Browsing: DEQP News

ฟื้น 'เสวียน'...ช่วยบำรุงดิน ขับเคลื่อนเชียงรายชุมชนปลอดขยะ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Chiang Rai Zero Waste เครือข่ายของนักวิชาการ และนักพัฒนาที่มุ่งสร้างวัฒนธรรมให้เชียงรายเป็นจังหวัดปลอดขยะ โดยอาศัยองค์ความรู้และประสบการณ์ที่ได้จากการศึกษาวิจัย และการให้บริการวิชาการมาสังเคราะห์เป็นกระบวนการสร้างการเปลี่ยนแปลงในการจัดการขยะชุมชนที่สามารถทำได้จริงและเห็นผลสำเร็จ นอกจากปีนี้จะมีหมู่บ้านถึง 17 แห่งจาก2จังหวัดเชียงรายที่ได้รับเลือกให้เป็นชุมชนปลอดขยะในโครงการประกวดชุมขนปลอดขยะ (Zero Waste) เฉลิมพระเกียรติ 89 พรรษา 89 ชุมชน ปี 2559 แล้วยังร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) พัฒนาชุมชนต้นแบบหมู่บ้านจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน 18 แห่งใน 18 อำเภอของจังหวัด (เป็นชุมชนต้นแบบ Zero Waste ของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว 5 แห่ง และเป็นพื้นที่ใหม่ 13 แห่ง) โดยการขับเคลื่อนเชียงรายปลอดขยะนี้มีจุดร่วมที่เป็นสัญลักษณ์คือ "เสวียน" เสวียน คือคอกไม้ไผ่ซึ่งแต่เดิมใช้ใส่เมล็ดข้าวหลังการเก็บเกี่ยว ต่อมาจึงมีการดัดแปลงมาขัดรอบต้นไม้เพื่อรองรับเศษวัสดุอินทรีย์ การนำเศษวัสดุอินทรีย์มาใส่ในเสวียนทำได้ง่ายยิ่งกว่าการเก็บเศษวัสดุเหล่านี้มัดใส่ถุงขยะ เพื่อทิ้งให้หมู่บ้านหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มาจัดเก็บ เสวียนมีข้อดีทำให้กองวัสดุเป็นระเบียบสวยงาม ความโปร่งของเสวียนยังช่วยให้เกิดการย่อยสลายแบบมีออกซิเจนลดปริมาณก๊าซมีเทนซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจก นอกจากนี้ ผลพลอยได้อีกประการหนึ่งคือ สารบำรุงดินที่เกิดขึ้นในเสวียนที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ทำปลูกผักสวนครัวและทำเกษตรอินทรีย์ตามวิถีชีวิตกินอยู่แบบ Green & Clean ดร.ปเนต มโนมัยวิบูลย์ อาจารย์ประจำสำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้กล่าวถึงการวิจัยที่เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาดังกล่าว "ปี 2557 ทางคณะผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล…

" น่าจะมีลู่ทางที่คิดค้นหาเทคนิคหรือวิธีการทางวิทยาศาสตร์ด้านการดัดแปลงสภาพ อากาศมาช่วยให้เกิดการก่อและรวมตัวของเมฆให้เกิดฝนได้ " พระราชดำริ พ.ศ. 2499 "ทำฝนเทียม หมายความว่า ความชื้นที่ผ่านเหนือเขต เราดักเอาไว้ให้ลงได้" พระราชดำรัส 4 ธันวาคม 2536 "ฝนที่ทำนี้จะพลิกฤดูกาลไม่ได้ไม่ใช่ว่าเวลาฝนแล้งจะบรรดาลอย่างปาฏิหาริย์ให้มีฝนเพียงพอ กับการเพาะปลูกมิได้ หรือจะแทนการชลประทานที่ขุดเรียบร้อยกว้างขวาง ก็มิได้ แต่เป็นทางหนึ่งที่หวังสำหรับในฤดูกาลที่ควรจะมีฝน และฝนเทียมจะช่วยประกอบพืชผลไม่ให้สิ้นไปพอได้" พระราชดำริ 23 กรกฎาคม 2517 ที่มา : พระบิดาแห่งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

