Browsing: Disaster Resilience

ภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจ การค้า ต้องมีการวางระบบต่าง ๆ อย่างรัดกุมเพื่อความปลอดภัยในกระบวนการผลิตและการขนส่ง ตลอดจนต้องมีการตรวจสอบที่เข้มงวด ให้เป็นไปตามมาตรฐานและข้อกำหนดทางกฎหมาย ทำให้จำเป็นต้องคำนึงถึงต้นทุน ผลกำไร และความคุ้มค่าในการลงทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติขึ้น ภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจ การค้าและการลงทุน ก็ยังมีโอกาสได้รับผลกระทบทั้งโดยตรงและโดยอ้อม อาทิ สถานประกอบการ อาคาร โรงงาน เครื่องมือ อุปกรณ์ เครื่องจักรได้รับความเสียหาย ไม่สามารถดำเนินการผลิตได้ ความเสียหายด้านโครงสร้างอาจส่งผลต่อเนื่องรุนแรง เช่น เกิดการรั่วไหลของของเสีย น้ำเสีย สารเคมี สารกัมมันตรังสี วัตถุอันตรายต่าง ๆ ระบบไฟฟ้าลัดวงจรทำให้เกิดอัคคีภัย สินค้าและวัตถุดิบได้รับความเสียหาย แหล่งวัตถุดิบได้รับผลกระทบ ทำให้ขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิต หรือหากบริษัทที่ประสบภัยเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบก็เป็นเหตุทำให้ขาดแคลนวัตถุดิบในพื้นที่อื่น และกระทบไปถึงคู่ค้าและลูกค้า ด้วยเหตุนี้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องทำการวิเคราะห์และวางแผนอย่างรอบคอบก่อนการดำเนินงานทุกขั้นตอนเพื่อให้แน่ใจว่าการลงทุนมีความคุ้มค่า เพื่อวางมาตรการ จัดการ และลดความเสี่ยงเหล่านั้นได้อย่างเหมาะสม มาตรการเตรียมรับมือภัยพิบัติ มาตรการป้องกันและลดผลกระทบ มาตรการที่ใช้โครงสร้าง ก่อสร้างโรงงานและสถานประกอบการให้มีโครงสร้างแข็งแรงถูกต้องตามมาตรฐาน ปรับปรุงโครงสร้างอาคารให้สามารถต้านทานน้ำท่วมได้หากอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อน้ำท่วม เช่น ทำชั้นล่างของอาคารให้มีพื้นที่น้ำไหลผ่าน สร้างแนวป้องกันน้ำท่วมสำหรับกิจการที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อน้ำท่วม อย่างไรก็ดี การสร้างกำแพงกั้นน้ำรอบนิคมอุตสาหกรรม อาจส่งผลให้น้ำท่วมในพื้นที่อื่นมากขึ้น จึงควรทำการสำรวจพื้นที่และประเมินความเสี่ยงร่วมกับชุมชนและเกษตรกรโดยรอบ เพื่อหาแนวทางแก้ไขร่วมกัน เช่น การสร้างแก้มลิงเพื่อเก็บน้ำในพื้นที่การเกษตร ซึ่งสามารถใช้เป็นแหล่งเก็บกักน้ำในฤดูแล้งด้วย มาตรการที่ไม่ใช้โครงสร้าง ใช้เทคโนโลยีการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ช่วยประหยัดพลังงานและลดของเสีย มลภาวะ และไม่เกิดการรั่วไหลปนเปื้อนเมื่อเกิดภัยพิบัติ…

การท่องเที่ยวมีความอ่อนไหวต่อสถานการณ์ทุกประเภท ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในพื้นที่ใด ๆ มักทำให้การท่องเที่ยวซบเซา เนื่องจากนักท่องเที่ยวขาดความเชื่อมั่นในความปลอดภัยและสวัสดิภาพ ภัยพิบัติส่งผลให้ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นโรงแรม รีสอร์ต บริการนำเที่ยว และผู้ประกอบธุรกิจในสถานที่ท่องเที่ยวขาดรายได้ ต้องเสียทั้งงบประมาณในการซ่อมแซมฟื้นฟู และต้องใช้เวลาสร้างความเชื่อมั่นจากนักท่องเที่ยวให้กลับคืนมา การสำรวจสถานที่ท่องเที่ยวและสถานประกอบการเพื่อประเมินความเสี่ยงจากภัยพิบัติจึงเป็นสิ่งจำเป็นอันดับแรกเพื่อให้รู้ว่าหากเกิดภัยจะต้องดูแลป้องกันส่วนใดก่อนเป็นอันดับแรก