EnvironNET

เมนู

  • หน้าหลัก
  • ในหลวงกับสิ่งแวดล้อม
  • สิ่งแวดล้อมน่ารู้
  • ข่าวสิ่งแวดล้อม
    • ข่าววันนี้
    • ข่าวเด่นประจำสัปดาห์
    • ข่าวประชาสัมพันธ์
    • ข่าวย้อนหลัง
    • ปฏิทินกิจกรรมและวันสำคัญ
  • บทความสิ่งแวดล้อม
  • สิ่งแวดล้อมรอบโลก
  • กิจกรรมสีเขียว
  • ถามมา-จัดไป
  • ร่วมกันรักษ์โลก
  • ติดต่อเรา
  • การบริโภคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • รวม LINK
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
หยุด!'มลพิษนกหวีด' DOCUMENT PDF
วันจันทร์ที่ 08 มีนาคม 2010 เวลา 14:24 น.

Daily News Online :

 

        กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงที่เต็มไปด้วยมลพิษด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ทั้งมลพิษทางอากาศจากไอเสีย รถยนต์ ควัน โรงงานอุตสาหกรรม น้ำเน่า จากโรงงาน บ้านเรือน ขยะเน่าเหม็น และมลพิษทางเสียง ที่นับวันจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

 

                       

 

         มลพิษทางเสียง ที่คุกคามคนกรุงเทพฯ ที่รู้ ๆ กันเช่น จากสนามบิน จากโรงงาน ที่มีผู้คนจำนวนมาก มีเครื่องจักรเป็นส่วนประกอบ หรือสถานบันเทิงที่ก่อให้เกิดเสียงดังยามวิกาล แต่จะมีใครนึกบ้างว่ามีเสียงที่ได้ยินตลอดเวลา เกือบทุกหนทุกแห่ง กลายเป็นมลพิษที่เราสัมผัสโดยไม่รู้ตัวเพราะคุ้นชิน จนไม่ใส่ใจ นั่นคือ เสียงนกหวีด ที่ร้องปี๊ด ๆ ตามถนนหนทาง นั่นเอง
   
         ปัญหานี้ “ชมรมหรี่เสียงกรุงเทพ” เป็นผู้จุดประกายเพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ออกมาให้ความสำคัญ โดย อาจารย์อรยา สูตะบุตร อาจารประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมาชิกชมรมหรี่เสียงกรุงเทพ กล่าว  ว่า ชมรมฯได้ตระหนักถึงภัยของมลพิษจากเสียงเพราะส่งผลต่อสุขภาพด้านต่าง ๆ เมื่อคนเราต้องอยู่ในที่ที่เสียงดังมาก ๆ นาน ๆ จะเกิดความเครียดขึ้นโดยไม่รู้ตัว เนื่องมาจากการสื่อสารพูดคุยกันไม่เข้าใจ เกิดความรำคาญ เมื่อเกิดความเครียด ก็จะส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายให้แปรปรวน จนอาจลุกลามเกิดเป็นโรคจิต โรคไมเกรน โรคกระเพาะอาหาร และความดันโลหิตสูงได้  
    
         ชมรมฯมีความมุ่งหวังที่จะลดเสียงที่ไม่จำเป็นในชีวิตประจำวันให้หมดไป เพื่อให้กรุงเทพฯ เมืองที่มีคนอาศัยร่วมกันกว่า 10 ล้านคน เผชิญมลพิษทางเสียงน้อยลง ซึ่งจากการเก็บข้อมูลตามท้องถนน พบว่า ในถนนหลายสายนอกจากจะมีเสียงดังจากรถยนต์ที่วิ่งกันอย่างขวักไขว่ แล้วยังมีเสียงนกหวีดที่บรรดา รปภ. ตามตึกต่าง ๆ ใช้เป่าเพื่อจัดจราจรบริเวณทางเข้าออกถนน หวีด แทรกทะลุทะลวงโสตประสาทของคนที่อยู่แถวนั้นตลอดเวลา แม้จะอยู่บนตึกสูง ก็ยังสามารถฟังเสียงนกหวีดได้อย่างชัดเจน ถือเป็นมลพิษทางเสียงที่ดังและรบกวนผู้คนเป็นอย่างมาก หากผ่านเข้าไปในถนนสีลม จะเห็นว่า อาคารตลอดแนวถนน กว่า 30 อาคาร ใช้นกหวีดในการจัดการจราจรตลอดทั้งวัน ไม่เว้นแม้แต่อาคารโรงพยาบาลบีเอ็นเอช ในซอยคอนแวนต์ ที่มีผู้ป่วยพักอยู่ โดยไม่มีใครตระหนักว่านกหวีด ซึ่งไม่ใช่สิ่งจำเป็นในการใช้จัดจราจร เพราะสามารถใช้สัญญาณมือ ธงสี หรือแท่งไฟเรืองแสง แทนได้นั้น จะก่อมลพิษทางเสียง ทำให้คนที่ทำงานอยู่ในย่านดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนใช้นกหวีดเองมีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการหูตึงได้โดยไม่รู้ตัว
   