พระบิดา แห่งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม “...อาจมีบางคน ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงสนใจเรื่องชลประทานหรือเรื่องป่าไม้ จำได้ว่าเมื่ออายุ 10 ขวบ ที่โรงเรียนมีครูคนหนึ่งซึ่งเดี๋ยวนี้ตายไปแล้วสอนเรื่องวิทยาศาสตร์ เรื่องการอนุรักษ์ดิน แล้วให้เขียนว่า ภูเขาต้องมีป่าไม้ไม่อย่างนั้นเม็ดฝนตกลงมาแล้ว จะชะดินลงมาเร็ว ทำให้ไหลตามน้ำไป ไปทำความเสียหาย ดินหมดจากภูเขาเพราะไหลตามสายน้ำไป ก็เป็นหลักของป่าไม้ เรื่องการอนุรักษ์ดิน และเป็นหลักชลประทานที่ว่า ถ้าเราไม่รักษาป่าไม้ข้างบนจะทำให้เดือดร้อนตลอด ตั้งแต่ดินบนภูเขาจะหมดไป กระทั่งการที่จะมีตะกอนลงมาในเขื่อน มีตะกอนลงมาในแม่น้ำ ทำให้น้ำท่วม นี่นะเรียนมาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ...” พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ.2512 "ที่ ตรงไหนที่เป็นที่ไม่ลาดชันมากนัก ก็ควรจะทำให้เป็นที่เพาะปลูกกสิกรรมได้ อาจจะทำนาก็ได้โดยทำขั้นบันได ทำอย่างถูกต้อง ตรงนั้นเราไม่ปลูกต้นไม้ ถ้าไปปลูกต้นไม้แล้ว ชาวบ้านก็จะไม่มีที่ทำกินอย่างดีที่ถูกต้องแล้วเขาจะไม่รักที่ คือเขาจะไม่รักต้นไม้ และพยายามหาทรัพยากรน้ำให้เขาเขาจะพอใจ" พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 26 กุมภาพันธ์ 2524 สำนักงานเกษตรภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ "ให้ดำเนินการสำรวจพื้นที่พรุโต๊ะแดงตอนบน แล้วศึกษาถึงความเหมาะสมในการปิดกั้นพรุบางตอนให้เป็นลักษณะอ่างเก็บน้ำ โดยมีวัตถุประสงค์ในการเก็บสำรวจน้ำคุณภาพดี สำหรับส่งไปเสริมให้กับคลองมูโนะ ซึ่งต้องการน้ำเป็นปริมาณมาก เพื่อใช้ในการเกษตรกรรมตลอดจนปรับปรุงพื้นที่ดินเปรี้ยว" พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 5  มกราคม 2528 จังหวัดอุดรธานี "ให้พิจารณาวางโครงการอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก เพื่อส่งน้ำสนับสนุนพื้นที่เพาะปลูกในหมู่บ้านใกล้เคียง ให้ราษฎรที่มีอาชีพทำนาสามารถผลิตข้าวให้เพียงพอสำหรับบริโภค เนื่องจากปัจจุบันพื้นที่นา ในบริเวณดังกล่าว มีคุณภาพค่อนข้างต่ำ ประกอบกับยังขาดระบบชลประทาน…

ภาวะโลกร้อน หรือ ภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) เป็นปัญหาใหญ่ของโลกในปัจจุบัน สังเกตได้จากอุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้น มีสาเหตุหลักของมาจากก๊าซเรือนกระจก ความรู้-ความเข้าใจ สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาวะโลกร้อน (Global Warming) เกิดจากการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกที่ปกคลุมชั้นบรรยากาศของโลก ทำให้อุณภูมิภายในโลกสูงขึ้น เป็นเหตุให้ฤดูกาลทั่วโลกเปลี่ยนไป และก๊าซที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เกิดจากการเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล ก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse gas) ซึ่งประกอบด้วย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์, ก๊าซมีเทน, ก๊าซไนตรัสออกไซด์, ก๊าซโอโซนพื้นผิวดิน, ไอน้ำ, ก๊าซไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน, ก๊าซเพอร์ฟลูออโรคาร์บอน, ก๊าซซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์, และสารซีเอฟซี เป็นก๊าซที่มีคุณสมบัติในการดูดซับคลื่นรังสีความร้อน หรือรังสีอินฟาเรดได้ดี ก๊าซเหล่านี้มีความจำเป็นต่อการรักษาอุณหภูมิในบรรยากาศของโลกให้คงที่ ซึ่งหากบรรยากาศโลกไม่มีก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ ดังเช่นดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ ในระบบสุริยะแล้ว จะทำให้อุณหภูมิในตอนกลางวันนั้นร้อนจัด และในตอนกลางคืนนั้นหนาวจัด เนื่องจากก๊าซเหล่านี้ดูดคลื่นรังสีความร้อนไว้ในเวลากลางวัน แล้วค่อยๆ แผ่รังสีความร้อนออกมาในเวลากลางคืน ทำให้อุณหภูมิในบรรยากาศโลกไม่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน 2 ที่มา http://esh.fnal.gov ก๊าซเรือนกระจกมีความจำเป็นและมีความสำคัญต่อการรักษาระดับอุณหภูมิของโลก เนื่องจากภาวะก๊าซเรือนกระจกมีปฏิบัติการคล้ายกับการสะท้อนกลับของคลื่นในชั้นบรรยากาศที่กักเก็บความร้อนบางส่วนจากโลกไม่ให้ออกสู่ชั้นบรรยากาศ ที่ซึ่งทำให้อุณหภูมิในโลกมีระดับที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของสิ่งที่มีชีวิตและมีความสามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่งถ้าหากปราศจากก๊าซเรือนกระจกสิ่งที่มีชีวิตในโลกอาจไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ โลกจะหนาวเย็นจนสิ่งมีชีวิตอยู่อาศัยไม่ได้ แต่การที่มีก๊าซเรือนกระจกมากเกินไปก็เป็นเหตุให้อุณหภูมิสูงขึ้นถึงระดับเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตได้เช่นกัน จากการคาดการณ์รูปแบบของสภาพดินฟ้าอากาศในช่วงระยะเวลาหนึ่งอย่างมีนัยสำคัญ เป็นที่สังเกตว่าในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมาโลกปัจจุบันนี้มีสภาพอบอุ่นเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้แนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงมีอัตราเร่งที่สูงขึ้นในช่วง 10 ปีมานี้ ซึ่งอุณหภูมิของโลกโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมากกว่า 0.6 องศาเซลเซียส ในช่วง 100 ปี…

สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สภาพภูมิอากาศ คือ รูปแบบในระยะยาวของสภาพอากาศ (Weather) ในพื้นที่เฉพาะหนึ่งๆ หรืออธิบายได้อีกอย่างหนึ่งว่าเป็นค่าเฉลี่ยของสภาพอากาศ (Weather) ในภูมิภาคหนึ่งๆในช่วงเวลาหนึ่งๆซึ่งต้องมากกว่า 30 ปี การศึกษาเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศพิจารณาไปที่ ค่าเฉลี่ยของน้ำฝน อุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ ความเร็วลมหรือ การตรวจวัดสภาพอากาศอื่นๆที่ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานในพื้นที่เฉพาะหนึ่งๆ เช่น จากการติดตามข้อมูลปริมาณน้ำฝน ระดับน้ำในแม่น้ำ อ่างเก็บน้ำและข้อมูลจากดาวเทียม พบว่าในช่วงหน้าร้อนพื้นที่ที่ศึกษามีความแล้งกว่าปกติและถ้าความแห้งแล้งนี้ยังปรากฏอย่างต่อเนื่องในทุกๆหน้าร้อนก็สามารถเป็นข้อบ่งชี้ได้ว่าสภาพภูมิอากาศมีการเปลี่ยนแปลง (NOAA 2005) สภาพภูมิอากาศส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติของโลกถ้าสภาพภูมิอากาศของโลกเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นก็จะทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้นเช่นอุณหภูมิของโลกสูงขึ้นทำให้ฤดูกาลต่างๆเปลี่ยนแปลงไปสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปก็จะค่อยๆสูญพันธุ์ไปในที่สุด บางพื้นที่กลายเป็นทะเลทราย น้ำแข็งบริเวณขั้วโลกละลายและทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นโดยคาดว่าจะมีระดับน้ำทะเลสูงถึง 9-88 ซม. และอุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 1.4-5.8 องศาเซลเซียสในปี ค.ศ.2100 จะทำให้เกิดน้ำท่วมเกาะเล็กๆ จมหายไป พื้นที่ที่อยู่อาศัยลดน้อยลงและสร้างความเสียหายกับชายฝั่ง เขตภูมิอากาศ เขตนิเวศและเขตเกษตร เขตอบอุ่นจะเคลื่อนไปอยู่ที่ละติจูดสูงขึ้นอีกประมาณ 150-550 กิโลเมตร ป่าไม้ทะเลทรายทุ่งหญ้าและพื้นที่ธรรมชาติต่างๆจะมีลักษณะอากาศชื้นแห้งแล้ง ร้อน หรือหนาวมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพอย่างกว้างขวางคุกคามขีดความสามารถในการผลิตอาหารของโลก ทำให้ทรัพยากรน้ำเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพต่างๆจะเสียหาย (กรมอุตุนิยมวิทยา, มปป) นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเกิดจากสาเหตุทางธรรมชาติและมนุษย์เป็นตัวการสำคัญ การเปลี่ยนแปลงโดยสาเหตุทางธรรมชาติต้องใช้ระยะเวลายาวนาน แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นจากการกระทำของมนุษย์จะเห็นผลได้ในระยะเวลาที่สั้นกว่า ปัจจัยจากธรรมชาติ การหมุนรอบตัวเองของโลกและรอบดวงอาทิตย์ การเปลี่ยนแปลงแนววงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์มีผลต่อภูมิอากาศเนื่องจากการกระจายของพลังงานรังสีดวงอาทิตย์ที่ตกลงมายังผิวโลกตามละติจูดต่างๆเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย คือจะทำให้ฤดูกาลในภูมิอากาศต่างๆบนพื้นผิวโลกเปลี่ยนแปลงด้วยอย่างเป็นลูกโซ่ โดยที่ Milankovitch นักดาราศาสตร์ชาว ยูโกสลาเวียได้สร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์จากข้อมูลต่างๆ (ปานทิพย์, 2554) ประกอบด้วย - การเปลี่ยนแปลงการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ทำให้เกิดความแตกต่างของระยะทางระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ซึ่งจะมีผลต่อความแตกต่างของอุณหภูมิตามฤดูกาลต่างๆน้อยมากแต่จะมีบทบาทที่สำคัญมากต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกในช่วงระยะเวลานับพันปี 80…
Menu Title