หรือมีส่วนใดที่ต้องดูแลรักษาไม่ให้เกิดความเสียหายโดยเด็ดขาด เช่น สถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมหรือสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งเป็นมรดกโลก นอกจากนี้ การพิจารณามาตรการที่จำเป็นในการลดความเสี่ยง ทั้งการเตรียมพร้อม ปรับตัวและรับมือของภาคการท่องเที่ยวเพื่อความปลอดภัยของกิจการ และเพื่อให้นักท่องเที่ยวมั่นใจในศักยภาพของพื้นที่ก็เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง มาตรการเตรียมรับมือภัยพิบัติ  มาตรการป้องกันและลดผลกระทบ มาตรการที่ใช้โครงสร้าง ก่อสร้างโรงแรม รีสอร์ท สถานประกอบการให้มีโครงสร้างแข็งแรงได้มาตรฐาน โดยเฉพาะหากตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิ ใช้โครงสร้างป้องกันน้ำท่วมในสถานประกอบการ สถานที่ท่องเที่ยวและโบราณสถานในพื้นที่น้ำท่วมถึง มาตรการที่ไม่ใช้โครงสร้าง หลีกเลี่ยงการเลือกทำเลที่ตั้งของกิจการในพื้นที่ล่อแหลม โดยเฉพาะการบุกรุกก่อสร้างในพื้นที่ป่าสงวนและอุทยานแห่งชาติ ซึ่งนอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ยังทำลายระบบนิเวศและทรัพยากรธรรมชาติ เป็นสาเหตุเพิ่มความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และยังเสี่ยงในการได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติด้วย จัดระบบและจัดทำแผนรักษาความปลอดภัยในสถานที่ท่องเที่ยวโดยมีผู้เชี่ยวชาญและมีทักษะดูแล จัดระบบการทิ้งและกำจัดขยะ ของเสีย น้ำเสีย จัดทำระบบบำบัดน้ำเสียและสิ่งปฏิกูลในสถานประกอบการที่ได้มาตรฐาน เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรค มาตรการเตรียมความพร้อม การปรับตัว ส่งเสริมและสนับสนุนข้าราชการ ตำรวจท่องเที่ยว มัคคุเทศก์ อาสาสมัคร พนักงานและบุคลากรด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ ฯลฯ ให้สื่อสารภาษาต่างประเทศได้ เพื่อสามารถให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้ จัดทำแผนที่บอกเส้นทาง ปรับปรุงระบบป้ายสาธารณะให้ชัดเจน และติดตั้งในแหล่งชุมชน การเตรียมรับมือกับภัยพิบัติ กำหนดเส้นทางอพยพ วิธีการอพยพและจุดปลอดภัย รวมถึงมีป้ายบอกเส้นทางที่ชัดเจน เช่นเดียวกับเส้นทางหนีไฟในโรงแรม ให้ความรู้แก่ผู้ประกอบธุรกิจการท่องเที่ยวและพนักงานเรื่องความปลอดภัยและข้อปฏิบัติในการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ รวมทั้งแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบที่ชัดเจน ซ้อมแผนอพยพหนีไฟ และร่วมซ้อมแผนอพยพคลื่นสึนามิ (ในกรณีอยู่ในพื้นที่เสี่ยง)…

 ภัยพิบัติต่างๆ ในประเทศไทย  ในปัจจุบันได้เกิดภัยพิบัติเพิ่มมากขึ้นและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทั้ง เหตุภัยพิบัติสึนามิ ดินโคลนถล่ม ไฟไหม้ป่า น้ำท่วมจากเหตุฝนตกมาก น้ำล้นเขื่อน น้ำป่าไหลหลาก พายุพัดถล่มบ้านเรือน รวมทั้งภัยพิบัติจากเหตุความรุนแรงทางการเมืองและสังคม เป็นต้น ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สินอย่างประเมินค่ามิได้ และ ภัยพิบัติจึงมิใช่เรื่องไกลตัวสำหรับคนไทยอีกต่อไป กรณีประสบภัยน้ำท่วมทั่วประเทศ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยรายงานเมื่อ 19 พฤศจิกายน 2553 ว่า มีพื้นที่ประสบภัย 51 จังหวัด 546 อำเภอ 3,877 ตำบล 31,176 หมู่บ้าน 2,523,608 ครัวเรือน มีผู้ได้รับผลกระทบ 8,663,221 คน มีผู้เสียชีวิต 232 ราย นักวิชาการได้ประมาณการณ์พื้นที่เกษตรเสียหาย มากกว่า 10 ล้านไร่ เป็นความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นในวงกว้าง เมื่อเกิดเหตุประสบภัย จะเกิดภาวะฉุกเฉิน มีผู้เดือดร้อนจำนวนมากและหลายประเภท ทั้งบาดเจ็บ เจ็บป่วย ขาดน้ำ ขาดอาหาร ขาดการติดต่อสื่อสาร อยู่ในภาวะเสี่ยงโดยเฉพาะกลุ่มผู้อ่อนแอ เช่น ผู้ป่วย เด็ก คนชรา ที่ช่วยตนเองไม่ได้จะอยู่ในภาวะอันตรายมากที่สุด และจากเหตุภัยพิบัติหลายครั้ง พบว่าระบบการช่วยเหลือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีข้อจำกัด ด้วยเหตุ หลายประการ ทั้งอาจไม่ได้มีแผนเพื่อการรับมือกับปัญหาวิกฤติที่ดีพอ หรือ เหตุการณ์เกิดขึ้นกว้างขวางกว่าที่ประเมินไว้…

ภาคการผลิตของไทยโดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม มีความอ่อนไหวต่อสภาพ ดิน ฟ้า อากาศ และสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากมีน้ำเป็นปัจจัยหลักในการผลิต เมื่อปริมาณน้ำไม่สมดุลกับความต้องการจึงส่งผลกระทบต่าง ๆ มากมาย เช่น ภัยแล้ง ทำให้พืชขาดน้ำ แห้งตาย ปศุสัตว์ขาดน้ำและอาหาร เช่นเดียวกับอุทกภัยซึ่งส่งผลทำให้พืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหาย ปศุสัตว์ล้มตาย และอาจเกิดโรคระบาดเช่นกัน ผลของภัยพิบัติทำให้เกษตรกรขาดรายได้และมีหนี้สิน นอกจากนั้น ยังส่งผลต่อเนื่องทำให้สินค้าทางการเกษตรขาดแคลน มีราคาแพง นอกจากภัยพิบัติจะส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมแล้ว การทำการเกษตรโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทำลายสมดุลของระบบนิเวศ ก็เป็นสาเหตุทำให้ความเสี่ยงจากภัยพิบัติมีเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ดี ในกรณีของภัยน้ำท่วม อาจมีผลกระทบด้านบวกด้วย เช่น น้ำท่วมพัดพาดินตะกอนที่มีความอุดมสมบูรณ์มาช่วยเพิ่มปุ๋ยให้พื้นที่เพาะปลูก ช่วยกำจัดวัชพืชและหนูนา ชาวบ้านสามารถจับปลาเป็นอาหารและขายสร้างรายได้ มาตรการเตรียมรับมือภัยพิบัติ  มาตรการป้องกันและลดผลกระทบ มาตรการที่ใช้โครงสร้าง พัฒนาแหล่งน้ำระบบชลประทานเพื่อป้องกันและบรรเทาปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง ปลูกป่าชายเลนเพื่อป้องกันน้ำเซาะตลิ่ง ใช้เป็นแนวกันลม และเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ เพิ่มความอุดมสมบูรณ์แก่ระบบนิเวศ ปลูกพืชคลุมดินเพื่อป้องกันดินโคลนถล่ม ปลูกพืชเกษตรเพิ่มผืนป่าเพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์แก่ระบบนิเวศ มาตรการที่ไม่ใช้โครงสร้าง วางแผนการจัดสรรน้ำเพื่อให้เพียงพอแก่การเพาะปลูกและไม่ให้ประสบปัญหาภัยแล้ง จัดทำแผนปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อลดความรุนแรงของภัยแล้ง ส่งเสริมการจัดการน้ำในชุมชนให้มีเพียงพอต่อความต้องการในการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ และจัดหาแหล่งน้ำสำรองเพื่อป้องกันภัยแล้ง กำหนดเขตพื้นที่ (zoning) สำหรับกิจกรรมทางการเกษตรให้เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศ และปริมาณน้ำเพื่อลดผลกระทบจากอุทกภัยหรือภัยแล้ง มาตรการเตรียมความพร้อม การปรับตัว พยากรณ์สภาพภูมิอากาศและปริมาณน้ำและใช้นโยบายด้านการเกษตรที่สมดุลกับดินฟ้าอากาศ เช่น เลื่อนฤดูกาลเพาะปลูกและเก็บเกี่ยว จำกัดการปลูกข้าวเพียงปีละ 1-2 ครั้งในพื้นที่ประสบภัยแล้ง พัฒนาพันธุ์พืชให้สามารถต้านทานสภาพแล้งและน้ำท่วมได้ ปรับเปลี่ยนวิธีการทำการเกษตรให้เหมาะกับสภาพพื้นที่ เช่น ทำการเกษตรลอยน้ำ…

ผลกระทบลูกโซ่ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มทำให้ความเสี่ยงจากภัยพิบัติเพิ่มสูงขึ้น (UNDP, 2558) ทั้งนี้การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีความเกี่ยวข้องกับการรับมือภัยพิบัติ โดย IPCC ให้ความหมายของการรับมือผลกระทบไว้ว่า “ความสามารถของระบบในการกลับไปสู่ภาวะปกติก่อนเกิดเหตุโดยไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบรากฐานอย่างถาวร” หรือพูดอีกอย่างคือ ความสามารถในการฟื้นฟูจากเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งรวมถึง การเตรียมพร้อมและการพัฒนายุทธศาสตร์ล่วงหน้า (Barry and Wandel, 2549) ดังนั้นการสร้างความสามารถในการกลับคืนสู่สภาพปกติจะทำให้สามารถจำกัดความเสียหายได้ (UKAID, 2554) การตั้งรับภัยพิบัติในประเทศไทย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ตีพิมพ์แนวปฏิบัติในการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติในปี 2557 ด้วยความช่วยเหลือจากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) และศูนย์เตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งเอเชีย (ADPC) และตีกรอบนโยบายเกี่ยวกับการป้องกันและลดความเสียหายจากภัยพิบัติในปี 2558 ซึ่งประกอบด้วยนโยบาย 4 ประการ ได้แก่ การเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับชุมชนบนพื้นฐานการป้องกันภัยพิบัติ การเสริมสร้างการตอบสนองต่อภัยพิบัติและการลดผลกระทบอย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาระบบฟื้นฟูจากความเสียหายที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประสบภัย การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการจัดการความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ แนวปฏิบัติของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ยกตัวอย่างกิจกรรมลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติสำหรับแต่ละภาคส่วน กิจกรรมเหล่านี้ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ มาตรการป้องกันและลดผลกระทบจากภัยพิบัติและมาตรการเตรียมความพร้อม (กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, 2557) มาตรการป้องกันและลดผลกระทบจากภัยพิบัติเน้นย้ำเรื่องมาตรการที่ช่วยลดระดับความเสี่ยงและแนวโน้มความเสี่ยง โดยพิจารณาเป็น 2 มุมมองได้แก่ กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานและกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนมาตรการเตรียมความพร้อมเน้นย้ำเรื่องการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินอย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงทีโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด แบ่งออกเป็น 2 มุมมอง ได้แก่ การปรับรูปแบบการดำเนินชีวิตเพื่อลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติและการเตรียมพร้อมในการรับมือภัยพิบัติ ทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ภาคชุมชน ภาคการเกษตร…

ดิน ฟ้าอากาศ กลายเป็นผู้กำหนดให้เกษตรกร ชาวประมงผู้พึงพาสภาพอากาศจะต้องผันตัวเองมาเป็นผู้สังเกตการณ์อากาศเพื่อให้เกิดการเตรียมพร้อมกับสภาพอากาศที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปในอนาคตหากเกษตรกร ชาวประมงไม่ปรับตัวตามสภาพอากาศที่ปรวนแปรได้นั่นก็อาจจะนำไปสู่การล่มสลายของกระบวนการทำเกษตรกรรมหรือการทำประมงแบบดั้งเดิม เมื่อฤดูกาลเปลี่ยนแปลงไปและสภาพอากาศที่ยากจะคาดเดาเริ่มส่งผลกระทบต่อชุมชนเกษตรในท้องถิ่นในอดีตที่ผ่านมาชาวนาจะสังเกตปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เช่น มดอพยพ เพื่อดูว่า ฝนจะมาตอนไหนหากมดเริ่มขนไข่ ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมเป็นการบ่งชี้ว่าฤดูกาลเริ่มเปลี่ยนจากหน้าร้อนแล้งเข้าสู่หน้าฝนและภายในสามวันหลังมดขนไข่ ฝนก็จะตกและชาวนาจะเริ่มเตรียมดินไถนาปลูกข้าว เหตุการณ์มดดำขนไข่ย้ายรังขึ้นสู่ที่สูง ฝูงมดดำจำนวนมาก ช่วยกันขนไข่ตัวอ่อนสีขาวจากรังเดิมที่สร้างอยู่บนพื้นดิน ขึ้นสู่ที่สูงเป็นปรากฏการณ์ที่คนโบราณได้บอกกล่าวเล่าขานสืบทอดกันมาว่า จะเกิดฝนตกหนักอาจจะมีน้ำท่วมในพื้นที่ “มดขนไข่” เป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านที่สืบทอดกันมา โดยคนเฒ่าคนแก่ได้บอกเล่าให้ลูกหลานฟังต่อ ๆ กันว่า ถ้าเห็นมดขนไข่กันเป็นแถวเป็นแนวขึ้นสู่ที่สูงจำนวนมาก ๆ แบบนี้ ให้เตรียมป้องกันตัวเองเพราะฝนกำลังจะตกหนัก หนักมาก ฟ้าจะคะนองเป็นเหตุในการเตือนภัยสำหรับชาวบ้านสมัยโบราณหากบ้านไหนยกพื้นต่ำต้องขนของขึ้นให้พ้น หรือหากคนใดจำเป็นต้องออกไปทำธุระนอกบ้านก็จะได้ถือร่มและอุปกรณ์กันฝนติดตัวไปด้วย จึงถือว่า “มดขนไข่”เป็นสิ่งบอกเหตุได้อย่างหนึ่ง แต่หากวิเคราะห์ตามหลักทางวิทยาศาสตร์แล้วสาเหตุที่มดรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดฝนตกหนักนั้นก็เป็นเพราะมดเป็นสัตว์ที่มีโสตประสาทในการรับความรู้สึกได้ดีมันสามารถใช้หนวดเพื่อรับรู้ความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโดยเฉพาะเรื่องความชื้นในอากาศซึ่งคนอาจบ่นเรื่องอากาศร้อนเกินไปหรือเย็นเกินไปแต่มดจะวิเคราะห์ต่อไปถึงความชื้นและเริ่มเตรียมการหลบภัยเพราะถ้ามดไม่สามารถดูแลตัวเองหรือครอบครัวก็จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงเป็นวงกว้างถูกน้ำท่วมรังและตายหมดยกรังเลยทีเดียว ซึ่งภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิธีสังเกตการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศสามารถกระทำได้หลายวิธี ดังนี้ ในเวลากลางวัน ถ้ามีเมฆจำนวนมาก ท้องฟ้ามีแสงสีแดง ลมสงบ ผิวน้ำทะเลไม่มีระลอกคลื่น เป็นสัญญาณเตือนว่า กำลังจะมีพายุ ลมแรงและจะมีฝนตกหนักมาก ในเวลากลางคืน ถ้ามองไม่เห็นดวงดาว ท้องฟ้ามีแสงสีแดง ลมสงบ เป็นสัญญาณเตือนว่า ภายในคืนนี้จะมีพายุลมแรงและจะมีฝนตกหนักมาก ในเวลากลางวันในฤดูร้อน ถ้าอากาศร้อนอบอ้าวติดต่อกัน 2 วัน พอเช้าวันที่ 3 มีเมฆมากตามแนวขอบฟ้า ลมสงบ ก้อนเมฆใหญ่ขึ้นสูงขึ้น เรื่อยๆ เป็นสัญญาณเตือนว่า ตอนเย็นจนถึงใกล้ค่ำจะมีพายุฤดูร้อน จะมีฝนฟ้าคะนองรุนแรง มีฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ฟ้าฝ่าลม กระโชกแรง…
Menu Title