิงที่ความดันสูง (ประมาณ 200-240 บาร์) โดยสามารถดัดแปลงทั้งเครื่องยนต์เบนซินและเครื่องยนต์ดีเซลให้มีความเหมาะสมสำหรับการใช้ก๊าซธรรมชาติ โดยทำการเปรียบเทียบในแง่ของการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การใช้เชื้อเพลิง พบว่ามีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และมลพิษทางอากาศอื่นๆ น้อยกว่ารถยนต์ทั่วไป อีกทั้งยังใช้เชื้อเพลิงน้อยกว่ารถยนต์ทั่วไปโดยตลอดอายุการใช้งานของรถยนต์ไฮบริดจ์สามารถลดการใช้เชื้อเพลิงลงได้ถึง 6,000…

ภาคอุตสาหกรรมผลิตสินค้าและวัตถุดิบให้กับผู้บริโภคทุกวัน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มาจากภาคอุตสาหกรรมเป็นการปล่อยทั้งแบบทางตรงและทางอ้อม การปล่อยแบบทางตรงมาจากการทำกิจกรรมอุตสาหกรรม เช่น การเผาเชื้อเพลิงเพื่อให้เกิดพลังงานหรือความร้อน ปฏิกิริยาเคมี การรั่วไหลจากกระบวนการทางอุตสาหกรรม เป็นต้น ส่วนการปล่อยแบบทางอ้อมมาจากการผลิตไฟฟ้า แต่ยังมีวิธีที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคอุตสาหกรรมได้ เช่น การใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าให้เกิดประโยชน์สูงสุด การนำความร้อนและพลังงานกลับมาใช้ใหม่ และการรีไซเคิลวัสดุและการทดแทน อุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Industrial Ecology) อุตสาหกรรมเชิงนิเวศ คือ การบูรณาการวิธีการจัดการผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการใช้พลังงาน วัตถุดิบ และเงินทุนโดยพิจารณาจากระบบนิเวศอุตสาหกรรม แนวความคิดเรื่องอุตสาหกรรมเชิงนิเวศเป็นการเปลี่ยนจากการควบคุมมลพิษที่ปลายทางเป็นการป้องกันและวางแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยมองวงจรอุตสาหกรรมเหมือนกับระบบนิเวศในธรรมชาติ นอกจากนี้ยังเป็นการเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงานของอุตสาหกรรมจากการดำเนินงานแบบเส้นตรง (Linear) (คือ การนำทรัพยากรธรรมชาติและพลังงานมาใช้แล้วปล่อยของเสียที่ผ่านการบำบัดแล้วที่ปลายทาง) ให้เป็นแบบวงจรปิด (Closed-loop) ดังตัวอย่างที่แสดงไว้ใน รูปที่ 1 ก็คือให้เกิดการใช้วัตถุดิบและพลังงานแบบหมุนเวียนภายในอุตสาหกรรม ยกตัวอย่างเช่น การนำกลับมาใช้ซ้ำ การรีไซเคิล เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะช่วยลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังเป็นตรวจติดตามการดำเนินงานและการเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตอีกด้วย ซึ่งการนำแนวคิดนี้มาใช้จำเป็นจะต้อง มีความเข้าใจการใช้และการเปลี่ยนรูปของพลังงานและวัตถุดิบในระบบนิเวศอุตสาหกรรม เข้าใจแหล่งกำเนิดของของเสียและศักยภาพในการนำของเสียมาใช้ พัฒนากลไกการตลาด การให้ผลตอบแทน แนวทางปฏิบัติที่ช่วยส่งเสริมการใช้พลังงานและวัตถุดิบอย่างเหมาะสม เป้าหมายของอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ การใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน หลักการอุตสาหกรรมเชิงนิเวศเป็นการสนับสนุนให้มีการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนเพิ่มขึ้นและใช้ลดการใช้ทรัพยากรที่ไม่สามารถหมุนเวียนได้ การดำเนินงานของอุตสาหกรรมการผลิตต้องคำนึงถึงความอยู่ตัวของทรัพยากรที่ใช้ในการผลิต ถึงแม้ว่าในอดีตมีตัวเลือกสำหรับการทดแทนวัตถุดิบที่ใช้อยู่แต่ก็ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาในระยะยาว ดังนั้นอุตสาหกรรมการผลิตจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศและสุขภาพของมนุษย์ มนุษย์เป็นส่วนประกอบหนึ่งในระบบนิเวศบนโลกใบนี้ เนื่องจากความเป็นอยู่ของมนุษย์จึงขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ขององค์ประกอบอื่นๆ ในระบบนิเวศ ดังนั้นการรักษาความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศจึงเป็นเรื่องความสำคัญ สิ่งสำคัญคือการดำเนินการทางอุตสาหกรรมจะต้องไม่เป็นตัวทำลายโครงสร้างและกลไกการดำรงอยู่ของระบบนิเวศ ความเสมอภาคทางสิ่งแวดล้อม การใช้ทรัพยากรธรรมชาติจนหมดและความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศอันเป็นผลมาจากความต้องการระยะสั้นอาจส่งผลต่อความสมบูรณ์ของทรัพยากรสำหรับคนรุ่นหลังลดลง ซึ่งสามารถดูได้จากความไม่สมดุลในการเข้าถึงและใช้ทรัพยากรธรรมชาติในประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนาในปัจจุบัน เครื่องมือสนับสนุนแนวคิดเรื่องอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ การประเมินวัฎจักรชีวิต…

นาข้าวถือเป็นแหล่งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ใหญ่ที่สุดในภาคการเกษตร โดยปล่อยก๊าซมีเทนซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ แต่ความมั่นคงด้านอาหารก็เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องให้ความสำคัญ ดังนั้นการรักษาผลผลิตหรือราคาอาหารไว้ขณะที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปด้วย จึงเป็นวิธีที่สำคัญที่สุดในภาคการเกษตร เทคนิคและแนวปฏิบัติในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สามารถนำมาใช้ในการเกษตรได้ ได้แก่ การปรับปรุงผลผลิตและการจัดการที่ดินทุ่งเลี้ยงสัตว์เพื่อเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนในดิน การฟื้นฟูพื้นที่ดินพรุที่ใช้เพาะปลูกและที่ดินเสื่อมโทรม การปรับปรุงเทคนิคการปลูกข้าวและเลี้ยงปศุสัตว์ และการจัดการมูลสัตว์เพื่อลดการปล่อยก๊าซมีเทน และการปรับปรุงเทคนิคการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนเพื่อลดการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์ ในระยะยาว การบรรเทาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ช่วยให้เราหลุดพ้นจากภาวะล้มเหลวของระบบอาหารและสภาพความเป็นอยู่ อีกทั้งลดแรงกดดันจากจำนวนประชากรที่อาจประสบภาวะความมั่นคงทางอาหารที่จะเพิ่มขึ้นทั่วโลก ระบบอาหารมีแนวโน้มที่จะช่วยบรรเทาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นตอนการผลิตของห่วงโซ่อาหาร นอกจากนี้ มาตรการที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีส่วนมากยังจัดเป็นกลยุทธ์การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีประสิทธิผลโดยเฉพาะการเกษตรเพื่อการค้า นอกจากนี้ ยังมีแนวทางในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตร เช่น การทำการเกษตรอย่างยั่งยืนที่เสริมสร้างความเข้มแข็งของภูมิคุ้มกันของระบบนิเวศ อีกทั้งสร้างความมั่นคงของวิถีการดำรงชีพที่พึ่งพาการเกษตรท่ามกลางความผันแปรของสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้น ตัวอย่างต่อไปนี้คือกรณีศึกษาที่ชี้ให้เห็นถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตร การลดการปล่อยก๊าซมีเทนจากสัตว์เคี้ยวเอื้อง อัตราการปล่อยก๊าซมีเทนต่อตัวและต่อผลิตภัณฑ์จากปศุสัตว์จัดว่าสูงเมื่ออาหารสัตว์ไม่มีคุณภาพ (EPA Online) วัวเนื้อที่เลี้ยงแบบปล่อยแปลงเป็นแหล่งก๊าซมีเทนที่สำคัญเพราะสัตว์มีขนาดใหญ่มากเมื่อเทียบกับวัวนมโดยก๊าซมีเทนเกิดจากการหมักในลำไส้ วัวที่เลี้ยงแบบปล่อยแปลงกินพืชที่มีคุณภาพไม่คงที่ และมักจะมีคุณภาพต่ำกว่าอาหารของวัวนม นอกจากนี้ ประสิทธิภาพของการบริหารจัดการก็ไม่เทียบเท่า และประชากรวัวเนื้อมีขนาดใหญ่มาก ดังนั้น การบริหารจัดการที่ดีและการให้อาหารเสริมจึงเป็นวิธีการลดก๊าซเรือนกระจกที่มีประสิทธิภาพสูงสุดเพราะช่วยปรับปรุงโภชนาการทางอาหารและประสิทธิภาพของการสืบพันธุ์ การลดการปล่อยก๊าซมีเทนที่เกิดจากข้าว การผลิตข้าวเป็นแหล่งปล่อยก๊าซมีเทนสู่บรรยากาศที่สำคัญมาก โดยอาจนับว่าเป็นแหล่งที่ใหญ่ที่สุดของการปล่อยก๊าซมีเทนที่มาจากมนุษย์ คิดเป็นปริมาณ 50 ถึง 100 ล้านตันต่อปี (GHG Online b) ด้วยเหตุที่ประชากรโลกเพิ่มจำนวนขึ้น การลดการผลิตข้าวเพื่อลดการปล่อยก๊าซมีเทนจึงไม่ใช่กลยุทธ์ที่เหมาะสม พันธุ์ข้าวหลายชนิดสามารถเจริญเติบโตในสภาวะที่มีความชื้นน้อยกว่าพันธุ์ข้าวในอดีต และสามารถลดการปล่อยก๊าซมีเทนได้ปริมาณมากโดยที่ไม่กระทบต่อผลผลิต การยึดหลักการทำการเกษตรแบบอนุรักษ์สำหรับพืช เช่น ข้าวนาชลประทานจะช่วยลดการใช้น้ำในการเพาะปลูก และการเปลี่ยนสภาพดินจากภาวะที่ไม่ต้องใช้ออกซิเจนเป็นใช้ออกซิเจนจะทำให้การปรับรูปแบบของการชลประทานเพื่อลดการปล่อยก๊าซมีเทนง่ายดายขึ้น ในขณะเดียวกัน การพัฒนาพันธุ์ข้าวให้มีผลผลิตต่อพื้นที่สูงขึ้นยังเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยลดพื้นที่ปลูกข้าวโดยที่ผลผลิตไม่ลดตามลงไปด้วย และในบางสภาวะพบว่า การเพิ่มสารประกอบที่เอื้อต่อการทำงานของจุลินทรีย์มากกว่ากลุ่มเมทาโนเจน (อาร์เคียกลุ่มที่สร้างก๊าซมีเทน)…

ระบบนิเวศป่าไม้เป็นศูนย์รวมความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญที่สุดในโลก และเป็นปัจจัยหลักที่เกื้อกูลการดำรงชีวิตของประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นที่อาศัยอยู่ในบริเวณป่า ทั้งยังช่วยควบคุมสภาพอากาศให้เหมาะสม เนื่องจากเป็นแหล่งดูดซับและกักเก็บคาร์บอน การที่มนุษย์ตัดไม้ทำลายป่า ทำการแบ่งป่าเป็นผืนเล็กผืนน้อย และทำให้ป่าเสื่อมสภาพลง ส่งผลให้เกิดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพของป่าไม้ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในป่าเขตร้อนที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงสุด การลดการตัดไม้ทำลายป่า การจัดการพื้นที่ป่า การปลูกสร้างสวนป่า และการทำระบบนิเวศเกษตร (Agroecosystem หรือ Agriculture ecosystem) การจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืงยังมีส่วนช่วยบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศได้เนื่องจากป่าไม้มีบทบาทสำคัญในวัฏจักรการไหลเวียนของคาร์บอนในโลก ถ้าป่าไม้ถูกทำลายหรือเสื่อมโทรมจะมีก๊าซจำนวนมากที่มีผลกระทบต่อสภาวะโลกร้อนถูกปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งต้นไม้จะใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากบรรยากาศในการดูดซึมเข้าไปกักเก็บไว้ในต้นไม้และระบบรากนำไปสังเคราะห์แสงเพื่อใช้ในกระบวนการเติบโตของต้นไม้ต่อไป ถือได้ว่าป่าไม้เป็นแหล่งเก็บกักคาร์บอนที่ใหญ่ที่สุดอันดับหนึ่งของจำนวนคาร์บอนทั้งหมดที่กักเก็บอยู่ในต้นไม้บนโลก องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization, FAO) ได้เสนอแนวทางการบูรณาการการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนโดยมีจุดประสงค์เพื่อให้เกิดความมั่นคงด้านอาหาร การบรรเทาความยากจนการพัฒนาเศรษฐกิจและการใช้ที่ดินอย่างยั่งยืนในบริบทที่กว้างขึ้นของการพัฒนาที่ยั่งยืน