         จากข้อมูลองค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ว่าเสียงที่ดังเกิน 85 เดซิเบล ถือว่าเป็นอันตรายต่อมนุษย์ แต่ก็ไม่ควรอยู่ในสถานที่ที่มีเสียงดังตั้งแต่ 70 เดซิเบลขึ้นไป นานติดต่อกันหลายชั่วโมง เพราะจะส่งผลเสียที่เป็นอันตรายต่อร่างกายเช่นกัน โดยตามท้องถนนที่มีสภาพการจราจรทั่วไปมีระดับเสียงอยู่ที่ 71 เดซิเบล รถบรรทุกสิบล้อ มีระดับเสียง 95 เดซิเบล เสียงรถจักรยานยนต์ รถสามล้อเครื่อง และเสียงดนตรีร็อกในห้องทึบ มีระดับเสียง 90-100 เดซิเบล เสียงเป่านกหวีดมีระดับเสียง 100 เดซิเบล จะเห็นว่าเสียงนกหวีดมีความดังเกินระดับค่ามาตรฐานมากกว่าเสียงรถยนต์ตามท้องถนนทั่วไปเสียอีก ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องแก้ไข มิเช่นนั้นในอนาคตอันใกล้คนกรุงเทพฯ จะเป็นโรคหูตึงแบบไม่รู้ตัวกันมากขึ้น ชมรมฯ จึงมีโครงการ “เขตปลอดนกหวีด” เพื่อรณรงค์ให้อาคารต่าง ๆ เลิกใช้นกหวีด
   
         โครงการเขตปลอดนกหวีด เริ่มเดินเครื่องตั้งแต่เดือน พ.ย. ที่ผ่านมา โดยการเขียนจดหมายขอความร่วมมือไปยังอาคารต่าง ๆ ที่ใช้นกหวีดให้เลิกการใช้นกหวีด มาใช้สัญลักษณ์อื่นแทน ซึ่งได้รับการตอบรับและให้ความร่วมมือแล้ว 12 อาคาร เช่น ศูนย์การค้าเกษร ศูนย์การค้าอัมรินทร์ พลาซ่า จามจุรีสแควร์สยามพารา กอน ห้างเซ็นทรัล และเดอะมอลล์ เป็นต้น ส่วนใหญ่เป็นอาคารย่านการจราจรหนาแน่นทั้งสิ้น โดยในปี 2553 นี้ ตั้งเป้าหมายว่าจะมีอาคารต่าง ๆ เข้าร่วมโครงการนี้อีก 20 อาคาร และหวังว่าต่อไปในอนาคต อาคารต่าง ๆ จะเลิกใช้นกหวีดในการจัดจราจร ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าตำรวจจราจรก็ใช้เฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น มีแต่ รปภ. ที่ยังใช้กันอย่างแพร่หลาย อย่างไรก็ดีในวันที่ 10 มี.ค.นี้ ชมรมฯ จะจัดงาน ที่ศูนย์การค้าเกษร เพื่อขอบคุณอาคารต่าง ๆ ที่ให้ความร่วมมือไม่ใช้นกหวีด และเปิดโอกาสให้อาคารอื่น ๆ ที่อยากเข้าร่วมโครงการ ช่วยกันลดเสียงไม่จำเป็น ได้เข้าร่วมฟังเพื่อเป็นข้อมูลนำไปใช้ต่อไป” อาจารย์อรยา กล่าว
   
         นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของมาตรการลดมลพิษทางเสียง ที่มีการหยิบยกมาขึ้นแก้ไข หวังว่าในอนาคต จะไม่ต้องทนรำคาญเสียง  ปี๊ด...ปี๊ด ให้แสบแก้วหูกันอีก.

      10 ที่ควรเลี่ยงเสี่ยงหูตึง
   
         ชมรมหรี่เสียงกรุงเทพฯ เปิดเผยสถานที่ที่มีเสียงดังเกินมาตรฐานในพื้นที่กรุงเทพฯ 10 อันดับแรก ที่ควรหลีกเลี่ยงได้แก่ 1.รถไฟฟ้าบีทีเอส ทั้งภายในขบวนรถไฟฟ้า และบนสถานีที่มีการเปิดทีวีโฆษณาสินค้าด้วยเสียงดัง 2.โรงภาพยนตร์ที่เปิดเสียงดัง 3.ห้างสรรพสินค้าโดยเฉพาะจุดที่มีการจัดอีเวนต์ต่าง ๆ 4.สถานที่ออกกำลังกาย ที่มีการเปิดเพลงเสียงดัง เช่น ลานเต้นแอโรบิกในสวนสาธารณะ 5.ลำโพงกลางแจ้ง เช่น ร้านขายซีดี 6.สถานที่ที่ใช้นกหวีดจัดการจราจร 7.งานวัด 8.สถานที่ก่อสร้าง 9.ขนส่งมวลชนที่เสียงดัง เช่น การเปิดทีวี หรือวิทยุบนรถ เรือโดยสาร และ 10.เพื่อนบ้านที่ทำเสียงดัง
         
     วิธีการสังเกตว่าเราอยู่ในสภาวะเสียงดังเกินไปหรือไม่
   
        1. ยืนห่างกันราว 1 เมตร แล้วคุยกันด้วยเสียงปกติแต่ฟังกันไม่รู้เรื่อง ต้องพูดดังขึ้นหรือตะโกน
    
        2. ได้ยินเสียงดังจากลำโพง หรือเครื่องขยายเสียง ดังเกินไปจากห้องอื่น ๆ บ้านผู้อื่น รถยนต์ของผู้อื่น หรือ หูฟังส่วนตัวของผู้อื่น
   
        3. การเต้นของหัวใจได้รับผลจากเสียงที่เราได้ยิน เช่น เวลาได้ยินเสียงดังจากลำโพงเสียงทุ้ม จะทำให้หัวใจเราเต้นแรงกว่าปกติได้ เป็นต้น.


ประพิม เก่งกรีฑาพล/รายงาน

 

ปฏิทินกิจกรรมและวันสำคัญ

«
<
September 2010
>
»
S M T W T F S
29 30 31 1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 1 2
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
stat counter :
          environNET ดำเนินงานและจัดทำภายใต้การดูแลโดย ศูนย์สารสนเทศสิ่งแวดล้อม กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม