Browsing: Food

ประโยชน์ของการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพโดยการซื้ออาหารพื้นเมืองตามฤดูกาลและอาหารปลอดสารเคมี ได้แก่ คุ้มค่า อาหารตามฤดูกาลทำจากพืชที่ผ่านการเพาะปลูกในฤดูกาลที่เหมาะสม ทำให้พืชเหล่านั้นเจริญงอกงาม ใช้เวลาปลูกน้อยกว่า จึงทำให้อาหารมีราคาถูกกว่า และบ่อยครั้งที่เราจะได้อาหารตามฤดูกาลในปริมาณมาก เนื่องจากพืชผักที่ใช้มีปริมาณมากและร้านอาหารจำเป็นต้องใช้ให้หมด อร่อยกว่า อาหารตามฤดูกาลมีรสชาติดีกว่าอาหารนอกฤดูกาลมาก เนื่องจากพืชที่ปลูกตามฤดูกาลจะสามารถเจริญเติบโตเต็มที่ตามธรรมชาติได้ก่อนที่จะถูกเก็บไปทำอาหาร จึงทำให้มีรถชาติอร่อย ยกตัวอย่างเช่น มะเขือเทศที่ปลูกในเดือนกุมภาพันธ์กับมะเขือเทศที่ปลูกในเดือนสิงหาคมมีรสชาติหวานอร่อยต่างกัน มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่า พืชที่ปลูกตามฤดูกาลในสภาพที่เหมาะสมจะให้สารอาหารตามธรรมชาติมากกว่า จึงมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ผลการวิจัยพบว่าพืชบางชนิดมีสารอาหารเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าเมื่อปลูกตามฤดูกาล นอกจากนี้ผักผลไม้ตามฤดูกาลยังไม่ต้องผ่านการขนส่งเป็นเวลานานๆ จึงไม่เสียสารอาหารที่จำเป็น เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า อาหารตามฤดูกาลและอาหารพื้นเมืองไม่ต้องใช้การขนส่งไกลๆ เหมือนผักผลไม้ที่ไม่มีในท้องถิ่นซึ่งบางครั้งต้องขนส่งเป็นระยะทางกว่า 2000 กิโลเมตรเพื่อนำมาขายในท้องถิ่น และยังใช้สารเคมีเพื่อคงความสดใหม่น้อยกว่า การรับประทานผักผลไม้ตามฤดูกาลจึงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการขนส่งและลดการใช้สารเคมีในการเกษตรได้อย่างมาก ผักผลไม้ตามฤดูกาลของไทยตั้งแต่เดือน มกราคม - ธันวาคม มกราคม ผลไม้ ส้มเกลี้ยง ฝรั่ง มะขามป้อม ละมุด อ้อย องุ่นสับปะรด มะตูม ชมพู่กระจับ ลูกตาลอ่อนกล้วยหอม ส้มจุก แตงโม ส้มเขียวหวาน (เพชรบูรณ์) ชมพู่มะเหมี่ยว พุทรา ผัก มะระ คะน้า สะเดา กะหล่ำดอก ขั้นฉ่าย ดอกหอม ถั่วลันเตา ถั่วแขก บวบ กวางตุ้ง กุมภาพันธ์ ผลไม้ มะขามเทศ…

การลดบริโภคเนื้อสัตว์ช่วยลดโลกร้อน และทำให้สุขภาพดีขึ้น /Modified by ERM-Siam Co., Ltd. 1. ดีต่อสิ่งแวดล้อม การลดการบริโภคเนื้อสัตว์ดีต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากฟาร์มเลี้ยงสัตว์เชิงอุตสาหกรรมส่งผลกระทบอย่างมากต่อสิ่งแวดล้อม มูลสัตว์ปริมาณมากทำให้เกิดมลพิษ อาหารสัตว์ก็มาจากการเพาะปลูกที่ใช้ยาฆ่าแมลงและปุ๋ยที่ทำลายสิ่งแวดล้อมและส่วนใหญ่ต้องใช้การขนส่งจากที่ไกลๆ นอกจากนี้ฟาร์มเลี้ยงสัตว์เชิงอุตสาหกรรมยังทำให้เกิดมลพิษในน้ำ ดินและอากาศอย่างมาก และเป็นสาเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อทำทุ่งเลี้ยงสัตว์และปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อเป็นอาหารสัตว์ 2. ดีต่อสุขภาพ ในประเทศพัฒนาแล้วมีการบริโภคไขมันและโปรตีนมากเกินไปจนกระทั่งเป็นสาเหตุให้เกิดความเจ็บป่วย การบริโภคเนื้อสัตว์มากเกินไปมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและมะเร็งบางชนิด การรับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวปริมาณมากก็มีความสัมพันธ์กับการเป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 2 ระยะเริ่มต้นและระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง การลดการบริโภคเนื้อสัตว์จึงดีต่อสุขภาพ 3. ดีต่อสัตว์ ในช่วง10 ปีที่ผ่านมา สนธิสัญญาลิสบอน (Lisbon Treaty) ที่มีการให้สัตยาบันโดยประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ได้ยอมรับอย่างเป็นทางการว่าสัตว์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความรู้สึก รวมถึงให้สิทธิและความคุ้มครอง และกำหนดให้สวัสดิภาพสัตว์อยู่ในระดับเดียวกับหลักการทางจริยธรรมอื่นๆ เช่น ความเสมอภาคทางเพศ การคุ้มครองสุขภาพและสวัสดิการสังคมของมนุษย์ แต่ปัจจุบันก็ยังมีการข่มเหงรังแกและฆ่าสัตว์อยู่ การลดการบริโภคเนื้อสัตว์จึงสามารถช่วยลดจำนวนสัตว์ที่ต้องถูกฆ่า 4. ดีต่อทุกคน องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่า ในปี พ.ศ. 2553 ราคาอาหารพุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงทศวรรษหลังปี พ.ศ. 2532 ซึ่งการบริโภคเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้้นเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักมาจาของวิกฤตราคาอาหารดังกล่าว ความต้องการบริโภคสินค้าเกษตรที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเพิ่มขึ้นของประชากรเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับการใช้ทรัพยากรทางการเกษตรในกิจกรรมอื่นๆ นอกเหนือจากการเลี้ยงประชากรมนุษย์ (การให้อาหารสัตว์และการทำเชื้อเพลิงชีวภาพ) การลดค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ และการขึ้นราคาน้ำมันและการประมาณการด้านการเงิน แหล่งข้อมูล: http://www.slowfood.com

อาหารเกษตรอินทรีย์เป็นอาหารที่ผลิตด้วยวิธีที่ได้มาตรฐานการทำเกษตรอินทรีย์ มาตรฐานเกษตรอินทรย์ของแต่ละประเทศแตกต่างกันออกไป แต่การทำเกษตรอินทรีย์โดยทั่วไปมีหลักปฏิบัติที่ส่งเสริมการหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ ส่งเสริมความสมดุลของระบบนิเวศ และรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ องค์กรที่ควบคุมคุณภาพสินค้าเกษตรอินทรีย์อาจเลือกสั่งห้ามใช้ยาฆ่าแมลงและปุ๋ยบางชนิดในการเพาะปลูก ปัจจุบันสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา แคนาดา เม็กซิโก ญี่ปุ่นและอีกหลายประเทศต่างกำหนดให้ผู้ผลิตต้องขอใบรับรองพิเศษเพื่อจำหน่ายสินค้าเป็นอาหารเกษตรอินทรีย์ภายในประเทศนั้นๆ ในบริบทของระเบียบสินค้าเกษตรอินทรีย์ อาหารเกษตรอินทรีย์ คือ อาหารที่ผลิตด้วยวิธีที่ได้มาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ซึ่งกำหนดขึ้นโดยรัฐบาลแต่ละประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ แม้ว่าการปลูกพืชผักสวนครัวอาจเป็นการปลูกพืชแบบอินทรีย์ แต่การจำหน่ายอาหารที่ติดฉลากเกษตรอินทรีย์จะถูกควบคุมโดยหน่วยงานด้านความปลอดภัยอาหารของรัฐบาลแต่ละประเทศ เช่น กระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกา (USDA) หรือ คณะกรรมาธิการยุโรป ผู้บริโภคสามารถแยกประเภทของอาหารเกษตรอินทรีย์ได้โดยการดูฉลากเกษตรอินทรีย์ ปัจจุบันสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา แคนาดา เม็กซิโก ญี่ปุ่นและอีกหลายประเทศต่างกำหนดให้ผู้ผลิตต้องขอใบรับรองพิเศษตามที่รัฐบาลแต่ละประเทศกำหนดเพื่อจำหน่ายสินค้าเป็นอาหารเกษตรอินทรีย์ภายในประเทศนั้นๆ และผลิตภัณฑ์ที่จะได้รับการรับรองเป็นอาหารเกษตรอินทรีย์จะต้องปลูกและผลิตด้วยวิธีที่ตรงตามมาตรฐานของแต่ละประเทศ ตัวอย่างมาตรฐานรับรองสินค้าเกษตรอินทรีย์ของประเทศต่างๆ ออสเตรเลีย: มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ NASAA (NASAA Organic Standard) สหภาพยุโรป: ระเบียบสินค้าเกษตรอินทรีย์ของสหภาพยุโรป (EU-Eco-regulation) สวีเดน: KRAV สหราชอาณาจักร: กระทรวงสิ่งแวดลอม อาหาร และกิจการชนบท (DEFRA) โปแลนด์: สมาคมนิเวศวิทยาโปแลนด์ (Association of Polish Ecology) นอร์เวย์: มาตรฐานตรวจรับรองเกษตรอินทรีย์ Debio (Debio Organic certification) อินเดีย: โครงการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ (National Program for Organic Production,…

การเกษตรในเมือง การเกษตรในเมือง (Urban Agriculture) หมายถึง การเพาะปลูกพืช เลี้ยงสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่เมืองและรอบๆ พื้นที่เมือง รวมถึงการจัดการและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารและผลิตภัณฑ์ยาที่ได้จากพืชและสัตว์ เส้นใย และเชื้อเพลิง ด้วยวิธีการเกษตรแบบเข้มข้น โดยรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ใช้วิธีนำกลับมาใช้ใหม่และรีไซเคิลขยะในพื้นที่เมือง (สมิทและอื่นๆ, 2539; เพียร์สันและอื่นๆ, 2554) การทำการเกษตรในพื้นที่เมืองและรอบๆ เขตพื้นที่เมือง (UPA) เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของระบบเศรษฐกิจและสังคมและระบบนิเวศของพื้นที่เมือง โดยการทำการเกษตรในพื้นที่เมืองและรอบๆ เขตพื้นที่เมือง อาศัยทรัพยากรในพื้นที่เมือง (ที่ดิน แรงงาน และขยะมูลฝอยในเขตเมือง) และเงื่อนไขต่างๆ ของพื้นที่เขตเมือง (นโยบายและกฎระเบียบในเขตเมือง การแข่งขันในการจัดซื้อที่ดินสูง ตลาดในเขตเมือง ราคาสินค้าและบริการ ฯลฯ) ในการรักษาความมั่นคงด้านอาหารให้กับประชากรในเขตเมือง รวมถึงการบรรเทาความยากจนและส่งผลต่อนิเวศวิทยาและสุขภาพ (Mougeot, 2543). การทำการเกษตรในพื้นที่เมืองและรอบๆ เขตพื้นที่เมือง เป็นการผสมผสานขอบเขตของเศรษฐกิจเมืองเข้ากับระบบนิเวศ และพัฒนาเมืองต่างๆ ให้เป็นเมืองที่มีความยั่งยืนและมีศักยภาพในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เราสามารถออกแบบการเกษตรในเมืองเพื่อจุดประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับว่าเป็นระดับจุลภาคหรือมหภาค โดยในบทความนี้จะมีการวิเคราะห์ข้อจำกัดและโอกาสด้านกฎหมาย สังคมและเศรษฐกิจของเกษตรในเมือง ในการจัดการกับความขาดแคลนทรัพยากร ความกดดันทางประชากรและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นเมืองนั้นๆ จำเป็นต้องมีการจัดการที่ดี นอกจากนี้โครงสร้างด้านความรู้และโครงสร้างสถาบันก็เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับโอกาส การทำการเกษตรในพื้นที่เมืองและรอบๆ เขตพื้นที่เมือง (UPA) สามารถให้ประโยชน์ทางสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมในรูปแบบของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญ เราจะสามารถมองเห็นมิติทางสังคมจากการทำเกษตรวิธีนี้ได้ในรูปแบบความมั่นคงด้านอาหารและการเข้าถึงอาหาร อาหารและสุขภาพ ความอยู่ดีมีสุขของบุคคล วัตถุประสงค์ด้านสุขภาพร่างกายและสมรรถภาพทางกาย ความรู้สึกพิเศษต่อสถานที่ สุนทรียศาสตร์ การกระทำระหว่างกันทางสังคมและการสร้างชุมชน ทักษะส่วนบุคคล…
Menu Title