ดังแสดงในรูปที่ 1 ซึ่งการจัดการป่าไม้ไม่เพียงแต่มีประโยชน์ทางตรงในการมีส่วนช่วยบรรเทาผลกระทบของสภาวะโลกร้อนเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยในการดูแลและอนุรักษ์ดินและน้ำ อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ สนับสนุนการทำมาหากินของชาวบ้านและบรรเทาความยากจนซึ่งเป็นประโยชน์ทางอ้อมของการจัดการป่าไม้ ตัวอย่างมาตรการที่มีการปฏิบัติแล้วในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ในการรับมือและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรวมถึงผลกระทบที่ได้มีการดำเนินการทั่วไป คือ การปลูกป่าทดแทน การปลูกป่าใหม่ และการจัดการป่าไม้ที่ดีขึ้น การสร้างเครือข่าย เตือนภัยล่วงหน้า การใช้วิธีปฏิบัติวนวัฒนวิทยาที่เหมาะสม การเผยแพร่ความตระหนักรู้เกี่ยวกับการป้องกันไฟป่าและการติดตามสภาพป่าเสื่อมโทรม รวมทั้งส่งเสริมระบบเตือนภัยล่วงหน้าและการสร้างความตระหนักรู้ให้กับชุมชนที่เปราะบาง เพื่อเตรียมตัวรับมือสำหรับการเกิดไฟป่าที่อาจเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ ควรส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐและเอกชนในการปลูกป่าทดแทนและปลูกป่าเพิ่มเติม เพื่อทดแทนการสูญเสียของความหลากหลายทางชีวภาพ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แนวปฏิบัติ ลดผลกระทบจากเหตุต่างๆ ระดับ เชิงตอบสนอง/เชิงรุก รัฐวางแผน/ส่วนเอกชน ตัวอย่าง การปลูกป่าทดแทน การปลูกป่า การจัดการป่าที่ดีขึ้น ป่าเสื่อมโทรม ความหลากหลายทางชีวภาพ ท้องถิ่น/อนุภูมิภาค เชิงตอบสนอง…

อุตสาหกรรมการจัดหาพลังงานมีความคล้ายคลึงกับห่วงโซ่อุปทานของสินค้าอื่นๆ โดยประกอบไปด้วย 3 ส่วน คือ การผลิตพลังงาน (ต้นทาง) การจ่ายพลังงาน (กลางทาง) และการค้าปลีก (ปลายทาง) ทั้งนี้มาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสามารถนำมาใช้ได้กับทาง 3 ส่วนของอุตสาหกรรมนี้ โดยเฉพาะในส่วนการจัดหาพลังงานและการจ่ายพลังงาน การปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบการจัดหาและการจ่ายพลังงาน เช่น เปลี่ยนการใช้เชื้อเพลิงจากถ่านหินมาเป็นก๊าซธรรมชาติและหันมาเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการผลิตพลังงาน (ต้นทาง) ส่วนการจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และการเก็บกัก (CCS) โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ และเทคโนโลยีเก็บสายไฟฟ้า สามารถนำมาใช้เพื่อควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการจ่ายพลังงาน (กลางทาง) และการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพก็สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการค้าปลีก (ปลายทาง) โดยการลดการบริโภคพลังงาน การรวบรวมและการเก็บกักก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture & Storage: CCS) การรวบรวมและการเก็บกักก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) เป็นการบูรณาการเทคโนโลยีต่างๆ ในการรวบรวมและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณมากออกสู่ชั้นบรรยากาศ เทคโนโลยี CCS เริ่มได้รับความยอมรับมากขึ้นเนื่องมาจากเป็นเทคโนโลยีทางเลือกในการปกป้องสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ยังถือว่าเป็นหนึ่งในพลังงานหมุนเวียน อีกทั้งเป็นแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพในภาคพลังงานโดยการเพิ่มอัตราการผลิตเชื้อเพลิงด้วยการใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เก็บไว้เป็นตัวช่วย ซึ่งในส่วนนี้ถือว่าเป็นการเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานและการสร้างรายได้จากการผลิตงานจากหลายทางเลือก เทคโนโลยี CCS ประกอบไปด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ การรวบรวม: กระบวนการแยกและรวบรวมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากก๊าซอื่นๆที่เกิดจากกระบวนการผลิตต่างๆ เช่น การผลิตพลังงาน โรงงานผลิตโลหะและปูนซีเมนต์ ที่เป็นแหล่งปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมาก การขนส่ง: นำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ได้จากการรวบรวมมาทำการอัดก๊าซแล้วขนส่งไปยังปลายทางผ่านทางท่อหรือทางเรือ โดยระบบขนส่งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะมีความคล้ายคลึงกับระบบขนส่งก๊าซธรรมชาติ ซึ่งต้องคำนึงถึงความปลอดภัยร่วมด้วย การเก็บกัก: ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะถูกนำไปเก็บกักไว้ในแหล่งต่างๆ ทั่วโลกทั้งบริเวณนอกชายฝั่งและบนพื้นดิน ยกตัวอย่างเช่น…

มาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกบริบทโลก ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันได้มีการก่อตั้งองค์กร หน่วยงาน และมาตรการต่างๆ เพื่อรับมือกับภาวะโลกร้อน ในปีพ.ศ. 2531 องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization: WMO) และโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UN Environmental Programme: UNEP) ได้แต่งตั้งคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) ซึ่งเป็นหน่วยงานให้คำแนะนำเชิงวิทยาศาสตร์ องค์ความรู้ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องภาวะโลกร้อนแก่ผู้กำหนดนโยบายจากประเทศต่างๆ ในปี 2533 IPCC ได้เผยแพร่รายงานการประเมินเรื่อง “มลพิษที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์มีส่วนในการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจก” ส่งผลเกิดเป็นการประชุมสภาพภูมิอากาศระดับโลกครั้งที่ 2 นอกจากนี้ ในปีพ.ศ. 2531 สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UN General Assembly) ได้จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อการเจรจาระหว่างรัฐบาล (Intergovernmental Negotiating Committee: INC) เป็นคนกลางในการหารือกันระหว่างรัฐบาลของแต่ละประเทศเพื่อทำข้อตกลงในการให้คำมั่นสัญญา การตั้งเป้าหมายและแผนในการลดมลพิษ กลไกทางการเงิน การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี และขอบเขตความรับผิดชอบของประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา ในปีพ.ศ. 2535 UNFCCC ได้เปิดให้แต่ละประเทศมีการลงชื่อในการประชุมระดับโลกที่เมืองริโอ เพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอันเนื่องมาจากการเกิดภาวะเรือนกระจก ในปีพ.ศ. 2540 พิธีสารเกียวโตได้ถูกนำมาใช้อย่างเป็นทางการ จากการตกลงในการประชุมระหว่างกลุ่มประเทศสมาชิกครั้งที่ 3 หลังจากนั้นกลไกพัฒนาที่สะอาด (Clean Development…

ความเป็นมาของฉลากคาร์บอน ฉลากคาร์บอน (Carbon label) เป็นการแสดงข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon footprint) ตลอดวัฎจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ โดยแสดงผลอยู่ในรูปของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2 equivalent) ซึ่งฉลากคารบอนจัดอยู่ในฉลากสิ่งแวดล้อม ประเภทที่ 3 (ISO 14025: Type III Environmental Declaration) ฉลากคาร์บอน สามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ตามวิธีการแสดงข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ คือ ประเภทที่ 1 คือ ฉลากบ่งชี้การปล่อยคาร์บอนต่ำ (Low-carbon seal) แสดงข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณที่ต่ำกว่าผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเดียวกัน ประเภทที่ 2 คือ ฉลากบ่งชี้ระดับการปล่อยคาร์บอน (Carbon rating) แสดงระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์ เช่น ระดับเหรียญทอง เงิน และทองแดง หรือบ่งชี้ระดับการลดลงของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon reduction rating) แต่ไม่ได้แสดงข้อมูลตัวเลขปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ประเภทที่ 3 คือ ฉลากระบุขนาดคาร์บอน (Carbon score) แสดงปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นตัวเลขขนาดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ประเภทที่ 4 คือ ฉลากชดเชยคาร์บอน (Carbon offset/neutral) แสดงการชดเชยคาร์บอน…

การซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในบริบทโลก นโยบายที่ตั้งขึ้นตามกลไกตลาดเป็นกลไกควบคุมมลพิษทางสิ่งแวดล้อมที่จุดคานงัด โดยการเปลี่ยนราคาสัมพัทธ์ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายให้กับการทำกิจกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง หรือลดค่าใช้จ่ายให้กับกิจกรรมทางเลือกที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ เพื่อสร้างแรงจูงใจทางการเงินให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคหันมาทำกิจกรรมทางเลือกที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ นโยบายที่ถือว่าเป็นนโยบายที่ตั้งขึ้นตามกลไกตลาด ได้แก่ การเก็บภาษี การกับค่าธรรมเนียม การให้เงินอุดหนุน และการใช้ระบบการค้าควบคุมมลพิษ ตลาดคาร์บอน (Carbon Market) เป็นแนวคิดในการใช้กลไกตลาดเป็นแรงจูงใจในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลาดคาร์บอนที่ดำเนินการในปัจจุบัน ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ ตลาดคาร์บอนภาคบังคับ และตลาดแบบสมัครใจ ตลาดคาร์บอนภาคบังคับ (Mandatory market / Compliance Market / Regulated Market) ตลาดคาร์บอนตามพันธกรณีระหว่างประเทศ หรือ ตลาดภาคบังคับ คือ ตลาดคาร์บอนที่จัดตั้งขึ้นสืบเนื่องจากผลบังคับในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามกฎหมาย ซึ่งต้องมีรัฐบาลเข้ามาเกี่ยวข้อง ในฐานะผู้ออกกฎหมาย และเป็นผู้กำกับดูแลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยผู้ที่เข้าร่วมในตลาดจะต้องมีเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีผลผูกพันตามกฎหมาย (Legally binding target) ตลาดคาร์บอนแบบบังคับ จะใช้การกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในลักษณะ Top-down approach (การกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกโดยภาครัฐและให้เอกชนเป็นผู้ปฏิบัติตาม) ซึ่งตลาดภาคบังคับนี้จะมีความเกี่ยวข้องกับการซื้อขายคาร์บอนตามพันธกรณีของพิธีสารเกียวโต โดยการค้าคาร์บอนเครดิตที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย คือ การค้า CERs (Certified Emission Reduction from Clean Development Mechanism Project) ระหว่างประเทศภาคผนวกที่ 1…
Menu Title